พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 6 บทที่ 165 เรื่องสนุกในเรือนฉิงฟางเก๋อ

            โม่เสวี่ยหมิ่นนวดศีรษะ ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ชั่วขณะนั้นไม่ทราบว่าตนเองอยู่ที่ใด ดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงคนร้องเอะอะโวยวายข้างหู ความรู้สึกถึงอันตรายทำให้นางได้สติในฉับพลัน หันศีรษะกลับมาด้วยสัญชาตญาณ จึงเห็นบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยหลับอยู่ข้างตัว

            เหลียวมองตนเองก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเช่นเดียวกัน

            นางรู้สึกตะลึงพรึงเพริด คล้ายมีเสียงระเบิดดังสนั่นอยู่สมอง คืนสติในชั่วพริบตา ยันกายลุกขึ้นนั่ง นางจำได้แล้ว เมื่อครู่ตนเองกำลังพาโม่ซิ่วมาที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ เพื่อให้เร็วขึ้นจึงใช้ทางลัดที่เป็นถนนแคบซึ่งค่อนข้างมืด เจตนาเดิมคือเมื่อใกล้ถึงศาลาฉิงฟางเก๋อแล้วค่อยเปลี่ยนไปเดินบนถนนใหญ่

            ยามนั้นแสงโคมสว่างไสว คุณหนูคุณชายล้วนเดินชมโคมไฟ ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นนาง

            ในจดหมายของโหยวเยวี่ยเฉิงกล่าวไว้ชัดเจนว่าศาลาฉิงฟางเก๋อแห่งนั้นใช้เป็นสถานที่สำหรับให้คนเข้าไปพักผ่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนวันฉูซี[1]เช่นวันนี้ อีกสักครู่แม้แต่องค์จักรพรรดิก็จะเสด็จมาชมงาน หากองค์เหนือหัวเสด็จมาฮองเฮาและเหล่าพระสนมที่เป็นที่โปรดปรานย่อมตามมาด้วย มีผู้สูงศักดิ์มากมายร่วมอยู่เฝ้าปี[2] ดังนั้นจึงต้องมีการจัดสถานที่ไว้สำหรับพักผ่อนชั่วคราว

            ทางวังหลวงได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับให้คนเข้าไปพักผ่อนเช่นเดียวกับศาลาฉิงฟางเก๋อเป็นจำนวนมาก แต่ละแห่งล้วนมีลักษณะพิเศษแตกต่างกัน แต่ทุกที่ล้วนอยู่ติดกับถนนใหญ่ เมื่อยืนอยู่ในศาลาชมโคมไฟก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง บางศาลาก็สงวนไว้สำหรับองค์จักรพรรดิและเหล่าพระสนมทั้งหลาย

            แต่เนื่องจากองค์จักรพรรดิตรัสว่าจะเสด็จมา ซึ่งคาดว่าคงอีกไม่นาน ดังนั้นสถานที่พักผ่อนมากมายเหล่านั้นจึงไม่จำเป็นนัก

            แผนการของโม่เสวี่ยหมิ่นแท้จริงแล้วเรียบง่ายยิ่ง

            เมื่อครู่มีงานเลี้ยงรับประทานอาหารกันบนเกาะ เนื่องจากมีฮองเฮาทรงประทับอยู่ด้วย ย่อมไม่อาจกินดื่มอย่างสนุกสนานเต็มที่ได้ ยามนี้บรรยากาศผ่อนคลาย คุณหนูที่สุขภาพอ่อนแอก็จะหาที่พักผ่อน ตำแหน่งของศาลาฉิงฟางเก๋ออยู่กลางๆ ไม่หน้าหรือหลังจนเกินไป ยามที่เดินกันจนเหนื่อยล้า หากมีใครสักคนเอ่ยขึ้นว่าจะเข้าไปพักผ่อน ย่อมมีคุณหนูติดตามไปด้วย

