หลังจากแม่หลินกับจางหลงได้ฟังเื่ที่เกิดขึ้นกับจางเหมย
ทั้งสองก็ให้ความเห็นว่าถึงแม้ความบริสุทธิ์ของจางเหมยจะเสียไป แต่อย่างน้อยจางเหมยก็ยังมีชีวิตอยู่และกลับมาอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ทั้ง 3 จึงได้ตกลงกันว่าจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ ให้เื่นี้รู้กันแค่ 3 คนเท่านั้น
ส่วนจางซวน พ่อของจังเหมยที่ตั้งใจจะขายลูกสาวของตนเอง แม่หลินคิดว่าเขาคงไม่มีหน้าจะกลับมาที่บ้านหลังนี้อีกแน่นอน
และคิดว่าเขาคงไม่มายุ่งกับจางเหมยอีก เพราะจางซวนรู้จักแม่หลินดีหากเขายังมายุ่งกับจางเหมย อีก เื่นี้คงไม่จบง่ายๆแค่นี้แน่นอน
และสุดท้ายแม่หลินกับจางหลง ก็ขบเขี้ยวบังคับให้จางเหมยกินยาลดขมปี๋นั้นเข้าไปจนหมด
แม้สุดท้ายจางเหมยจะพยายามอ้วกมันออกมาก็ตาม แต่แม่หลินกับจางหลงที่จ้องเขม็งไปที่จางเหมย สุดท้ายจางเหมยก็ได้แต่จำใจกินยาดำปี๋นั้นลงไป
หลังจากทั้งสองเห็นจางเหมยกินยาลงอย่างง่ายดาย จางหลงก็ไปตักข้าวต้มที่ตนทำเอาไว้มาให้พี่สาวของตนได้กิน
หลังจากจางเหมยกิน ข้าวต้มเสร็จแล้ว แม่หลินก็นำผ้าห่มผืนใหม่มาเปลี่ยนให้จากเหมยและก็ให้จางเหมยนอนพัก
ส่วนผ้าห่มที่เปื้อนอ้วกของจางเหมย แม่หลินก็ตั้งใจว่าจะนำมันไปซักในตอนเย็นหลังจากที่ตนกลับมาจากทำงานที่ไร่ จากนั้นตนเองก็ออกไปกินข้าวกับลูกชาย
หลังจากกินข้าวเสร็จทั้งสองก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง โดยแม่หลินต้องลงไปทำงานที่ไร่ ส่วนจางหลงก็ไปขุดแปรงผักที่ตนยังทำไม่เสร็จที่หลังบ้าน
แต่ก่อนที่แม่หลินจะลงไปทำงานที่ไร่ ก็ไม่ลืมที่จะแวะมาดูลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียง
ในใจก็ไม่อยากจะไปทำงานที่ไร่ เพราะรู้สึกเป็ห่วงลูกสาวมากๆ เพราะแม่หลินคิดว่าจางเหมยอาจจะรับไม่ได้และคิดสั้นอีก
แต่แม่หลินคิดว่าตนได้คุยกับลูกสาวชัดเจนแล้ว และคิดว่าจางเหมยก็เข้าใจเื่ต่างๆ และคงจะไม่คิดสั้นอีก
เพราะแม่หลินคิดว่า ถึงแม้เื่พวกนี้ในยุคนี้จะยังเป็เื่น่าอาย แต่ก็ไม่หนักหนาเท่ายุคโบราณ ที่หากเกิดเื่แบบนี้ จางเหมยคงถูกจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำเป็แน่
และอีกอย่างเื่พวกนี้ก็ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเธอ 3 คน
ส่วนคนที่ตั้งใจจะขายลูกสาวแท้ๆของตนเอง คงไม่นำเื่นี้ออกไปป่าวประกาศแน่นอน แม่หลินเองก็ไม่แน่ใจว่าจางซวนจะรู้หรือเปล่า ว่าหลังจากที่จางเหมยหนีจากเขามาได้เกิดอะไรขึ้น
เพราะแม่หลินได้ถามจางเหมยแล้วว่า จางซวนตามเธอทันหรือไม่
