ตอนที่ 8 เยี่ยมหา (1)
เขาจำได้แม่นว่าในนิยายไม่มีฉากนี้ แล้วตอนนี้มันอะไรกัน!
แม้ว่าชายตรงหน้าจะมีรูปลักษณ์หล่อเหลาแต่ก็ไม่อาจบดบังรังสีอาฆาตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวได้ แค่มองปราดเดียว ขาสองข้างของหลินเฉินก็สั่นเทิ้มไม่หยุดเขารู้ดีว่าฉือม่อเกลียดชังร่างเดิมของหลินเฉินในนิยายมากแค่ไหนความเคียดแค้นนั้นแทบอยากจะกรีดแทงหลินเฉินเป็พันเป็หมื่นครั้ง ตามด้วยถลกหนังออกอย่างโเี้ให้ได้ถึงจะหายแค้น
เืในกายหลินเฉินแข็งค้างไปทั้งร่าง
เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากโซ่ตรวนทว่าร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรง ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์
ตึก...ตึก เมื่ออยู่ในสถานที่เงียบสงัดแห่งนี้ก็ยิ่งขับให้เสียงฝีเท้าของฉือม่อดังชัดเจนมากขึ้นเหงื่อเย็นแห่งความหวาดกลัวผุดขึ้นเต็มแผ่นหลังหลินเฉิน และเมื่อฉือม่อเดินเข้าไปใกล้เขาแผ่นหลังของเขาก็เปียกชุ่มไปแล้วทั้งแถบ
ตอนนั้นเอง หลินเฉินก็มองเห็นใบหน้าชายหนุ่มผู้นี้ได้ชัดเจน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อฉือม่อเติบโตขึ้นแล้วอีกฝ่ายดูหล่อเหลา ทั้งยังดูชั่วร้ายมากเหลือเกิน แค่มองใบหน้านั้นเพียงอย่างเดียวหลินเฉินก็รู้สึกว่ากำลังโดนกล่อมให้ลุ่มหลงมัวเมาจนโงหัวไม่ขึ้น
ทว่าตอนนี้หาใช่เวลามาลุ่มหลงในภาพลักษณ์อันงดงามนี้
อย่าเพิ่งพูดเลยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรทั้งยังมีไอ้...แผลประหลาดพวกนั้นบนร่างกายเขาอีกแต่เขาก็รู้จากนิยายดีว่าท่านฉือม่อไม่มีทางปล่อยตัวเขาไปอย่างง่ายดายแบบนี้แน่นอน!
เขาใจนรีบหลับตาลง
ทว่าความเ็ปที่คาดการณ์ไว้กลับไม่ปรากฏหลินเฉินรู้สึกเพียงว่ามีอะไรเย็นๆ ลูบผ่านหน้าตัวเอง เขาลืมตาขึ้นที่แท้ก็เป็ปลายนิ้วของฉือม่อนั่นเอง
ฉือม่อหัวเราะเบาๆ เสียงแหบห้าวนั้นทรงเสน่ห์และรื่นหูมากพริบตาเดียวรังสีอำมหิตที่ห่อหุ้มบนกายเขาก็มลายหายไปทันที
ไม่ใช่สิ! นี่ไม่ใช่เ้าลูกศิษย์ตัวน้อยคนนั้นของเขา นี่เป็ฉือม่อในนิยายเขาจะสับสนเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายไม่ได้ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้สายตาหลินเฉินก็พลันดุดันขึ้นมา
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ดื่มน้ำมานานแล้วเสียงที่เอ่ยออกไปแต่ละคำนั้นช่างแหบแห้งไม่น่าฟังเอาเสียเลยเขาข่มใจอดกลั้นต่ออาการระคายเคืองที่ลำคอแล้วพูดออกไปเพียงไม่กี่คำ “ฉือม่อหากเ้าอยากจะสังหารข้าก็จงสังหารเสีย! เหตุใดต้องทรมานข้าด้วย”
ปลายนิ้วของฉือม่อกระตุก แพขนตายาวสั่นไหวเบาๆเขาชักมือกลับ รอยยิ้มเมื่อครู่ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าเลือนหาย ก่อนจะกลับมาแสดงสีหน้าเ็าเช่นเคย“ท่านอยากตายงั้นหรือ มันจะง่ายดายแบบนั้นได้อย่างไร ข้าไม่ยอมให้ท่านตายหรอกข้าจะให้ท่านลิ้มรสกับความทรมานของข้าในตลอดหลายปีที่ผ่านมา”เมื่อพูดมาถึงประโยคสุดท้าย ไม่รู้ว่าเขานึกอะไรขึ้นได้ น้ำเสียงจึงสะอื้นแฝงไปด้วยความเสียใจ “แล้วอีกอย่าง ข้าจะปล่อยให้ท่านตายได้อย่างไรกัน...”
