บทที่ 3 ความกตัญญูกตเวที
‘เรือนฉิงเฟิง’ ของเซียวอวี้เฉิน ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของจวนโหวหย่งหนิง รอบ ๆ มีใบไผ่พลิ้วไหว เนินเขาจำลอง ศาลาชมจันทร์ และสระน้ำที่งดงาม
ในยามนี้ที่ใต้ระเบียงภายในเรือน ฉางิกำลังพูดคุยอยู่กับจื่อหลิง สาวใช้ภายในเรือน เนื่องจากคุณชายใหญ่ไม่อยู่ พวกเขาจึงผ่อนคลายกันมากขึ้น
จื่อหลิงกล่าวว่า “นางในตรอกเหมยฮวาช่างใช้มารยาสตรีได้แเี ถึงได้หลอกล่อให้คุณชายใหญ่อยู่กับนางตลอดทั้งวัน คุณชายใหญ่ถึงขั้นเพิกเฉยและไม่ไปเยี่ยมคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋ ที่จมน้ำจนหมดสติไปหลายวัน”
ฉางิหัวเราะเยาะ “ข้าเห็นเ้าคงหวงใยในใจกระมัง นางในตรอกเหมยฮวานั้นคือสตรีที่คุณชายใหญ่รักที่สุด ผู้ใดจะล่วงล้ำนางไปได้… แม่นางชุ่ยจู้”
เมื่อฉางิและจื่อหลิงเห็นชุ่ยจู้ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าเรือน พวกเขารีบยืนตรงด้วยท่าทีนอบน้อม สาวรับใช้คนสนิทของฮูหยิน นับเป็ผู้ที่มีเกียรติสูดสุงในบรรดาคนรับใช้ของจวนโหวหย่งหนิง พวกเขาไม่อาจล่วงเกินนางได้
ทว่าไม่รู้ได้แน่ชัดว่าชุ่ยจู้ได้ยินสิ่งที่พวกเขากล่าวกันหรือไม่
ขณะที่ความหวาดกลัวกำลังก่อตัวขึ้นในใจของพวกเขา ชุ่ยจู้ก็เปล่งเสียงออกมาอย่างเ็า “พวกเ้าสองคนเป็คนเก่าแก่ของจวน เหตุใดยังไม่รู้จักว่าสิ่งใดควรกล่าวหรือสิ่งใดไม่ควรกล่าวเล่า? ระวังฮูหยินจะฉีกปากของพวกเ้าเสีย หากวาจาเหล่านี้ระคายถึงหู”
นับวันผู้คนในเรือนของคุณชายใหญ่ยิ่งไร้ระเบียบขึ้นทุกที
ฉางิและจื่อหลิงได้ยินคำขู่ของชุ่ยจู้ก็พลันหวาดกลัว พวกเขารู้ดีว่าฮูหยินเกลียดชังนางในตรอกเหมยฮวามากเพียงใด แทบจะกล่าวได้ว่า ‘ตรอก เหมย ฮวา’ สามคำนี้ ถือเป็คำต้องห้ามในจวนโหวหย่งหนิง
“แม่นางชุ่ยจู้ พวกข้าผิดแล้ว พวกข้าสำนึกผิดจริง ๆ”
“ถูกแล้ว พวกข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
พวกเขาวอนขอความเห็นใจจากชุ่ยจู้ ทว่านางไม่มีเวลาพูดคุยกับพวกเขามากมายนัก จึงหันไปกล่าวกับฉางิ “ฮูหยินมีคำสั่งให้เ้าใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม รีบตามหาตัวคุณชายใหญ่กลับมาให้จงได้ มิเช่นนั้นทั้งเ้าและคุณชายใหญ่ก็อย่าคิดที่จะได้กลับจวนอีกเลย”
