บทที่ 55 กำราบขุนพลเทพ
แม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายจนเกือบตายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับยูเมะที่เล่นเกมมานาน ความตายสำหรับเขาเป็นเพียงความผิดพลาดและความล้มเหลวเท่านั้น
ประสบการณ์เฉียดตายต่างหากที่น่าตื่นเต้นการหลบหลีกความตายพ้นในครั้งนี้จึงทำให้ยูเมะตื่นเต้นไม่น้อย มันทำให้เขาได้สัมผัสถึงความตื่นเต้นที่ห่างหายไปนานจากเกมออนไลน์
ส่วนเรื่องผู้ช่วยที่ถูกฆ่ากับสถานะอ่อนแรงนั้นยูเมะไม่ได้สนใจนัก สำหรับเขาในตอนนี้ผู้ช่วยก็แค่เกราะป้องกันที่เคลื่อนไหวได้เท่านั้นส่วนสถานะอ่อนแรงนั้น หากเป็นก่อนที่จะสู้กับแม่ทัพเทพ เขาอาจจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทว่าตอนนี้เขาไม่แม้กระทั่งสนใจต่อให้ใช้ท่าไม้ตายไม่ได้ ก็ไม่นับเป็นปัญหาอะไร ในเมื่อตอนนี้เขาสามารถใช้สกิลซ้อนสกิลเพื่อสร้างการโจมตีในระดับของท่าไม้ตายเล็กได้
สำหรับยูเมะในตอนนี้สกิลซ้อนสกิลของดาบเจ็ดดาวกับหัตถ์กางเขนก็เพียงพอแล้วที่จะเอาชนะขุนพลเทพที่เหลือ
หลังจากหยุดพักชั่วครู่เพื่อกินยารักษากินอาหารและยาบัพเพิ่มเติม ยูเมะก็เคลื่อนไหวต่ออีกครั้ง ครั้งนี้เขาก็ยังใช้วิธีเดิมนั่นคือลัดเลาะไปตามเส้นทางปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงขบวนทหารเทพที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในค่ายทหาร
เป้าหมายของเขานั้นคือกระโจมของขุนพลเทพเขาไม่มีความตั้งใจที่จะไปรวมกลุ่มกับอัลเบิร์ตเลยสักนิดเพราะเขามีความคิดบางอย่างที่อยากจะทดลองทำ
ทันทีที่ไปถึงกระโจมของขุนพลเทพยูเมะก็ก้าวเข้าไปอย่างมาดมั่นราวกับปรมาจารย์ผู้ไร้พ่ายพร้อมกับเสียงคำรามที่มาจากสกิลเสียงคำรามของนักรบ
“ขุนพลเทพ!เจ้ากล้าประลองกับข้าหรือไม่!!”
เพราะทดลองกับแม่ทัพแล้วประสบความสำเร็จก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะใช้กับขุนพลเทพไม่ได้ ยูเมะจึงทดลองดูซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นไปตามที่เขาคิดเอาไว้
ทันทีที่คำท้าทายถูกส่งออกไปด้วยสกิลขุนพลเทพก็ส่งเสียงตวาดออกมา ส่งเสียงกู่ร้องคำรามกลับมาด้วยสกิลเดียวกันแต่ทรงพลังกว่ามาก
“บังอาจ!! เจ้ากล้าดียังไง!!พวกเจ้าถอยไป!!”