            ข้างกายพวกนางล้วนมีพี่ชายน้องชายติดตามกันไปเป็นกลุ่ม หากเข้าไปพบเห็นโม่เสวี่ยถงนอนอยู่กับบุรุษในสภาพเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยจะต้องตกใจกรีดร้องเป็นแน่ ถึงเวลานั้นโม่เสวี่ยถงยังจะเหลือศักดิ์ศรีมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหรือ ในค่ำคืนที่องค์จักรพรรดิทรงร่วมเกษมสำราญไปพร้อมกับประชาชน หากเกิดเรื่องงามหน้าขึ้นในวัง ไม่เพียงแต่จะเสียหน้า ยังเป็นการลบหลู่เบื้องสูงอีกด้วย

            แม้โม่เสวี่ยถงจะไม่ต้องการ ย่อมต้องได้รับพระราชทานแพรขาวสามฉื่อประทานโทษตายอยู่ดี และถึงฝ่าบาทจะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณละเว้นชีวิตเพื่อเห็นแก่บิดา โม่เสวี่ยถงก็ต้องกลายเป็นอนุภรรยาของบุรุษผู้นั้น นางให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นหาชายเจ้าชู้เสเพลที่มีภรรยาแล้ว โม่เสวี่ยถงเป็นธิดาภรรยาเอกของขุนนางขั้นสามหากแต่งไปเป็นอนุภรรยา ผู้เสียหน้ามิได้มีแต่สกุลโม่ แต่ยังเสื่อมเสียไปถึงจวนฝู่กั๋วกงด้วย

            ต่อไปหากจวนโม่ยกฟางอี๋เหนียงขึ้นเป็นภรรยาเอก จวนฝู่กั๋วกงไหนเลยจะมีหน้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่อหลานนอกของตนเองกลายเป็นอนุภรรยาของสกุลอื่นไปแล้ว

            ถูกชายเสเพลข่มเหงโม่เสวี่ยถงก็เหมือนตายทั้งเป็น เมื่อสามารถกำจัดแต่ละคนไปได้หมดแล้วหนทางการขึ้นเป็นภรรยาเอกของฟางอี๋เหนียงย่อมไม่มีผู้ใดขัดขวาง นี่คือแผนการทั้งหมดของโม่เสวี่ยหมิ่น ทุกก้าวย่างล้วนวางแผนมาอย่างแนบเนียน มีคนคอยช่วยเหลือทั้งที่ลับและที่แจ้ง ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้โดยสะดวก 

            แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ขณะที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางลัดก็รู้สึกวิงเวียน เบื้องหน้าสายตากลายเป็นความมืดและหมดสติไปในชั่วพริบตา จนกระทั่งฟื้นขึ้นมา จึงพบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เห็นอยู่ตอนนี้ โม่เสวี่ยหมิ่นผู้คิดแต่แผนการร้ายรับรู้ได้ทันทีว่าต้องถูกซ้อนแผนเป็นแน่

            ด้านนอกมีเสียงคนลอยเข้ามา หน้าต่างอยู่สูง รอบด้านก็ไม่มีที่ให้หลบซ่อน หากคิดจะหนีย่อมเป็นไปไม่ได้ โม่เสวี่ยหมิ่นมองไปรอบๆ อย่างร้อนใจ แล้วผลักบุรุษผู้นั้นออกไป ก่อนจะหันมาจัดการกับเสื้อผ้าที่หลุดรุ่ยของตนเองให้รัดกุม ทันใดนั้นหางตาเหลือบไปเห็นถ้วยน้ำชาบนโต๊ะใบหนึ่ง สมองพลันสว่างวาบ ลุกไปหยิบมาแล้วเทใส่บุรุษที่ยังหลับไม่ได้สติ

            น้ำชาตั้งอยู่ตรงนี้มาพักใหญ่ อากาศหนาวเยี่ยงนี้เพียงไม่นานก็เย็นเฉียบ ถูกน้ำเย็นราดลงมากะทันหันเช่นนี้ ขอแค่ไม่ใช่คนตายย่อมรู้สึกตัว ดูจากใบหน้าทั้งบวมอืดและแดงก่ำชวนให้รู้สึกขัดตาของบุรุษผู้นั้น อีกทั้งกลิ่นสุราคละคลุ้งอวลตลบอยู่รอบกายก็รู้ได้ว่าต้องดื่มมาเยอะ ยามนี้กำลังนอนหลับเป็นตายอยู่ที่นั่น