ฉางิได้ยินเช่นนั้นก็งุนงงไปชั่วขณะ ฮูหยินโกรธมากแล้วจริง ๆ เดิมทีแม้ฮูหยินจะไม่พอใจที่คุณชายใหญ่ไปตรอกเหมยฮวา ทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นให้ผู้คนไปตาม เพราะกลัวว่าคุณชายใหญ่จะเสียหน้า
ชุ่ยจู้เห็นว่าฉางิยังคงยืนนิ่งอยู่ นางจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงรีบร้อน “มัวแต่ยืนนิ่งอยู่ไย รีบไปเร็วเข้า”
ทันทีที่ฉางิรู้สึกตัว เขาก็รีบวิ่งออกไปทันที ระยะทางจากจวนโหวหย่งหนิงไปยังตรอกเหมยฮวาต้องใช้เวลาเกินกว่าหนึ่งเค่อ เวลาทั้งไปและกลับนั้นกระชั้นชิดมาก
หลังจากฉางิจากไป ชุ่ยจู้ก็จ้องเขม็งเข้าไปในดวงตาของจื่อหลิงอย่างลึกซึ้ง หากให้นางกล่าว ผู้คนในเรือนของคุณชายใหญ่ควรได้รับการสั่งสอนอย่างหนัก
ส่วนฉางิที่ใช้กำลังทั้งมวลวิ่งมายังตรอกเหมยฮวา เมื่อมาถึงก็ได้พบจางเฝิง ผู้ติดตามคนสนิทอีกคนของเซียวอวี้เฉิน ที่กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ริมทาง เห็นเช่นนั้น ฉางิก็วิ่งตรงมายังจางเฝิงอย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะคว้าตัวจางเฝิงแล้วพาเข้าไปในตรอก เหมยฮวาทันที
“เ้าเป็อะไรไป? ถูกสุนัขไล่กัดหรือ?” จางเฝิงถามพลางหัวเราะ
ฉางิหอบหายใจเสียงดัง ก่อนจะกล่าวกับจางเฝิงด้วยน้ำเสียงแ่เบา “รีบไปบอกให้คุณชายใหญ่ให้กลับจวนโดยเร็ว หากไม่ถึงจวนภายในเวลาครึ่งชั่วยาม ฮูหยินกล่าวว่าอย่าได้คิดกลับจวนอีกเลย”
จางเฝิงได้ยินดังนั้นก็ใเช่นกัน เดิมทีฮูหยินให้เกียรติคุณชายใหญ่ แม้จะเดียดฉันท์นางผู้พำนักในตรอกเหมยฮวามากเพียงใด ก็ไม่เคยส่งคนมาเรียกตัว เห็นทีครานี้นางคงโกรธมากจริง ๆ
“ฮูหยินโกรธอีกแล้วหรือ?” จางเฝิงถาม
“เห็นทีจะเป็เช่นนั้น แม่นางชุ่ยจู้สาวใช้ข้างกายเป็ผู้นำความมาบอก เ้ารีบไปเรียกคุณชายใหญ่เร็วเข้า อย่าให้ล่าช้าไปกว่านี้” ฉางิร้อนใจจนแทบกระอักโลหิต
จางเฝิงก็มิได้รีรอ เขารีบวิ่งไปยังเรือนพักที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของตรอก หลังจากท่านโหวจากไป บัดนี้จวนทั้งจวนจึงอยู่ภายใต้การดูแลของฮูหยิน ผู้ใดเล่าจะบังอาจถึงขั้นไม่เชื่อฟังคำสั่งของนาง?
เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของเรือน จางเฝิงก็ลงมือเคาะเบา ๆ ไม่นานนักสาวใช้ในชุดเขียวก็เปิดประตูออกมา เมื่อเห็นว่าเป็จางเฝิงนางจึงยิ้มพลางกล่าวออกมา “พี่จางเฝิง คุณชายใหญ่กำลังทานอาหารอยู่กับคุณหนู พี่จะเข้ามารอด้านในหรือไม่?”