ความดุร้ายของขุนพลเทพนายนี้มีมากยิ่งกว่าแม่ทัพเสียอีกแต่ก็แสดงให้เห็นถึงบุคลิกส่วนตัวของขุนพลเทพซึ่งยูเมะไม่นึกแปลกใจเท่าไหร่เพราะเขารู้ดีว่าบอสเองก็มีการใส่บุคลิกลงไปด้วยเช่นกันหากไม่ใช่บอสสำคัญที่มีผลต่อเนื้อเรื่องหรือภารกิจแล้ว ส่วนมากมักจะมีการสุ่มบุคลิกเพื่อเพิ่มความยากในการรับมือ
ขุนพลเทพตรงหน้าก็เป็นประเภทที่ถูกสุ่มบุคลิกใส่ทุกครั้งที่ปรากฏตัวทำให้การรับมือกับบอสพวกนี้มีความยากในระดับหนึ่ง
แต่สำหรับยูเมะที่พบบอสมาหมดทุกรูปแบบแล้วเขาไม่รู้สึกลำบากใจอะไรเลย มีเพียงรอยยิ้มเย็นชาและการก้าวเดินเข้าไปอย่างมาดมั่น
จากนั้นเพียงพริบตาการต่อสู้ก็เปิดฉากขึ้นขุนพลเทพนั้นมีบัพที่คล้ายๆ กับแม่ทัพเทพเช่นกัน เพียงแต่บัพนี้มีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดการโจมตีธรรมดาของขุนพลเทพเพียงแรงกว่าปกติประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไรสำหรับยูเมะ
ถ้าหากเขาสามารถรับมือกับแม่ทัพเทพได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหวาดกลัวขุนพลเทพที่มีบัพด้อยกว่าการต่อสู้ต่อจากนั้นจึงกลายเป็นเรื่องง่าย
ขุนพลเทพถูกยูเมะสะกดข่มตั้งแต่เริ่มจนจบโดยที่มันแทบไม่สามารถลดพลังชีวิตของยูเมะได้เลย
อันที่จริงหากยูเมะต้องการเขาสามารถชนะแบบสมบูรณ์แบบโดยที่พลังชีวิตไม่ลดลงเลยก็ยังได้ แต่เขาไม่มีเหตุผลที่ต้องพยายามมากขนาดนั้นการเสียพลังชีวิตบ้างแต่ช่วยประหยัดพลังได้แบบนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำ
นอกจากนั้นเป้าหมายของเขาไม่ได้มีเพียงขุนพลเทพนายเดียวแต่เป็นขุนพลเทพทั้งหมดที่เหลืออยู่
ภายใต้การสะกดข่มอย่างสมบูรณ์แบบและการตอดด้วยการโจมตีผสมผสานกับสกิลซ้อนสกิลขุนพลเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่มีบัพอันทรงพลังก็ทรุดตัวลงคุกเข่ายอมรับความพ่ายแพ้และยอมจำนนต่อยูเมะ
ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่ยูเมะคาดเอาไว้แล้วแต่พอได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
หลังจากนั้นกองกำลังกบฏก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาได้ยังไง จากนั้นจับกุมขุนพลเทพแล้วนำตัวออกไป
เมื่อยูเมะดื่มกินเล็กน้อยรักษาตัวเองเท่าที่ทำได้ เขาก็ออกมาจากกระโจมแล้วเริ่มลัดเลาะไปตามเส้นทางปลอดภัยเพื่อจู่โจมขุนพลเทพรายต่อไป
ภาพเดิมๆก็เกิดขึ้นอีกครั้ง จะต่างจากเดิมก็เพียงแค่ความรู้สึกผ่อนคลายที่เพิ่มมากขึ้นยูเมะใช้สกิลได้คล่องกว่าเดิมและประสบความสำเร็จในการใช้สกิลซ้อนสกิลกับสกิลอื่นอีกหลายสกิล
การต่อสู้หลังจากนั้นจึงง่ายกว่าเดิมอีกหลายส่วน
แต่ยิ่งสู้กับขุนพลเทพมากเท่าไหร่ยูเมะก็ยิ่งใช้สกิลน้อยลงเท่านั้น เขาเน้นการโจมตีธรรมดามากขึ้นทั้งนี้ก็เพราะเขามองว่ามันง่ายกว่าในการกำราบขุนพลเทพอีกทั้งยังสิ้นเปลืองค่าพละกำลังน้อยกว่า
ยูเมะเดินสายกำราบขุนพลเทพไปตลอดทางจนกระทั่งวนมาเจอกับอัลเบิร์ตที่ยกพวกมารุมสังหารขุนพลเทพ
