ม้าทุกตัวมีรูปร่างผอมเพรียวและแข็งแรงลำตัวสูงกว่าหวังชิงซานมาก บนม้ามีคนนั่งอยู่กว่าสิบคน ทุกคนล้วนมีท่าทีเคร่งขรึมและน่าเคารพ
ทั้งสิบกว่าคนไม่ได้กล่าวอะไรที่ดูไร้สาระออกมาแม้แต่ม้าก็ไม่ได้เคลื่อนไหวมั่วซั่ว เห็นได้ชัดว่าได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
จำนวนคนแม้จะไม่ได้มากนักอีกทั้งบนร่างกายก็ไม่ได้สวมชุดเกราะสีเงินแวววาวแต่ความรู้สึกอันหนาวเย็นที่แผ่ออกมา ทำให้หวังชิงซานขาอ่อนแรงอย่างไม่เป็นตัวเอง
หนานหมิงเหอไม่ได้สนใจหวังชิงซานที่อยู่ข้างตัวไม่ได้ให้คนพาตัวเขาออกไป อีกทั้งไม่ได้บอกให้เขาออกมาด้านหน้า กล่าวในแง่มุมหนึ่งหวังชิงซานจัดได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่ได้รับความเชื่อใจจากหนานหมิงเหอแต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือในตอนนี้เขาไม่มีเวลามากพอจะมาสนใจกับสิ่งนี้
เขาใช้ภาษามือกับหัวหน้าของคนเหล่านั้นโดยที่หวังชิงซานไม่สามารถเข้าใจได้จากนั้นก็กลับเข้าไปในห้องพักของตน หวังชิงซานมองเข้าไปและเห็นเขาตวัดปลายพู่กันเขียนอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็วสุดท้ายก็ม้วนกระดาษแผ่นนั้นด้วยความว่องไว
หนานหมิงเหอเปลี่ยนภาษามือเป็นอีกรูปแบบเป่านกหวีดสองครั้ง ครั้งนี้มีนกตัวใหญ่ปีกแข็งแรงตัวหนึ่งร่อนตัวลงมาจากท้องฟ้าเมื่อมองเข้าไปใกล้ๆ ก็พบกับดวงตาที่มันวาวเป็นประกายของเหยี่ยวทะเลแสนดุร้าย
นกชนิดนี้มีนิสัยหยิ่งผยองและดุร้ายไม่รู้เช่นกันว่าหนานหมิงเหอฝึกมันให้เชื่องได้อย่างไร เห็นเพียงมันเกาะอยู่ที่แขนของหนานหมิงเหออย่างเชื่อฟังนอกจากนั้นยังเห็นหนานหมิงเหอลูบหัวของมันสองครั้งจากนั้นมันก็นำกระดาษที่หนานหมิงเหอเขียนเมื่อสักครู่นี้บินออกไป
ชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียวเข้ามากระซิบที่ข้างหูหนานหมิงเหอกระซิบบอกเรื่องอะไรบางอย่าง หนานหมิงเหอหัวเราะอย่างเหยียดหยัน ในม่านตาสีเข้มยิ่งฉายความเยือกเย็นและไร้ความรู้สึกออกมา “จับเขาได้แล้ว? เช่นนั้นก่อนหน้านี้ไป๋ฝูฉวีคิดเช่นไรก็ให้เขาจบเช่นนั้นแล้วกันหากมิใช่เจาเจาต้องการเห็นการต่อสู้ของสัตว์ร้ายที่ถูกจองจำ ข้าคงจัดการพวกขยะเหล่านี้ไปตั้งนานแล้ว”
หลังจากพูดจบเขาก็สะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจสีหน้าของผู้คนที่อยู่รอบข้างมิได้เปลี่ยนไป แต่หวังชิงซานกลับตัวสั่นเทา เขารู้ดีว่าในคำว่า“จัดการ” ของหนานหมิงเหอเมื่อครู่ ต้องไม่ใช่ความหมายในทางที่ดีเป็นแน่
มีบางคนรับคำสั่งและออกไปแล้ว ตอนที่หนานหมิงเหอกำลังจะกระโดดขึ้นบนหลังม้าก็มีคนผู้หนึ่งยื่นดาบให้เขา
หนานหมิงเหอรับดาบและออกไปทันทีท่าทางยามขึ้นหลังม้าของเขาองอาจจนไม่สามารถกล่าวออกมาได้
ท่าทีของเขาดูรีบร้อน แม้ใบหน้าจะยังดูสงบและอ่อนโยนแต่หวังชิงซานก็รู้สึกได้ว่าหนานหมิงเหอในวันนี้ต่างหากที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
หวังชิงซานไม่เคยเห็นหนานหมิงเหอในรูปแบบนี้มาก่อนสิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่นี้จะต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าลานแห่งนี้จะเงียบสงัดมากเพียงใดเขาเพิ่มระดับเสียงของตนพร้อมกับตะโกนออกไปเสียงดัง “สิงจื่อเมื่อครู่ข้าเพิ่งเรียนวิชาการแพทย์และไปเก็บสมุนไพรที่ภูเขาใกล้ประตูสำนัก ข้าได้พบกับของบางอย่างในพงหญ้ามันคือปิ่นปักผมและเครื่องประดับของสตรี”
“ข้าจำได้ดีว่าเจ้าและน้องสาวของเจ้าล้วนแต่มีจี้หยกประจำตัวเช่นนี้คนละหนึ่งชิ้นเจ้าลองดูว่านี่ใช่ของน้องสาวของเจ้าหรือไม่?”
