เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 ยากจะหักใจ


             ท่านป้าเจียงเป็นคนขยันขันแข็งนัก หลังจากที่บ้านกินข้าวกันเสร็จแล้วก็รีบมาช่วยเสี่ยวหมี่ล้างถ้วยชามที่สกุลลู่ แต่ถึงอย่างนั้นกว่าจะเสร็จก็เป็นยามโพล้เพล้แล้ว

             เสี่ยวหมี่ส่งท่านป้าเจียงออกไป ปิดประตูแล้วหันกลับไปมองเรือนของตนเอง ถึงแม้จะเงียบกว่าเดิมอยู่บ้าง แต่ทุกห้องล้วนมีคนเข้าพักอาศัย ล้วนเป็นคนที่นางสนิทสนมและผูกพันด้วย ความรู้สึกนี้ทำให้นางเต็มตื้นอยู่ในใจ

             นางอดขอบคุณสวรรค์ไม่ได้ที่ส่งนางให้มาอยู่กับครอบครัวนี้ ไม่ให้นางต้องโดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน

             เฝิงเจี่ยนยืนอยู่ใต้หลังคาหน้าเรือนพักฝั่งตะวันออก โคมแดงที่จุดสว่างไสวโอบล้อมเรือนร่างของสตรีอันเป็นที่รัก คล้ายกับเป็นเสื้อคลุมสีสดบนตัวนาง งดงามทว่าแลดูจับต้องไม่ได้ ทำให้เขาหวั่นใจถึงกับต้องร้องเรียก “เสี่ยวหมี่...”

             เสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมาแล้วหันมองไปตามเสียง นางคลี่ยิ้มอย่างสดใส “พี่ใหญ่เฝิง ท่านออกมาทำอะไรหรือ คืนนี้รีบเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ ท่านล่าสัตว์มาเหนื่อยมากแล้ว”

             เฝิงเจี่ยนเดินเข้าไปหานาง เขาเอื้อมไปคว้ามือของเสี่ยวหมี่มาอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วพาเดินไปยังเรือนหลัง เสี่ยวหมี่หน้าแดงระเรื่อ นางลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจหักใจดึงมือกลับได้

             ท่ามกลางอากาศหนาวจากลมที่พัดมา ความอบอุ่นเล็กๆ ที่มือนี้แทรกซึมไปถึงหัวใจ

             เสี่ยวหมี่กำลังเหม่อลอยอยู่ ครู่หนึ่งก็รู้สึกเย็นที่ข้อมือจึงก้มหน้าลงไปมองอย่างงุนงง

             นางยกสองมือขึ้น แสงจันทร์ส่องให้เห็นกำไลหยกสีมรกตที่ข้อมือ นางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “นี่คือ...”

             “ให้เจ้า”

             เฝิงเจี่ยนดึงเสี่ยวหมี่เข้ามาไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา ท่าทีระมัดระวังราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่แสนเปราะบาง “อย่าถอดออกนะ”

             “ได้” เสี่ยวหมี่รู้สึกอบอุ่นและร้อนผ่าวในคราวเดียวกัน

             เฝิงเจี่ยนนายบ่าวพักอาศัยอยู่ที่เรือนสกุลลู่มายาวนาน เสื้อผ้าอาภรณ์ของกินของใช้ทุกอย่างนางเป็นคนจัดการทั้งหมด ถึงนางจะคาดเดาได้ว่าเขามีสถานะไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาใช้เงินเพื่อใครมาก่อน ยามนี้เพิ่งล่าสัตว์กลับมาเป็นครั้งแรกก็มอบกำไลหยกให้นาง คาดว่าคงเป็นเงินที่ได้มาจากการขายหนังสัตว์

             ไม่แน่นี่อาจเป็นเงินก้อนแรกที่เขาหามาด้วยสองมือของตนเองก็เป็นได้

             เสี่ยวหมี่สูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้าจุมพิตเบาๆ ที่ข้างแก้มของเฝิงเจี่ยนไปทีหนึ่ง จากนั้นก็กุมแก้มแดงที่เห่อร้อนของตนไว้วิ่งเข้าห้องไป ก่อนจะปิดประตูตามหลังอย่างแรง

             เฝิงเจี่ยนยกมือขึ้นสัมผัสบริเวณที่ร้อนวาบข้างแก้ม เขายกมุมปากขึ้นน้อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน เขาหัวเราะออกมาอย่างไร้สุ้มเสียง...