ทันทีที่ทั้งสองเจอกันรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า จากนั้นโดยไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ ยูเมะก็กระโดดเข้าไปร่วมวงด้วยทันทีและกำราบขุนพลเทพคนสุดท้ายลงต่อหน้าของทุกคนด้วยเสียงคำรามของนักรบผสานกับการโจมตีที่รวดเร็วดุดันจากการโจมตีธรรมดา
หลังจากกำราบขุนพลเทพคนสุดท้ายลงการต่อสู้ก็เป็นอันจบลง แม้จะยังไม่จบลงอย่างสมบูรณ์ แต่ผลลัพธ์ก็นับว่าได้รับการตัดสินแล้ว
“แกนี่มันน่าทึ่งเสมอเลยนะชูร่า”
“แค่โชคดีนะ นี่ก็เสียผู้ช่วยไปหมดเลย แถมยังติดสถานะอ่อนแรงอีก”
ได้ยินแบบนั้นอัลเบิร์ตก็ตกใจ ที่ตกใจไม่ใช่เรื่องเสียผู้ช่วยแต่ตกใจเรื่องที่ยูเมะติดสถานะอ่อนแรงแต่ยังสามารถสะกดข่มขุนพลเทพได้ราวกับลูกสุนัขที่ไร้ทางสู้ จนสุดท้ายขุนพลเทพผู้น่าสงสารก็มีชะตากรรมแบบเดียวกับเพื่อนของมันนั่นคือยอมแพ้และถูกจับกุมตัวไป
ทั้งสองพูดคุยกันต่อไปอีกครู่ใหญ่ขณะที่ชีอาอาสาออกไปเก็บกวาดเพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าไหร่เธอจึงอยากทำอะไรให้มากกว่านี้ ซึ่งทุกคนก็ไม่ปฏิเสธ
เมโลดี้ก็ตามไปช่วยอีกคนโดยมีนิกกี้ติดตามไปด้วยเพราะความเป็นห่วงเพราะถึงตอนนี้ค่ายทหารเทพจะเหลือเพียงทหารเทพแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตราย
ส่วนยูเมะนั้นเพราะความเหนื่อยล้าจึงตัดสินใจหยุดพักอัลเบิร์ตที่นำทีมมาตลอดเองก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เนื่องจากขาดแนวหน้าอย่างยูเมะทำให้การต่อสู้ลำบากขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะชีอายังมีประสบการณ์ไม่พอ มันจึงต้องใช้สมาธิในการสนับสนุนมากกว่าตอนที่สู้โดยมียูเมะเป็นแนวหน้า
สุดท้ายสองหนุ่มก็นั่งพักคุยกันกลางกระโจมของขุนพลเทพเลยทั้งยังใช้กองไฟในกระโจมมาปรุงอาหารง่ายๆ กินกันโดยไม่สนใจสถานการณ์โดยรอบเลยสักนิด
ทั้งนี้ก็เพราะทั้งสองรู้ดีว่ากระโจมนั้นเป็นพื้นที่พิเศษนอกจากจะมีขุนพลเทพหรือแม่ทัพเทพเป็นคนเรียกแล้ว จะไม่มีทหารเทพนายไหนเข้ามาในกระโจมได้นี่อาจจะเป็นรูปแบบหนึ่งของการตั้งค่าเพื่อให้ผู้เล่นได้มีพื้นที่พักฟื้นหลังจากการต่อสู้
ซึ่งตอนนี้พื้นที่ที่ว่าได้ถูกยูเมะกับอัลเบิร์ตนำมาใช้นั่งพักคุยกันอย่างสนุกปากจนกระทั่งสามสาวกลับมาหลังจากนั้นเกือบชั่วโมงในสภาพเหนื่อยอ่อน
ชีอากลับมาในสภาพที่มีบาดแผลมากมายขณะที่นิกกี้กับเมโลดี้นั้นมีสภาพที่ดีกว่ามาก โดยเฉพาะเมโลดี้ที่ยังสวยไม่เปลี่ยนราวกับว่าเธอไม่ได้เข้าไปในสนามรบ แต่คล้ายคนที่เพิ่งจะกลับมาจากการเดินเล่น
หลังจากกลับเข้ามาในกระโจมเมโลดี้ก็เดินมานั่งข้างยูเมะทันทีแล้วยิ้มให้เขา ยูเมะก็ส่งยิ้มรับทั้งสองยิ้มให้กันราวกับคู่รักที่โลกนี้มีเพียงเราทำเอาอัลเบิร์ตถึงกับต้องกลอกตาด้วยความอ่อนใจ
“จบแล้วหรอนิกกี้”
“อืม ทหารเทพทั้งหมดถูกจัดการแล้ว พวกที่ไม่ตายก็ถูกกองกำลังกบฏจับไปหมดแล้วตอนนี้ทุกคนกำลังจัดการเก็บกวาดสนามรบเหลือแค่รอพวกเขาเข้าไปคุยกับแม่ทัพกองกำลังกบฏเท่านั้น”