“ข้ามีเื่ต้องเข้าพบคุณชายใหญ่เป็การด่วน” ทันทีที่กล่าวจบ จางเฝิงก็เดินเข้ามา
เขาคุ้นเคยกับทิศทางภายในบ้านหลังนี้เป็อย่างดี เพราะเขามากับเซียวอวี้เฉินอยู่เสมอ เพียงสองสามก้าวเดินก็มาถึงห้องรับรองเล็ก ๆ ที่ประตูเปิดอ้าอยู่ โดยมีหลิวปี้ฉินที่กำลังคีบอาหารให้เซียวอวี้เฉินด้วยใบหน้าเบิกบาน
คิ้วโก่งสวยได้รูป ดวงตาหวานละมุนจับจิต ผิวพรรณนวลเนียนราวหยก ริมฝีปากแดงระเรื่อดั่งผลท้อสุก ทรวดทรงอ่อนช้อยประหนึ่งต้นหลิว งามละมุนผุดผ่องดุจปัทมา
จางเฝิงที่ยืนอยู่หน้าประตู ไม่กล้ามองนานนัก
ก้มหน้าลงแล้วร้องเรียก “คุณชายใหญ่”
เซียวอวี้เฉินผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดกาล ทว่าบัดนี้กลับอ่อนโยนราวกับจะหยดน้ำได้ หลังจากทานอาหารที่หลิวปี้ฉินคีบให้ ก็หันมามองจางเฝิงที่ประตูแล้วถามขึ้น “มีเหตุอันใดเล่า?”
จางเฝิงอยากจะกล่าว กลับต้องหยุดชะงัก
เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีเหตุอันใดก็กล่าวออกมาเลย”
จางเฝิงยังคงนิ่งเงียบ
เหตุใดคุณชายใหญ่ของเขาถึงไร้สายตาเช่นนี้ หากเขามีเื่จะกล่าว เขาคงกล่าวออกมาแล้วเป็แน่แท้! ทว่าในยามเร่วด่วนเช่นนี้ แม้คุณชายใหญ่จะต้องเสียเกียรติ เขาก็จำต้องกล่าวออกไป “คุณชายใหญ่ ฮูหยินให้ท่านรีบกลับจวนทันที”
เซียวอวี้เฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวอย่างเรียบเฉย “กลับไปบอกฮูหยินว่า ข้าจะกลับไปในเวลาไม่นาน”
เซียวอวี้เฉินรู้สึกไม่สบายใจ มารดาคงโกรธเคืองเมื่อรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ ทว่าเหตุใดมารดาถึงไม่เข้าใจเล่า? น้องฉินอยู่ในเมืองหลวงเพียงผู้เดียว ยามนี้นางทุกข์ยากไร้ที่พึ่ง ทั้งยังถูกกักขังให้อยู่ในเรือน ไม่อาจออกไปพบเจอผู้คนได้ วันทั้งวันจมดิ่งอยูู่กับความเศร้าหมอง เขาเลยมาเยี่ยมเยือนว่านางเป็เช่นไร
แต่เดิมทั้งสองตระกูลเป็มิตรที่รักใคร่สนิทสนม ยามนี้ตระกูลหลิวตกอับ จวนโหวหย่งหนิงของเขาก็ควรยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เหตุใดถึงขั้นตัดความสัมพันธ์เพียงเพราะความผิดพลาดของตระกูลหลิวเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เขากับน้องฉินเติมโตมาด้วยกัน ความผูกพันที่ร่วมกันสร้างมาหลายปีจะทิ้งลงได้เช่นไร?
ในเมื่อเขาตบปากรับคำจะหมั้นหมายกับคุณหนูรองแห่งตระกูลอู๋แล้ว เหตุใดมารดาจึงไม่พึงใจให้น้องฉินมีตำแหน่งหน้าที่บ้าง?
ยิ่งคิด เซียวอวี้เฉินก็ยิ่งโกรธ
จางเฝิงแทบจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ นับั้แ่ท่านโหวจากไป ฮูหยินก็ต้องแบกรับภาระทั้งหมดของจวนโหวหย่งหนิง หากจะกล่าวกันตรง ๆ บัดนี้จวนโหวหย่งหนิงต้องอาศัยบารมีของจวนถังกั๋วกงของฮูหยินเป็เครื่องค้ำจุน
จวนโหวหย่งหนิงในยามนี้ ถือวาจาของฮูหยินเป็สิทธิ์ขาด ผู้ใดเล่าจะกล้าขัดคำสั่งของนาง?