             บนต้นไม้นอกเรือนถัดออกไป เสวียนอีลูบจดหมายในอกเสื้ออย่างลังเล หายากที่นายท่านจะอารมณ์ดีเช่นนี้ หรือเขาควรจะสืบข่าวนี้ให้กระจ่างกว่านี้ก่อนแล้วค่อยมอบให้นายท่าน

             เฝิงเจี่ยนหมุนกายเดินจากเรือนหลังออกมาถึงเรือนพักฝั่งตะวันออก แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ส่งมา”

             เสวียนอีแข็งค้างไปทั้งร่างแล้วจึงกระโดดลงจากต้นไม้อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะมุดตัวเข้าไปยังเรือนพักฝั่งตะวันออก

             ในห้อง เกาเหรินกำลังกอดชามต้มกระดูกหมูละเลียดกินอย่างช้าๆ ที่จริงแล้วเสี่ยวหมี่ตั้งใจเตรียมไว้ให้เผื่อว่าพี่รองลู่และเสี่ยวเอ๋อกลับมากลางดึก

             คิดไม่ถึงว่าคนทั้งสองจะไม่กลับมา ซูอีแย่งกับเขาไม่ได้มันจึงลงไปในท้องของเขาแทน

             ตอนที่เสวียนอีมุดกายเข้ามา เกาเหรินเตรียมจับดาบที่ข้างเอว แต่เมื่อเห็นชัดว่าผู้ที่มาเป็นใคร เขาก็เปลี่ยนมาเตรียมปกป้องชามในมือแทน

             น่าเสียดายที่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง เสวียนอีหยิบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งในถ้วยโยนเข้าปากทันที

             “เกาเหริน เจ้าช่างแล้งน้ำใจนัก วันๆ ได้ติดตามนายท่านกินดีอยู่ดีแล้ว แต่ไม่เคยคิดแบ่งให้พี่น้องคนอื่นๆ เลย อร่อยจริง แบ่งมาให้ข้าอีกชิ้น”

             “ไม่ให้ หึ ที่ท้องทุ่งหญ้าใครเป็นคนกินหมูของข้าหมดกัน”

             เกาเหรินและเสวียนอีตะลุมบอนกัน ผู้เฒ่าหยางนั่งจัดการบันทึกเรื่องปลูกข้าวของเขาอยู่ เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะกับพวกเขาเป็นระยะๆ 

             ตอนที่เฝิงเจี่ยนเปิดประตูเข้ามานั้น หมูในชามก็ถูกเกาเหรินและเสวียนอีจัดการจนไม่เหลือวิญญาณแล้ว เสวียนอีรีบเช็ดปากที่มันย่อง คุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วนำจดหมายในอกเสื้อส่งให้เขา

             “นายท่าน มีข่าวจากทางใต้ขอรับ เหมือนจะไม่ค่อยดีนัก”

             เฝิงเจี่ยนเลิกคิ้วหยิบจดหมายมาเปิดออก สีหน้าดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตบโต๊ะดังลั่น

             ผู้เฒ่าหยางและเกาเหรินต่างสบตากันทีหนึ่ง จากนั้นก็ยืนขึ้นสวมรองเท้า ยืมกุมมืออย่างเรียบร้อย

             “นายน้อย มีอะไรหรือขอรับ”

             ผู้เฒ่าหยางเอ่ยถาม เฝิงเจี่ยนส่งกระดาษแผ่นนั้นให้เขา แล้วจึงสั่งเสวียนอีเสียงขรึม “สืบต่อไป ก่อนหน้านี้หลูซื่อเจี๋ยมีอะไรผิดปกติหรือไม่ ไปมาหาสู่กับใครอย่างใกล้ชิดบ้าง รีบตรวจสอบแล้วมารายงาน”