ในความทรงจำของจางเหมย จางซวนนั้นตามเธอไม่ทัน เพราะจางเหมยวิ่งด้วยแรงฮึดสู้ ถึงแม้จะมีอาการจากยา แต่จางเหมย ก็สามารถหนีจากจางซวน
และถึงแม้จะไม่สามารถรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองไว้ได้ แต่ก็ยังดีกว่าเสียความบริสุทธิ์ให้กับคนที่จางซวนขายเธอให้เขา
ในความทรงจำของจางเหมย จำได้ลางๆว่าผู้ชายคนนั้นมีหน้าตาหล่อเหลา หล่อปานเทพบุตร
ถึงแม้ในตอนสุดท้ายทั้งสองจะต้องแยกกันก็ตาม แต่จางเหมยคิดว่ามันคงเป็เื่ปกติ แต่ก็ยังดีกว่าที่ต้องไปมีอะไรกับตาแก่อ้วนดำ หน้าตาน่าเกลียดคนนั้น
เมื่อจางเหมย ได้อยู่คนเดียวในห้อง เธอก็สำรวจห้องที่เธอนอนอยู่ ซึ่งในห้องก็ไม่ได้มีอะไรเลย มีแค่ตู้เสื้อผ้า 1 หลัง และก็มีเตียงเตาที่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งห้องแล้ว
ซึ่งห้องนี้ก็ไม่ได้ใหญ่อะไร และจากที่จางเหม่ยคาดการณ์เอาไว้เตียงนี้น่าจะมีขนาด 5 ฟุต ซึ่งก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรเลย ต่างจากเตียงที่เธอเคยอยู่ในร่างเดิม
ิญญาที่มาอยู่ในร่างของจางเหมย ก็มีชื่อว่าจางเหมยเหมือนกัน แต่เธออยู่ในปีค.ศ 2022 จางเหมยในร่างเดิมมีอายุมากกว่า 30 เกือบ 40 ปีแล้ว แต่ถึงอย่างไรจางเหมยในร่างนั้นก็ยังไม่มีสามี
จางเหมยใช้ชีวิตโสดของตนเองอย่างมีความสุข เพราะเธอไม่มีคนในครอบครัวมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตคู่ เพราะเธอเป็เด็กกำพร้าไม่มีใครคอยมายุ่งกับชีวิตของเธอ เธอจึงสามารถใช้ชีวิตได้อิสระ
จางเหมยในปีค.ศ 2022 เป็สาวแกร่งคนนึงเลยก็ว่าได้ จางเหมยที่เป็เด็กกำพร้าใช้เวลาไม่กี่ปีไต่เต้าขึ้นมาเป็นักธุรกิจสาวที่มีความสำเร็จหลายพันล้านหยวน
แต่ถึงแม้เธอจะมีความสำเร็จ และมีเงินมากมายที่เธอคิดว่าเธอจะใช้อย่างไรก็ไม่หมด
แต่สุดท้ายเธอก็ต้องมาจบชีวิตของตนเองลง และได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในปีค.ศ 1974 ในร่างของเด็กสาววัย 18 ที่มีฐานะยากจนอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดาร
ชีวิตของจางเหมยในร่างนี้ช่างรันทดจริงๆ มีพ่อ พ่อก็ตั้งใจจะนำเธอไปขายให้กับชายแก่น่าเกลียด
สุดท้ายเ้าของร่างก็หนีออกมาได้ แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่รอดจากเนื้อมือหมาป่า และต้องเสียความบริสุทธิ์ของเธอ
เมื่อจางเหมย เข้าใจเื่ที่เกิดขึ้นกับตนแล้วเธอก็ทำใจได้และเข้าใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า เธอไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ฟูมฟายกับปัญหา เพราะเธอคิดว่าเื่นี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