            น้ำชาเย็นเฉียบที่ราดใบหน้าของชายผู้นั้น ดั่งคมมีดดีๆ บาดลงผิวหน้าและลำคอ

            บุรุษผู้นั้นตะกายลุกขึ้นมาในฉับพลัน ดวงตายังปิดสนิท ยกแขนเสื้อหลวมกว้างปาดน้ำออก ปากก็ด่าทอเสียงดังลั่น “บ่าวที่ไหนช่างไม่มีตา อากาศหนาวแบบนี้กล้าเอาน้ำเย็นมาสาดใส่นายท่านอย่างข้าได้ เดี๋ยวเหอะ บิดาจะจับถลกหนังเสีย”

            ยังไม่ทันดูว่าคือผู้ใดก็ลั่นวาจาด่าคนแล้ว ที่แท้ก็พวกโง่ดีๆ

            ครานี้โม่เสวี่ยหมิ่นไม่ลังเลอีกต่อไป หมุนตัวกลับไปหยิบแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวทรงสูงใบหนึ่ง แล้วส่งด้านที่เป็นคอขวดแคบใส่เข้าไปในมือเขา บุรุษผู้นั้นกำลังใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าเช็ดตาตนเองอยู่ ปากก็ด่าไม่หยุด มีแต่น้ำเต็มหน้า มิได้มองให้ชัดว่าเป็นผู้ใด รู้สึกเพียงว่ามีคนยัดสิ่งของเข้ามาในมือตน ขนาดกำลังเหมาะจึงรับมาด้วยจิตใต้สำนึก

            เสียงหัวเราะของคุณหนูสองสามคนลอยมาจากนอกห้อง ทั้งยังมีเสียงพูดคุยอย่างสุภาพเรียบร้อยของบุรุษ ใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา... ในที่สุดก็มาถึงแล้ว หากยังไม่ลงมืออีกก็จะสายเกินไป

            ดวงตาของโม่เสวี่ยหมิ่นฉายแววเหี้ยมโหด อุ้งมือกุมแจกันไว้แน่น กัดฟันยกมือสูงแล้วฟาดลงมาทันที

            คุณหนูสองสามคนเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตู สาวใช้ในชุดสีเหลืองคนหนึ่งเดินนำเข้ามาเป็นคนแรก ขณะเอื้อมมือไปหมายจะผลักประตู เพื่อให้เหล่าคุณหนูคุณชายเข้าไปด้วยกันก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากด้านใน

            มือพลันชะงัก ก้าวถอยออกมาด้วยสัญชาตญาณ ขณะที่ยังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด ประตูที่ปิดสนิทก็เปิดผลัวะออกมาจากด้านใน พร้อมกับร่างโชกเลือดของคนผู้หนึ่งที่วิ่งผลุนผลันออกมา สาวใช้ผู้นั้นถูกชนเข้าอย่างจัง เป็นเหตุให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปที่พื้นด้วยกัน

            คุณหนูสองสามคนกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก คุณชายผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีชมพูเข้ามาขวางไว้ด้านหน้า ก่อนร้องถามผู้ที่วิ่งชนออกมาด้วยความตกใจ “เจ้าเป็นใคร?”