             “ขอรับ นายท่าน”

             ไม่บ่อยนักที่เสวียนอีจะได้เห็นนายท่านโมโห จึงพยายามมีสติให้มากที่สุด ได้ยินคำสั่งก็ตอบรับแล้วกระโดดออกไปทางหน้าต่างทันที

             ผู้เฒ่าหยางขมวดคิ้วมุ่นอยู่นาน สุดท้ายก็เอ่ยให้คำแนะนำว่า “นายน้อย เราควรกลับเมืองหลวงได้แล้วหรือไม่ขอรับ...”

             เฝิงเจี่ยนมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศหอมหวานเหมือนจะยังวนเวียนอยู่ในอากาศ

             ข้าวถูกเก็บเกี่ยวแล้ว ปริมาณผลผลิตของไข่ดินก็ทำให้เขาตกตะลึง คันไถก็มีแบบแล้ว กรรมวิธีการเพาะปลูกพืชผักก็บันทึกไว้แล้ว อีกทั้งท้องทุ่งหญ้าที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ขุนนางตำหนักบูรพาฆ่าตัวตายหนีความผิด ทุกอย่างรวมกันแล้วล้วนเป็นเหตุผลชั้นดีให้เขารีบกลับเมืองหลวง

             แต่ขาของเขากลับไม่เชื่อฟัง ในใจหนักอึ้ง ยากจะหักใจ...

             นึกถึงสายตารอคอยและดีอกดีใจของเสี่ยวหมี่หลังจากทเขากลับมาจากท้องทุ่งหญ้าวันนั้น จะอย่างไรเขาก็ไม่อาจพยักหน้าได้

             “ช่างเถอะ รออีกหน่อยแล้วกัน”

             “ดีจริง” เกาเหรินที่จ้องปากของเจ้านายมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วร้องออกมา “เมืองหลวงมีอะไรดี เมืองแคบๆ สี่เหลี่ยมน่าอึดอัดจะตาย จะดีเท่าอยู่กับเสี่ยวหมี่ได้อย่างไร”

             ผู้เฒ่าหยางอดตีหลังเขาไปทีหนึ่งไม่ได้ “หุบปาก รีบเก็บถ้วยชามให้เรียบร้อย ระวังพรุ่งนี้เช้าจะถูกดุ”

             เสือจะอย่างไรก็ยังเป็นเสือ ถึงแม้นิสัยดุร้ายของเกาเหรินจะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อนุญาตให้ใครอื่นนอกจากเจ้านายมาข่มขู่ได้ แต่เมื่อฟังประโยคนี้แล้วเขากลับไม่ตอบโต้อะไร เพียงส่งเสียงหึแล้วเดินเอาชามออกไปเก็บทันที

             เขาไม่ได้กลัวเสี่ยวหมี่หรอกนะ เขากลัวนางจะไม่ทำอาหารให้เขากินต่างหาก

             “นายน้อย เกรงว่านายท่านเองก็คงจะรอให้ท่านกลับไปอยู่นะขอรับ ถ้าอย่างไรเรา...”

             ผู้เฒ่าหยางลองหยั่งเชิงเพิ่มอีกประโยค กลับได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น ที่แท้เป็นเป็นเฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ที่สร่างเมาแล้วตื่นขึ้นมาลากเจ้าสามลู่ออกมานั่งชมจันทร์แต่งกลอนอยู่ข้างนอก 

             สายตาของเฝิงเจี่ยนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าวเรียบๆ ว่า “สามคนนี้ดูแล้วไม่เลว อยู่ต่ออีกสักสองวัน ถือเสียว่าช่วยสรรหาคนดีมีฝีมือให้แคว้นเรา”