เธอคิดว่ามันดีเสียอีกที่เธอได้ย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของสาวน้อยอายุ 18 ถึงแม้จะเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วก็ตาม
แต่ก็อย่างที่ว่าความบริสุทธิ์จะไปมีค่าอะไร ยุคสมัยนี้สามารถหย่าร้างและแต่งงานใหม่กับคนอื่นได้ถ้ากล้า และมีคนที่้าแต่งงานด้วย แค่นี้ก็สามารถแต่งงานด้วยกันได้แล้ว
แต่สิ่งที่จางเหมย้าที่สุดตอนนี้ก็คือเงิน เธอคิดว่าเธอคงไม่สามารถทนใช้ชีวิตในหมู่บ้านทุรกันดารแบบนี้ไปได้ตลอดแน่นอน
เพราะถึงแม้เธอจะไม่ได้เดินออกไปสำรวจหมู่บ้านแห่งนี้ แต่จากความทรงจำที่เธอได้รับจากเ้าของร่างเธอก็รู้ว่าหมู่บ้านนี้มีลักษณะเป็อย่างไร
หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวอำเภอมากพอสมควร จะต้องเดินเท้ากว่า 1 ชั่วโมงเพื่อที่จะไปขึ้นรถ จากนั้นก็ขึ้นรถเพื่อที่จะเข้าไปยังตัวอำเภอ และต้องใช้เวลานั่งรถอีกกว่า 1 ชั่วโมงด้วยเช่นกันถึงจะถึงอำเภอ
การเดินทางค่อนข้างยากลำบาก คนในหมู่บ้านจึงไม่ค่อยเดินทางออกไปนอกหมู่บ้านสักเท่าไหร่ หากไม่มีความจำเป็
แต่ในความทรงจำ เ้าของร่างนี้เรียนมัธยมอยู่ในอำเภอ และอยู่ในหอพักของโรงเรียน ทำให้เ้าของร่างค่อนข้างคุ้นเคยกับอำเภออยู่พอสมควร
แต่ถึงอย่างไร การเดินทางจากหมู่บ้านนี้ ไปยังตัวอำเภอก็ยังลำบากอยู่ดี เ้าของร่างนานๆทีจะกลับมาบ้าน
เ้าของร่างจะกลับมาบ้านใน่เวลาปิดเทอมฤดูร้อน และใน่ปีใหม่เท่านั้น จากนั้นเ้าของร่างก็ใช้ชีวิตอยู่ที่หอประจำของโรงเรียน
แต่ตอนนี้เ้าของร่างเรียนจบมัธยมปลายแล้ว เ้าของร่างจึงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้าน เ้าของร่างเองก็ยังไม่ได้มีแผนว่าจะใช้ชีวิตของตนเองต่อไปอย่างไร
แต่สำหรับจางเหมยแล้ว สิ่งเดียวที่เธอ้าตอนนี้ก็คงต้องมีแต่เงินเท่านั้น แต่ในยุคสมัยนี้เงินอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีคูปองที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนด้วย คูปองนั้นมีค่ามากกว่าเงินเสียอีกในยุคนี้
เพราะไม่ว่าจะซื้ออะไรในร้านค้าของรัฐ จะต้องนำคูปองไปแลก หากไม่มีคูปองก็ไม่สามารถซื้อของจากร้านของรัฐได้
ซึ่งนี่ก็คือปัญหาใหญ่ที่จางเหมยต้องเจอ เพราะคูปองนี้จะใช้ต่อไปอีกหลายปี และคูปองที่ว่านี้ก็ได้มายากมากๆ อย่างเช่นคูปองอุตสาหกรรมใน 1 ปีจะได้เพียงแค่ครอบครัวละ 3 ใบเท่านั้น ส่วนคูปองทั่วไปก็จะแจกตามสมาชิกในครอบครัวเดือนละครั้งเท่านั้น และจางเหมยคิดว่าคูปองแลกเปลี่ยนมันยังจำเป็อยู่ ณ เวลานี้
ถึงแม้ใน่เวลาปี 1980 ระบบคูปองนี้จะถูกยกเลิกใช้ แต่ในเวลาปี 1974 ที่เธออยู่ตอนนี้มันยังเป็สิ่งจำเป็อยู่