หลินเฉินได้ยินคำพูดหลังจากนั้นไม่ชัดเจนเท่าไรเดิมทีร่างกายนี้ก็ใช้งานมาอย่างสมบุกสมบันจนเกินจะรับไหวแล้ว เวลานี้มาถูกฉือม่อทรมานแบบนี้อีก(เขาจะไม่มีทางพูดว่าตัวเองใเด็ดขาด)อีกอย่างเวลานี้เขาก็เ็ปไปทั่วร่างอย่างไร้สาเหตุคล้ายว่าโดนอะไรฉีกกระชากออกอย่างรุนแรงแบบนั้นในที่สุดหลินเฉินก็ต้านทานความเหนื่อยล้าไม่ไหว หมดสติสลบเหมือดไปทันที
ไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือเปล่าเมื่อครู่ดูเหมือนจะเห็นฉือม่อเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลัน
แต่ก็จริง ในนิยายยังเขียนไว้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทรมานอาจารย์เลวระยำคนนี้ด้วย(นี่เป็บทสรุปที่หลินเฉินรวบรวมมาจากความเ็ปบนร่างกาย)ผลสุดท้ายยังไม่ทันได้ทำอะไรสักอย่าง เขาก็สลบไปก่อน คงเพราะฉือม่อยังทรมานเขาไม่หนำใจกระมัง
ในขณะที่เขาเพิ่งจะรู้สึกตัวก็เหมือนได้ยินใครบางคนพูดพึมพำอยู่ข้างหูอย่างระมัดระวังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจกำลังปรนนิบัติกับของล้ำค่า “อาจารย์ ท่านอย่าจากข้าไปเลยนะขอรับข้าจะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ฉะนั้นแล้วท่านอย่าจากข้าไปเลยนะ...”
แต่เขาก็มองเห็นไม่ชัดเจนนักว่าคนผู้นั้นเป็ใครกันแน่จากนั้นสองตาพลันมืดสนิท สติดับวูบไปทันที
“ศิษย์น้อง...ศิษย์น้อง...ศิษย์น้อง...” เสียงเอ่ยเรียกซ้ำๆดังขึ้นข้างหูหลินเฉิน
ใครกัน! เช้าตรู่ป่านนี้มาแหกปากบ้าบออะไรอยู่ได้ จะให้คนอื่นได้หลับได้นอนบ้างไหมเนี่ย
หลินเฉินพลิกตัวอย่างหงุดหงิดพยายามขจัดเสียงเรียกอันน่ารำคาญพวกนั้น เดี๋ยวนะ! อยู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ดูเหมือนเื่ราวจะไม่ได้ง่ายปานนั้น
เขาลืมตาโพลงก็เห็นใบหน้าเมิ่งฉิวที่กำลังมองเขาอย่างเป็ห่วงตามคาด
เขาพยายามจะลุกขึ้นแต่ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัว สุดท้ายก็เป็เมิ่งฉิวที่ค่อยๆประคองให้เขาขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง
เมิ่งฉิวนั่งลงข้างเตียงพลางทอดมองเขาด้วยสีหน้าเป็ห่วงกังวล “ศิษย์น้อง เ้ารู้สึกไม่สบายตัวตรงไหนบ้าง”
เมื่อเห็นหลินเฉินมองกลับมาด้วยใบหน้าสะลึมสะลือแล้วเมิ่งฉิวก็อดไม่ได้ หันไปเอ่ยถามหญิงสาวข้างกาย “ศิษย์น้องหญิงม่อหลีศิษย์น้องหลินเฉินเป็อันตรายมากหรือไม่” หลินเฉินหันมองหญิงสาวคนนั้นตามเสียงพูดของเมิ่งฉิว
แม้สตรีผู้นั้นจะไม่นับว่าเป็หญิงงาม แต่ก็เป็สตรีที่สง่าและดูดีมากคนหนึ่งเมื่อเห็นนางในครั้งแรก สิ่งที่ดึงดูดผู้คนหาใช่ภาพลักษณ์ภายนอกแต่เป็ความงดงามตามธรรมชาติที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง
ความรู้สึกนั้นใสบริสุทธิ์ เป็ความงดงามอันพิเศษเหนือธรรมดาที่ไม่อาจััหรือแตะต้องได้
คนผู้นี้คงจะเป็ประมุขแห่งยอดเขาอวี้หัว ฉินม่อหลีสินะ
ฉินม่อหลี...ประมุขของยอดเขาอวี้หัว แม้นางจะเป็สตรีแต่กลับมีวิชาการรักษาที่ยอดเยี่ยมหาใดเปรียบ หากผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนได้รับาเ็คนแรกที่จะนึกถึงย่อมเป็ประมุขของยอดเขาอวี้หัวแห่งสำนักเชวี่ยอวิ๋นนี่ก็แสดงให้เห็นในทางอ้อมแล้วว่าฝีมือการรักษาของฉินม่อหลีนั้นยอดเยี่ยมเหนือผู้ใด
นอกจากนี้แล้วยังมีอีกข่าวหนึ่งที่รู้กันเพียงในสำนักเชวี่ยอวิ๋นเท่านั้นนั่นก็คือเมิ่งฉิวชอบฉินม่อหลี
น่าเสียดายที่บุปผาร่วงหล่นมีใจ สายธารหลั่งไหลกลับไร้รัก[1]แม้เมิ่งฉิวจะมอบใจให้นางเพียงใด อีกฝ่ายก็หาได้มีความรู้สึกใดกับเขาเลย
เขาจำเนื้อหาในนิยายได้ว่าสุดท้ายเมิ่งฉิวก็ไม่ได้สมหวังกับฉินม่อหลี สองคนนี้คลาดกันไปทั้งแบบนี้จะว่าไปก็น่าเสียดายพอสมควร
มิน่าเมิ่งฉิวถึงได้ชอบนางมาก ที่แท้นางก็เป็คนเช่นนี้เองมีทั้งความสามารถ ทั้งรูปโฉมงามพิสุทธิ์ หากเปลี่ยนเป็เขา เขาก็คงจะชอบนางเช่นกัน
แต่จะไปแหย็มกับภรรยาของศิษย์พี่ไม่ได้เขาไม่กล้าแย่งคนรักกับเมิ่งฉิวหรอก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8
[1] หมายถึง ฝ่ายหนึ่งมีใจ อีกฝ่ายกลับไร้ความรู้สึกเป็การบรรยายถึงความรักข้างเดียว