             พูดจบก็กระแอมเบาๆ ผลักประตูออกไป

             “พี่ใหญ่เฝิง ท่านเองก็ยังไม่หลับหรือ มานั่งด้วยกันสิ” ลู่เชียนกวักมือเรียกเฝิงเจี่ยน คนทั้งสี่อายุห่างกันไม่มากทั้งยังเป็นบัณฑิตเหมือนกัน ถึงแม้แรกเริ่มจะยังไม่สนิทใจกันเท่าไรนัก แต่เมื่อสุราเข้าปาก ต่อกลอนกันไปสองสามบทก็สนิทชิดเชื้อกันอย่างรวดเร็ว

             เฉิงจื่อเฟิงและหลิวปู๋ชี่เองก็เรียกเฝิงเจี่ยนว่าพี่ พวกเขาสนทนากันทั้งเรื่องการเมือง ภูมิศาสตร์และกวี ทั้งยังไม่หยุดชนจอกสุราระหว่างการสนทนา

             เสี่ยวหมี่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว จึงเข้าครัวไปเตรียมกับแกล้มของกินเล่นยกมาให้

             เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่ดีใจมาก แทบอยากจะให้เสี่ยวหมี่มาเป็นน้องแท้ๆ ของตนเอง

             ด้ายฤทธิ์สุราและผองเพื่อนทำให้เฝิงเจี่ยนคล้ายจะแสดงท่าทีของคนหนุ่มเลือดร้อนออกมาบ้าง

             เสียงร่ายกลอนเคล้าสุราราวลำนำขับกล่อม หากไม่ใช่เพราะจะเป็นการล่วงเกินแขกของสกุลลู่บวกกับลูกๆ ของตนเองก็นอนหลับน้ำลายยืดอยู่ พ่อแม่บางคนที่ได้ยินก็อยากจะส่งลูกของตัวเองไปนั่งฟังเพื่อซึมซับกลิ่นอายบัณฑิตกับเขาบ้าง เผื่อวันหน้าจะได้เป็นจอหงวนกับเขา

             ทว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อพระจันทร์ลอยคว้างอยู่กลางนภา ในที่สุดเสียงจากสกุลลู่ก็เงียบลง

             ผู้เฒ่าหยางที่นอนอยู่ปลายเตียงได้ยินเสียงกรนเบาๆ อย่างสุขใจของเจ้านายก็อดทอดถอนใจไม่ได้

             ช่างเถอะ อยู่ต่ออีกสักวันสองวันคงไม่เป็นไร

             ที่โต๊ะอาหารสกุลลู่ในตอนเช้า มีชายขี้เมานั่งกุมศีรษะอยู่สามคน พี่สามลู่ฝืนความทรมานตักโจ๊กเข้าปาก ส่วนหลิวปู๋ชี่นั้นกลับตีเฉิงจื่อเหิงไปทีหนึ่ง บ่นว่า “เป็นความผิดเจ้าที่มอมสุราข้า หากสมองอันล้ำเลิศของข้าเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ”

             “ข้าต่างหากที่อยากจะคิดบัญชีกับเจ้า เต๋อจิ้งก็บอกแล้วว่าสุรานี้ฤทธิ์แรงมาก เจ้ายังดื้อด้านจะดื่มอยู่อีก”

             เฉิงจื่อเหิงเองก็ไม่ยอม คนทั้งสองลับฝีปากกันไปมาทำให้คนสกุลลู่อดหัวเราะออกมาไม่ได้

             “ภาคเหนืออากาศหนาวเราจึงต้องดื่มสุราฤทธิ์แรง หากดื่มสุราผลไม้อ่อนๆ คงจะไม่สบายเนื้อสบายตัวเท่าใดนัก”

             เสียงของบิดาลู่ทำเอาเฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน มาเป็นแขกบ้านผู้อื่น กลับทำตัวเมามายเสียได้ เสียมารยาทจริงๆ

             ดีที่คนทั้งสองหน้าหนามากพอ สนทนากันอีกไม่กี่ประโยคสุดท้ายก็ละลายความกระอักกระอ่วนบนหน้าตัวเองออกไปได้