            “ช่วยด้วยๆ มีคนต้องการสังหารข้า...” น้ำเสียงสั่นพร่าและอ่อนแรง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องบุคคลที่วิ่งมาชน ยามนี้พวกเขาเห็นชัดแล้วว่าเป็นสตรีท่าทางลนลาน อาภรณ์ย้อมไปด้วยสีแดงก่ำโลหิต ศีรษะแตกเลือดไหลอาบลงมาบนใบหน้าจนมองไม่รู้ว่าคือผู้ใด

            อาภรณ์ที่สวมใส่งดงามหรูหรา แต่สภาพที่ล้มกลิ้งไปพร้อมกับสาวใช้ ซ้ำร้ายใบหน้ายังเต็มไปด้วยเลือด ชวนให้รู้สึกอเนจอนาถนัก

            “เป็นคุณหนูใหญ่สกุลโม่” คุณหนูผู้หนึ่งตาไว จำได้ว่าเป็นโม่เสวี่ยหมิ่น หากเป็นยามปรกติ ย่อมไม่มีผู้ใดจำนางได้ว่องไวเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงและใบหน้ายังเต็มไปด้วยคราบเลือด แต่เนื่องจากมีเหตุพิพาทกันเรื่องบทกลอนในงานเลี้ยงเมื่อครู่ แม้ว่าโม่เสวี่ยหมิ่นคิดอยากจะให้เรื่องเงียบก็คงเป็นไปไม่ได้

            “คุณหนูใหญ่โม่ เกิดอะไรขึ้น” มีคนร้องถามด้วยความตกใจ

            “ข้างใน... มีคน… จะสังหารข้า ข้าเห็น... ข้าเห็น...” โม่เสวี่ยหมิ่นกดหน้าอกของตนเองด้วยท่าทางลนลานหวาดกลัวก่อนล้มลงหมดสติไป สาวใช้ที่ถูกนางชนลุกขึ้นมาแล้ว แม้จะรู้สึกโมโหโม่เสวี่ยหมิ่นที่ทำให้ตนเองเสียหน้าต่อหน้าเหล่าคุณชายมากมาย แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ยามนี้ก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว รีบเข้ามาประคองโม่เสวี่ยหมิ่น

            คุณหนูใหญ่สกุลโม่ต้องไปเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเป็นแน่ จึงถูกตามสังหารจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

            ผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนคาดเดาไปในแนวทางนี้ทั้งสิ้น

            คุณชายผู้กล้าหาญสองคนบุกเข้าไปข้างในทันที จึงเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเตียง เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่เรียบร้อย ในมือถือแจกันทรงสูงที่ยังมีคราบเลือดหยดอยู่

            ที่แท้นี่คือคนร้าย!  

            แล้วจะเกรงใจอันใดอีก ผู้ที่เข้ามาทั้งสองล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ จึงช่วยกันจับตัวคนร้ายคนละด้านแล้วกดลงไปบนเตียง แจกันเปื้อนโลหิตหลุดจากมือ ตกลงพื้นแตกละเอียด 

            “ที่แท้ก็เขานี่เอง”

            “เป็นเขาไปได้อย่างไร”

            “คืนนี้เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไหนบอกว่าเมื่อสองวันก่อนเพิ่งได้ตัวสาวงามมาจากหอฉิงเซียงโหลว กำลังหลงใหลอย่างหนักจนไม่ยอมออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียวมิใช่หรือ

            “ข่าวนั้นล้าสมัยไปแล้ว เมื่อคืนคนผู้นี้ยังไปแย่งชิงนางเอกงิ้วกับบุตรชายของท่านเสนาบดีหลี่อยู่เลย ท้ายที่สุดพอท่านเสนาบดีรู้ว่าบุตรชายแอบหนีออกมา จึงให้คนมาจับตัวกลับไป นางเอกงิ้วเลยถูกทิ้งไว้ที่นั่น...”  