เดิมทีลานด้านในเงียบสงบมากเมื่อเขาพูดออกไปจึงราวกับมีเสียงสะท้อนดังก้องขึ้น
ในน้ำเสียงของหวังชิงซานดูมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งเมื่อกล่าวประโยคนั้นจบเขาจึงอดกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่มิได้
หนานหมิงเหอที่เดิมทีมีผู้คนล้อมรอบ ยามที่หันกลับมาหวังชิงซานไม่รู้ว่าจะอธิบายรูปลักษณ์แววตาของหนานหมิงเหออย่างไรดี เขารู้สึกได้เพียงความหนาวเหน็บที่ลึกเข้าไปในกระดูกหนาวเหน็บยิ่งกว่าฝนที่ตกลงมาในวันนี้เสียด้วยซ้ำ
จากนั้นเขาก็ผลักคนที่อยู่ตรงหน้าเดินไปหยุดตรงหน้าของหวังชิงซาน ยื่นมือของเขาออกมา
หวังชิงซานยื่นห่อผ้าเช็ดหน้าที่ห่อจี้หยกเอาไว้ใส่มือของหนานหมิงเหอหนานหมิงเหอได้กลิ่นโลหิตจางๆ ที่โชยมาจากผ้าเช็ดหน้า และยังมีกลิ่นหอมจางๆของบางสิ่งที่แตกต่างออกไป
หนานหมิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพียงครู่เดียวเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่อึดอัดแต่หนานหมิงเหอที่เปิดห่อผ้าเช็ดหน้านั้นออกก็มองเพียงผ่านๆ เขาเก็บมันไว้ในแขนเสื้อมองไปที่หวังชิงซานและกล่าวออกมาหนึ่งคำว่าขอบคุณมาก จากนั้นก็ขึ้นหลังม้าและจากไปทันที
ตระกูลหยวนทำถนนได้กว้างขวางมากหนานหมิงเหอขี่ม้าออกไปท่ามกลางสายฝน กลุ่มคนกว่าสิบคนรีบตามหลังเขาไปอย่างรวดเร็วได้ยินเสียงกึกกึกกึกของฝีเท้าม้าและเสียงของน้ำฝนที่สาดกระเซ็น
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆหวังชิงซานยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่ก็รู้ดีว่าเรื่องราวมันต้องต่างจากที่ตนคิดเป็นแน่
เขาจดจ้องไปยังแผ่นหลังของหนานหมิงเหอราวกับว่าเสียงที่ได้ยินท่ามกลางเสียงฟ้าคำรามลั่นนั้นเป็นคำสั่งสุดท้าย
“ไว้ชีวิตเขาทำให้ตลอดชีวิตนี้เขามิอาจตายได้ข้าอยากให้เขาลืมตามองดูว่าชีวิตที่ต้องโดดเดี่ยวมันเป็นเช่นไร ขอให้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ขอให้ตายก็ไม่มีทาง นี่คือผลจากการกระทำที่เขาต้องได้รับ”
หวังชิงซานตัวสั่นระริก
เรื่องราวทั้งหมดนี้อานหยางไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อย
ความทรงจำของเขาขาดหายไปภายในหอตำราเขาจำได้เพียงจับมือของเยี่ยนเจาเจาเอาไว้ จากนั้นเยี่ยนเจาเจาก็หมดสติไปเขาเองก็หมดสติไปเช่นกัน
ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนอยู่ในรถม้าที่โคลงเคลงยิ่งนัก...ทั้งมือและเท้าถูกมัดเอาไว้ ปากก็มิอาจพูดได้ ส่วนเยี่ยนเจาเจาก็ไม่รู้อยู่ไหนในรถม้าคันนี้มีเขาอยู่เพียงคนเดียว
เขารู้สึกโคลงเคลงไปตลอดเส้นทางรถม้าเดินทางรวดเร็วราวกับเร่งการคลอดบุตรก็มิปาน ทำให้เขารู้สึกเวียนศีรษะยิ่งนัก
เดิมทีเขาดื่มเหล้าของหลี่ฮ้วนเข้าไปมากพอตัวรถม้าโคลงเคลงเพียงครู่เดียวก็ทำให้เกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาแล้วน่าเสียดายที่มือและเท้าโดนมัดเอาไว้ ช่วงแรกยังพอทนไหว แต่อดทนมาจนถึงตอนสุดท้ายก็ไม่สามารถทนได้ไหวแล้วพออ้าปากเขาก็อาเจียนจนเลอะไปทั้งตัว
อานหยางทั้งโกรธทั้งสับสนฤทธิ์ของเหล้าเพิ่งจะมาส่งผลเอาตอนนี้ ทำให้สมองของเขาเกิดอาการพร่ามัว หากไม่อาเจียนออกมาก็มีอาการวิงเวียนทำได้เพียงปล่อยให้รถม้าคันนี้พาตนไปยังสถานที่ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด
จากนั้นรถม้าก็จอดลงอย่างกะทันหันอานหยางยังไม่ทันได้ฟื้นตัวกลับมา ดูเหมือนว่ารถม้าชนเข้ากับอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้นอานหยางก็กลิ้งตัวออกจากรถม้าล้มลงบนพื้นเสียงดัง “ปึง”
การกระแทกนี้ทำให้สติของเขาตื่นขึ้นเขาเงยหน้าขึ้นและมองไปรอบๆ ด้วยความสับสน เห็นร่างของคนขับรถม้ายังนั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับแต่ศีรษะกลับกลิ้งหลุนๆ มาอยู่ที่เท้าของตน ทันใดนั้นเสียงร้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้นแค่ครู่เดียวกลิ่นคาวก็โชยเข้ามา ความกลัวทำให้เขาถึงกับปัสสาวะราด
นี่เป็นครั้งแรกที่อานหยางเห็นภาพศีรษะและร่างของคนแยกออกจากกันภาพนองเลือดเช่นนี้ทำให้เขาถึงกับตาเหลือกและหมดสติไป
หลังจากที่สลบไปอานหยางก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแต่ตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนอยู่ในสถานที่ที่หอมนุ่มแล้ว
อานหยางไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ ทว่าหากนำสถานการณ์ของแคว้นต้าซีมาเป็นตัวตัดสินอานหยางก็เป็นผู้ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง รสนิยมทางเพศก็จัดว่าเป็นปกติ... แล้วเหตุใดเขาถึงต้องมาหอบุรุษเช่นนี้ด้วยเล่า?