อัลเบิร์ตพยักหน้ารับ แต่ก็ไม่รีบ มันปล่อยให้ชีอาได้มีเวลาพักหายใจสักครู่ก่อนจนกระทั่งทุกคนเริ่มมีแรงกลับมา ถึงได้ลุกขึ้นแล้วออกไปจากกระโจมเพื่อจบเนื้อหาของด่านที่5
ทันทีที่ยูเมะกับอัลเบิร์ตเข้าไปทักทายแม่ทัพกองกำลังกบฏทุกอย่างก็ดำเนินไปตามเนื้อเรื่อง ค่ายทหารเทพถูกปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นค่ายทหารของกองกำลังกบฏกองกำลังผสมที่เหลืออยู่ทั้งหมด ถูกส่งไปประจำยังจุดต่างๆขณะที่ทหารเทพที่ยอมแพ้ก็ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการจัดการเพื่อหลอมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังผสม
ทั้งหมดเป็นกระบวนการของเกมซึ่งผู้เล่นไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ทำได้เพียงรอเวลาเท่านั้น สิ่งนี้นับเป็นอุปสรรครูปแบบหนึ่งในการใช้งานทหารเทพที่ยอมจำนน
แต่ยูเมะกับทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจนักเพราะทุกคนกำลังจะพักพอดีจึงไม่มีใครสนใจว่าจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนในการจัดการ
ไม่นานนักทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนในกระโจมของตัวเองซึ่งถูกปรับปรุงใหม่ให้เหมาะแก่การพักผ่อนมากยิ่งขึ้น
แต่ก็ยังน่าเสียดายสำหรับยูเมะและเมโลดี้ที่กระโจมพวกนี้มีสถานะเป็นแค่ที่พักไม่มีระบบคู่รักให้ทั้งสองได้เสพสุขกันพวกเขาจึงทำได้เพียงคลอเคลียกันด้วยความรักเท่านั้น
หลังจากผ่านไปค่ำคืนหนึ่งจนถึงเช้าของวันใหม่ ทุกคนที่แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวก็กลับมาเจอกันอีกครั้งตามเวลาเดิมจากนั้นก็เริ่มต้นเนื้อหาของภารกิจต่อไป
การบุก‘หอคอยเทพ’ ซึ่งเป็นด่านที่ 6ของดินแดนเทพ ด่านที่ได้ชื่อว่ามีทั้งความยากและความลำบาก ผู้เล่นที่บุกฝ่าด่านจะต้องปีนหอคอยเทพที่สูงถึง12 ชั้น ซึ่งในแต่ละชั้นนั้นมีขนาดใหญ่พอๆ กับเมืองสวรรค์ในด่านที่ 3
จำนวนศัตรูนั้นมีมากอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้จะเรียกได้ว่ามีมาอย่างต่อเนื่องก็ว่าได้
แต่ยังนับว่าโชคดีที่หอคอยนี้มีรูปแบบคล้ายๆกับพื้นที่ล่า นั่นคือมอนเตอร์จะมีช่วงเวลาในการเกิดใหม่และเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ทำให้ผู้เล่นสามารถหลีกเลี่ยงได้หากระมัดระวังพอ
นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างมากมายที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ไม่ว่าจะใช้เป็นที่พักหรือใช้ในการต่อสู้เชิงกลยุทธ์ทั้งหมดนี้แล้วแต่ผู้เล่นจะเลือกใช้
ส่วนภารกิจยิบย่อยภายในนั้นก็มีอยู่ทั้งยังมีไอเท็มให้เก็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไอเท็มส่วนใหญ่นั้นเป็นไอเท็มใช้ประโยชน์ที่มีไว้ใช้ในการบุกดินแดนเทพ
สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มไอเท็มนี่ก็คือ‘เม็ดยาสวรรค์’ ซึ่งเป็นไอเท็มที่สำคัญที่สุดที่ผู้เล่นทุกคนที่บุกดินแดนเทพจะต้องหามาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นไอเท็มที่จะขาดไม่ได้ในการต่อสู้กับจักรพรรดิเทพ
หากไม่มีเม็ดยาสวรรค์ไว้กินเพื่อให้ได้บัพ‘พลังสวรรค์’ ผู้เล่นก็ไม่มีทางสู้กับจักรพรรดิเทพได้เลยเพราะระดับพลังมันต่างกันเกินไป
นอกจากนั้นเม็ดยาสวรรค์ยังมีการแบ่งระดับเป็น ‘น้อย’ ‘กลาง’ และ ‘ใหญ่’ ทั้งสามระดับนี้ต้องมีเพียงเม็ดยาสวรรค์น้อยเท่านั้นที่สามารถหาได้จากภารกิจและการต่อสู้
ส่วนเม็ดยาระดับที่สูงขึ้นไปกว่านั้นจำเป็นต้องนำเม็ดยาสวรรค์น้อยไปหลอมในเตาหลอมบนหอคอยเทพชั้นที่12 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด
ด้วยเหตุนี้เป้าหมายหลักของผู้เล่นที่มาบุกหอคอยเทพจึงอยู่ที่การทำภารกิจเก็บรวบรวมเม็ดยาสวรรค์น้อยให้ได้มากที่สุด
ส่วนไอเท็มอื่นๆ นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่ามีความต้องการไอเท็มชนิดไหนยูเมะเองก็มีความต้องการเช่นกัน สิ่งที่เขาอยากได้นั้นคือ ‘เม็ดยาปราณสวรรค์’ ยานี้คล้ายกับเม็ดยาสวรรค์ แต่จะส่งผลต่อปราณทำให้พลังของปราณเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติเป็นเท่าตัวช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ยานี้เป็นยาบัพที่เหมาะสำหรับสายปราณที่สุดส่วนไอเท็มอื่นๆ นั้นก็แล้วแต่ดวงว่าจะหาได้อะไร เขาไม่เรื่องมากที่จะใช้
คนอื่นๆเองก็มีของที่ต้องการเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังดีที่มีแนวทางการค้นหาแต่ของเมโลดี้นั้นกลับเป็นปัญหาที่สุด เนื่องจากไม่มีบทวิเคราะห์ของกวีอยู่ในอินเทอร์เน็ตจึงไม่รู้ว่าไอเท็มสำหรับกวีนั้นหาได้จากไหน
ยังดีที่พอจะรู้ว่ามีไอเท็มชนิดนั้นอยู่จากรายชื่อและข้อมูลที่มีคนนำมาเปิดเผยทุกคนจึงพอจะวางแผนได้ว่าจะต้องหาไอเท็มของกวีเท่าไหร่
ในจุดนี้แม้จะไม่มีปัญหากับแผนการบุกแต่ก็อาจจะทำให้บัพไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้คาดหวังจากเรื่องนี้นัก
นอกจากนั้นการบุกครั้งนี้ก็มีกองกำลังผสมและขุนพลเทพอีก6 นายเป็นผู้ช่วย ความยากง่ายของการต่อสู้จึงสามารถคาดเดาได้
น่าเสียดายที่มีเพียงยูเมะเท่านั้นที่สามารถเลือกขุนพลเทพเป็นผู้ช่วยได้เพราะผลลัพธ์จากภารกิจลับในด่านที่3 ที่ทำให้ยูเมะได้รับสถานะ ‘วีรบุรุษ’จนมีบารมีมากพอที่จะควบคุมขุนพลเทพ
ด้วยเหตุนี้ทั้งกลุ่มจึงต้องแบ่งทีมอีกครั้งแต่ครั้งนี้เมโลดี้ของติดตามยูเมะไปแทนที่จะรวมกลุ่มกับอัลเบิร์ต ซึ่งก็ไม่มีใครติดใจทั้งนี้ก็เพราะรอบนี้จำนวนผู้ช่วยที่ทุกคนนำไปได้มีมากกว่ารอบก่อนมากจึงไม่มีปัญหาที่จะบุกหอคอยเทพ
หลังจากวางแผนแบ่งภารกิจและพื้นที่ล่ากันพวกเขาก็แยกย้ายกันบุกเข้าไปในหอคอยเทพ แล้วเริ่มต้นการต่อสู้ไปตลอดเส้นทาง
ยูเมะกับเมโลดี้นั้นค่อนข้างที่จะสบายเมโลดี้เลือกกองกำลังสนับสนุนมาจากกองกำลังกบฏ ส่วนยูเมะนั้นเลือกสายลับจากกองกำลังกบฏและเลือกพลดาบโล่จากทหารเทพกับขุนพลเทพอีก 6 นายที่จับกุมมาได้