“คุณชายใหญ่ ฮูหยินให้ฉางิมาเรียนว่า หากเวลาล่วงเลยไปเกินกว่าครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่กลับ พวกเราก็ไม่อาจกลับไปได้อีกเลย” จางเฝิงไม่กล้าเงยหน้ามองเซียวอวี้เฉิน
เซียวอวี้เฉินอับอายจนหน้าแดงก่ำ เขาไม่เคยเสียหน้าต่อหน้าหลิวปี้ฉินมาก่อน ทว่าหากเขายังยืนยันต่อไปก็จะยิ่งดูไม่ดี
เขาลุกขึ้นยืนขณะแสร้งไอออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะกล่าวกับหลิวปี้ฉิน “น้องฉิน วันนี้ข้าต้องขอตัวกลับก่อน หากมีเวลาว่างข้าจะมาหาเ้าอีก”
หลิวปี้ฉินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแห่งควาเข้าใจ “ฮูหยินเรียกหาท่านคงเพราะมีเื่ด่วน ท่านรีบกลับไปเถิด”
เซียวอวี้เฉินเห็นท่าทีเช่นนั้นของนางก็รู้สึกอบอุ่นใจ พร้อมกันนั้นกลับรู้สึกว่ามารดากดดันเขามากเกินไป
“พี่เฉิน โปรดรอข้าสักครู่ ข้าได้ทำผ้าคาดศีรษะให้ฮูหยินไว้หนึ่งผืน ขอท่านช่วยนำไปมอบให้นางด้วยเถิด” กล่าวจบ นางก็รีบกลับไปยังห้องนอน แล้วนำผ้าคาดศีรษะผืนหนึ่งออกมา
ผ้าคาดศีรษะสีน้ำเงินลายเมฆ ตัดเย็บอย่างประณีต รอยฝีเข็มแน่นละเอียด ตรงกลางประดับด้วยทับทิมสีแดงสด ส่งให้ผ้าคาดศีรษะผืนนี้ดูงดงามและสูงค่า เหมาะสมกับมารดายิ่งนัก
เขาจำทับทิมเม็ดนี้ได้ดี มันคือของขวัญที่เขามอบให้แก่หลิวปี้ฉินเมื่อครั้งวันเกิด เขาจำได้ว่านางชอบใจหนักหนา ไม่คาดคิดว่านางจะนำมาใช้ทำผ้าคาดศีรษะให้แก่มารดา นี่แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูของนาง
เซียวอวี้เฉินรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เมื่อได้ยินหลิวปี้ฉินกล่าวอย่างระมัดระวัง “ข้ารู้ดีว่า นับั้แ่ที่ครอบครัวของข้าประสบปัญหา แม้ท่านป้าจะรังเกียจข้า แต่ข้ายังจดจำความดีของท่านป้าที่มีต่อข้ามาโดยตลอด”
ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เซียวอวี้เฉินทั้งรู้สึกซาบซึ้งและรู้สึกผิด ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามารดาค่อนข้างเห็นแก่ตัวเกินไป เขาเอื้อมมือลูบศีรษะของหลิวปี้ฉิว พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ยามนี้ท่านแม่ของข้ายังไม่เคยตรึกตรองให้ถ้วนถี่ ข้าจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านอีกครั้ง ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”
หลิวปี้ฉินยิ้มอย่างสดใส “ข้ารู้ว่าท่านป้าเป็คนดี”
หัวใจของเซียวอวี้เฉินทั้งหวานชื่นและเศร้าหมอง ปะปนกันจนรู้สึกซับซ้อน
์ทรงไม่เป็ธรรมเสียนี่กระไร หลิวปี้ฉินดีงามถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงกำหนดให้ครอบครัวของนางต้องประสบกับปัญหาด้วยเล่า? ทว่านั่นก็เป็เื่เล็กน้อย ตราบใดที่นางยังมีเขาอยู่
“คุณชายใหญ่ พวกเราควรกลับแล้ว” เมื่อเห็นทั้งคู่ยังคงร่ำลาด้วยความอาวรณ์ หัวใจของจางเฝิงก็แทบจะหลุดออกจากอก
รู้ว่าจำต้องจากไป เซียวอวี้เฉินจึงหันกลับไปกล่าวคำลากับหลิวปี้ฉินอีกสองสามประโยค ก่อนจะรีบก้าวตามจางเฝิงออกจากห้องรับรอง ยามนี้ ฉางิได้เตรียมรถม้ารอไว้ที่ประตูแล้ว ทันทีที่เซียวอวี้เฉินปรากฏกายขึ้น เขาก็กล่าวออกมาด้วยความรีบร้อน “คุณชายใหญ่เร็วเข้า เวลาจวนเจียนแล้ว”