            …

            มีคนสองสามคนจำบุรุษผู้นั้นได้ จึงมองหน้ากันแล้วเริ่มซุบซิบนินทา สายตาดูหมิ่นเหยียดหยามจ้องไปที่ร่างของคนที่ถูกจับกดบนเตียง

            “ปล่อยข้า พวกเจ้าคิดจะทำสิ่งใด มาจับข้าไว้ทำไม” ผู้ที่อยู่บนพื้นสะบัดศีรษะ ดิ้นรนขัดขืนสุดแรง ถูกคนจับตัวไว้เช่นนี้ จากที่รู้สึกวิงเวียนอย่างหนักก็ค่อยๆ ได้สติคืนมา

            “อวี้หมิงหย่ง เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ทั้งยังเอาแจกันฟาดศีรษะคุณหนูใหญ่โม่อีก นี่เจ้ากลายเป็นคนไม่รักหยกถนอมบุปผาตั้งแต่เมื่อไรกัน” น้ำเสียงระรื่นฉายแววเยาะหยันลอยเข้ามา แค่ได้ยินเสียงของผู้มาก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องสนุกให้ชมอย่างแน่นอน

            ผู้คนต่างเปิดทางให้ ชายหนุ่มซึ่งก้าวเข้ามาสวมอาภรณ์ตัวยาวแขนสอบสีแดงปักดิ้นทอง หากมิใช่ว่ารอยยิ้มบนหน้าดูเหมือนนักเลงหัวไม้ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามองอาจผู้หนึ่ง อากาศยามปลายเหมันต์เย็นจัดเยี่ยงนี้ยังโบกพัดในมืออยู่ได้ ช่างไม่กลัวว่าผู้ที่อยู่ด้านข้างจะหนาวบ้างเลย

            เพียงเห็นบุรุษผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น โม่เสวี่ยหมิ่นก็ร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว!

            หลี่โย่วโม่...

            นางย่อมจำเขาได้แม่นยำ นึกถึงยามที่หลี่โย่วโม่ตบหน้าตนเองถึงสองฉาดอย่างไม่ปรานี โม่เสวี่ยหมิ่นมิได้เพียงรู้สึกเจ็บที่มือหรือใบหน้า ยังรู้สึกอกสั่นขวัญผวาอีกด้วย ไม่คิดว่าหลี่โย่วโม่จะมาปรากฏตัวที่นี่ เขากับนางมีเรื่องบาดหมางกันอยู่ เมื่อมาพบกันในสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่อาจแน่ใจได้ว่าหลี่โย่วโม่จะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูล ไม่เอ่ยพาดพิงถึงเรื่องราวในตอนนั้น

            แต่ตอนนี้นางขึ้นมาขี่หลังเสือแล้ว จะลงคงไม่ง่าย จึงได้แต่แสร้งเป็นลม แล้วคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์อยู่เงียบๆ

            “หลี่โย่วโม่ เป็นเจ้าอีกแล้วหรือ เมื่อคืนชิงแม่นางเสี่ยวเถาหงไปจากข้าไม่ได้ วันนี้ยังส่งหญิงแพศยาผู้นี้มาทำร้ายข้าอีก ชั่วร้ายนักนะ ต่อหน้าลงมือไม่ได้ จึงต้องเล่นเล่ห์อุบายลับหลัง เจ้าเปลี่ยนเป็นคนต่ำช้าไร้ยางอายเยี่ยงนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

            แน่นอนว่าทันทีที่บุรุษสองคนซึ่งอยู่ด้านข้างจำได้ว่าคืออวี้หมิงหย่งก็ปล่อยตัวไป

            ใครบ้างที่ไม่รู้จักบุรุษเสเพลที่ขึ้นชื่อในเมืองหลวงผู้นี้ หากหลี่โย่วโม่นับเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ที่ตีคู่กันมาย่อมเป็นชายผู้นี้ ทั้งสองต่างเป็นบุรุษประเภทเดียวกัน แต่อวี้หมิงหย่งมีพี่สาวซึ่งเป็นพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่งในวังหลวง นามว่าพระสนมอวี้เฟยผู้ครองตำหนักไฉ่เวย คอยหนุนหลังอยู่




    …………………………………………………………………………………………………………..

            คำอธิบายเพิ่มเติม

            [1] คืนวันฉูซี หมายถึงคืนก่อนวันตรุษจีน

            [2] การอยู่เฝ้าปี คือประเพณีที่ชาวจีนจะไม่นอนหลับในคืนก่อนวันตรุษจีน เพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388