             เฝิงเจี่ยนเองก็ขมวดคิ้วมุ่น ขมับเขาปวดตุบๆ จู่ๆ ตรงหน้าก็มีถ้วยกระเบื้องเคลือบถ้วยหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

             น้ำแกงสีเหลืองอ่อน มีสาหร่ายทะเลสีเขียวมรกต ฟักเขียวสีขาวราวหิมะ กุ้งฝอยเล็กๆ ไม่กี่ตัว โรยด้วยผักชีสองสามใบตบท้าย แลดูสดชื่น

             เฝิงเจี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวหมี่ที่หน้าแดงน้อยๆ จากนั้นจึงก้มหน้าหยิบช้อนเตรียมกิน

             เฉิงจื่อเหิงและหลิวปู๋ชี่สบตากันไปทีหนึ่ง สีหน้าขมขื่น

             ใจที่เดิมยังมีความคิดอะไรบางอย่างอยู่นั้นเป็นอันต้องล้มเลิก เพราะยังไม่ทันลงมือ ผลไม้งามก็ตกเป็นของผู้อื่นไปแล้ว

             วาสนามาถึงช้าเกินไป

             เสี่ยวหมี่แน่นอนว่าไม่รู้ถึงความคิดแปลกประหลาดในหัวของพวกเขา สหายของพี่ชาย นางย่อมมองเป็นดังพี่ชายของตนเอง นางตักน้ำแกงให้พวกเขาเต็มถ้วย ทั้งยังดันถาดหมั่นโถวไปให้พวกเขา

             “พี่ใหญ่หลิว พี่ใหญ่เฉิง พวกท่านอย่าได้เกรงใจนะเจ้าคะ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตนเอง”

            “ได้ วันนี้ข้าจะต้องกินปลาผัดเปรี้ยวหวานนั่นอีก เพื่อชดเชยความเสียดายในชีวิตข้า...”

             เฉิงจื่อเหิงไม่เกรงใจจริงๆ เอ่ยปากสั่งอาหารทันที แน่นอนว่าย่อมถูกหลิวปู๋ชี่ค่อนแคะ แต่พูดจบแล้วก็เขาก็เอ่ยออกมาว่า “ข้าเองก็อยากกินไก่ลูกเต๋าผัดเปรี้ยวหวานนั่นอีก”

             ทุกคนพากันหัวเราะออกมา เดิมทียังกังวลว่าพวกบัณฑิตจะเข้าถึงยาก คิดไม่ถึงว่าจะมีอารมณ์ขันคุยสนุกกว่าพี่รองลู่มาก

             เพราะเฉินซิ่นที่อยู่เมืองหลวงเร่งรัดมาหลายครั้งแล้ว เสี่ยวหมี่จึงไม่กล้าปล่อยเวลาให้นานไป ดังนั้นเมื่อพวกนายช่างหม่ากลับจากพักผ่อนมารับงานก่อสร้างอีกครั้ง เสี่ยวหมี่ก็โยนแบบให้พี่สามลู่เป็นคนคุมงาน ส่วนนางก็หนีหายไปทำอย่างอื่น

             ถึงแม้นางจะรู้ว่าพวกบัณฑิตเวลาสอบนั้นจะสอบการเขียนเรียงความ อ่านคำสอนของนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่นางไม่ชอบบัณฑิตซื่อบื้อที่นอกจากอ่านตำราเขียนบทความแล้วอย่างอื่นไม่ได้เรื่องสักอย่าง บ้านนางมีคนแบบนี้แค่บิดาลู่คนเดียวก็พอแล้ว พี่ใหญ่นางเป็นคนซื่อ ส่วนพี่รองก็พึ่งพาไม่ได้ เช่นนั้นพี่สามของนางจะกลายเป็นบัณฑิตไร้ประโยชน์ไปอีกคนไม่ได้

             ส่วนเจ้าสามลู่นั้นก็สงสารน้องหญิงที่ต้องเหน็ดเหนื่อย แน่นอนว่าย่อมไม่ปฏิเสธ จึงพาสหายทั้งสองเดินลงจากยอดเขาไป

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730