ทั้งหมดตั้งขบวนแบบง่ายๆแล้วบุกเข้าไปโดยตรง พอเข้ามาได้ยูเมะก็ส่งสายลับออกไปก่อนเป็นอย่างแรกเพื่อทำการเปิดแผนที่มันเป็นเทคนิคที่ผู้เล่นทุกคนต้องทำ เนื่องจากพื้นที่แต่ละชั้นของหอคอยเทพนั้นใหญ่พอๆกับเมืองสวรรค์ จึงไม่ง่ายเลยที่จะมองหาด้วยสายตาของตัวเอง
สายลับจึงเป็นผู้ช่วยที่ขาดไม่ได้ซึ่งนับว่าโชคดีที่ผู้เล่นทุกคนสามารถยืมตัวสายลับได้เสมอเนื่องจากสายลับมักจะไม่ตายในการต่อสู้ที่ด่าน 3 โดยมากจึงมักจะมีสายลับให้ผู้เล่นทุกคนเลือกใช้ได้ทุกครั้ง
แต่คนที่จะเลือกสายลับจำนวนมากเหมือนยูเมะนั้นเกรงว่าคงจะมีไม่มากนัก มีเพียงเขาที่ใช้ช่องทั้งหมดของผู้ช่วยจากกองกำลังกบฏในการเลือกสายลับมาช่วยทำหน้าที่หูตาซึ่งประสิทธิภาพในการค้นหาก็ยอดเยี่ยมขึ้นตามจำนวนที่เพิ่มขึ้น
เมื่อหาเป้าหมายได้ง่ายขึ้นการล่าก็เร็วขึ้นเป็นธรรมดา เนื่องจากทุกคนสามารถใช้พาหนะได้ตลอดขบวนทหารม้าจึงวิ่งไปตามเส้นทางยิบย่อยในหอคอยเทพ ปะทะกับทหารเทพระหว่างทางอยู่บ่อยๆ
ซึ่งส่วนใหญ่ยูเมะจะนั่งอยู่บนอาชาปีศาจของตัวเองโดยไม่ลงไปช่วยเนื่องจากมีขุนพลเทพถึง 6 คนเป็นผู้ช่วยแล้วทหารเทพเพียงไม่กี่นายย่อมไม่จำเป็นต้องเปลืองมือเขา
แม้จะน่าเสียดายอยู่บ้างที่ขุนพลเทพทั้งหมดสูญเสียพลังสวรรค์ไปเพราะความพ่ายแพ้แต่พลังของขุนพลเทพก็ยังเหนือกว่าทหารเทพที่ยอมจำนนมาก การล่าจึงกลายเป็นเรื่องง่ายยูเมะกับเมโลดี้ที่ติดตามมากับขบวนจึงสุขสบายไม่ต่างอะไรจากการนั่งรถชมวิว
หลังจากเห็นว่าการต่อสู้กลายเป็นเรื่องง่ายดายขนาดไหนเมโลดี้ก็นึกสนุกเธอกระโดดจากแกะสายรุ้งของเธอมานั่งอยู่ข้างหน้ายูเมะ นั่งอยู่ในอ้อมกอดของชายคนรัก
สภาพของทั้งสองจึงไม่ต่างอะไรจากคู่รักที่กำลังพลอดรักกันแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในดินแดนเทพ อยู่ในด่านที่ได้ชื่อว่ายากลำบากที่สุด
ภาพนี้ไม่ว่าใครได้มาเห็นก็คงต้องส่ายหน้ากระทั่งอัลเบิร์ตที่บังเอิญวนมาเจอกันกลางทาง ก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆพลางคิดในใจว่าเพื่อนสองคนนี้หลังจากคบกันแล้วเปลี่ยนไปมากจริงๆ
“ดูเหมือนสองคนนั้นจะอดทนมานานจริงๆ”
“นั่นสิ ชูร่ากับคุณเมเป็นคู่หูกันมาตั้งหลายปี บางทีอาจจะแอบชอบกันมานานแล้วแต่ไม่กล้าเปิดเผย พอคบกันแบบเปิดเผยได้ก็เลย..”
พูดแล้วนิกกี้ก็แอบ ‘ฟิน’ อยู่ลึกๆแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องของเพื่อนสนิท แต่ความโรแมนติกของทั้งสองก็ชวนให้เธอดื่มด่ำราวกับได้อ่านนิยายรักที่น่าประทับใจ
อัลเบิร์ตที่ได้ฟังก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งสายตาที่มองไปยังเพื่อนสนิททั้งสองเริ่มเปลี่ยนไปและมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
‘นั่นสินะ ทางเราเองก็น่าจะเอาอย่างบ้าง..’
คิดแล้วอัลเบิร์ตก็หันกลับมามองนิกกี้ที่ยังมองดูยูเมะกับเมโลดี้ที่กำลังเคลื่อนขบวนจากไปด้วยความรู้สึกดื่มด่ำ