แต่ความจริงก็คือยามนี้อานหยางมีประโยชน์ในการยื้อเวลาให้กับหลี่ฮ้วนหลังจากเสร็จสิ้นหน้าที่ในการยื้อเวลา อานหยางก็ถูกหลี่ฮ้วนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี... และเมื่อเขาอยู่ในอุ้งมือของหนานหมิงเหอก็จะสามารถเติมเต็มประโยคนั้นได้
“ขอให้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ขอให้ตายก็ไม่มีทาง”
การที่หนานหมิงเหอพูดเช่นนี้ออกมาจุดจบของอานหยางย่อมไม่พานพบเรื่องดีอย่างแน่นอน
จนถึงตอนนี้อานหยางก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงมาอยู่ที่นี่ได้ทว่าไม่นานเขาก็รู้ว่าหน้าที่ความรับผิดชอบของตนคืออะไร
อานหยางรีบกินยาคลายอาการเมาเหล้า แล้วรอจนถึงตอนที่สติสัมปชัญญะของเขากลับคืนมาทว่าสิ่งที่รอเขาอยู่ก็คือยาเพิ่มกำหนัดฤทธิ์แรงที่เพิ่งโดนยัดเข้าปากรวมกับแขกผู้มีพระคุณที่จับจ้องราวกับจะเขมือบ
บนโลกใบนี้มีคนชอบม้าผอม และย่อมมีคนชอบบุรุษเช่นเดียวกัน
อานหยางเป็นชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าของเขามีสามส่วนประหลาดใจสามส่วนตกใจ อีกสามส่วนเป็นสภาพจิตใจ รวมๆ แล้วดูน่าลิ้มลองยิ่งนัก
หนานหมิงเหอมิได้ต้องการให้อานหยางตายอยู่ที่ด้านในแต่ในหอบุรุษไม่ตายก็เหมือนกับโดนลอกผิวหนังออกมาชั้นหนึ่ง
ตอนที่ไป๋ฝูฉวียังคิดหาวิธีว่า จะทำอย่างไรเด็กที่อยู่ในท้องของตนถึงจะได้กลายเป็นทายาทผู้สืบทอดตระกูลอานจู่ๆ อานหยางก็ได้ทำเรื่องลาออกจากสถานศึกษาตระกูลหยวนเรียบร้อยแล้ว
เยี่ยนเจาเจาอยู่แห่งหนใดยังไม่เป็นที่ปรากฏหนานหมิงเหอที่ต้องแบกรับบัญชาขององค์ฮ่องเต้หญิงจึงหายไปเช่นเดียวกันเมืองซูโจวเกิดสงครามระอุไปทั่วแห่งหน สถานศึกษาตระกูลหยวนเต็มไปด้วยกองกำลังทหารข่าวเกี่ยวกับการตายของเฉินอี้เฟยก็ยังไม่ได้แพร่ออกไป
แต่การลาออกของอานหยางในตอนนี้เห็นท่าว่าจะไม่ดีตอนนั้นหลี่ฮ้วนวางแผนการได้อย่างชาญฉลาด ในสถานศึกษาตระกูลหยวนที่ยิ่งใหญ่จึงไม่มีใครรู้เห็นว่าเกิดเรื่องราวใดขึ้นกับอานหยางและเยี่ยนเจาเจา
เหล่าอาจารย์ที่ดูแลประตูสถานศึกษาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเดียวกันหลี่ฮ้วนวางแผนการได้อย่างแยบยลโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้เลย
เมืองซูโจวได้ระดมกำลังมารักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาตระกูลหยวนเหล่าบัณฑิตอยู่ที่สถานศึกษาตระกูลหยวนเกิดความกังวลใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรกันดี
ในยามนี้เรื่องซุบซิบนินทาจึงเป็นแหล่งความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวแล้ว
หัวข้อซุบซิบนินทาในครั้งนี้ก็คืออานหยาง
ได้ยินมาว่าอานหยางฉวยโอกาสวุ่นวายครั้งนี้ไปที่หอบุรุษไม่ระวังจนทำให้ตนได้รับบาดเจ็บ ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าจะมิอาจเป็นเช่นชายชาตรีได้อีกเพราะเรื่องนี้ทำให้ตระกูลอานต้องตามหาหมอเลื่องชื่อ แต่มันก็มิมีประโยชน์อันใด
ทุกคนล้วนหัวเราะเยาะอานหยางที่กลายเป็นชายวิปริตทั้งยังบอกว่าเขามิรู้จักวิธีควบคุมตนเอง แม้ว่าจะติดนิสัยแต่เขาก็มิควรสร้างปัญหาจนเป็นเช่นนี้
ทุกคนล้วนพากันถอนหายใจว่าตระกูลอานคงต้องสูญสิ้นแล้วแต่ไป๋ฝูฉวีกลับคิดว่าความฝันของตนจะเป็นจริงแล้ว... อานหยางไร้ความเป็นชาย เช่นนั้นเด็กที่อยู่ในท้องของนางจึงมีความเป็นได้ที่จะกลายเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลอาน
เช่นนั้นจะไม่ให้ไป๋ฝูฉวีสุขใจเพราะสิ่งนี้ได้อย่างไรกันเล่า?
เดิมทีนางก็ไม่ได้คิดถึงวิธีที่จะทำให้อานหยางสูญเสียการให้กำเนิดไปตอนนี้นางจึงเหมือนคนที่งีบหลับแล้วมีคนยื่นหมอนมาให้นาง!
ประจวบเหมาะกับขนาดท้องของนางที่ไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไปและตอนนี้อานหยางก็ไม่ได้อยู่ในสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว เช่นนั้นจึงได้ปล่อยข่าวลือออกไปบอกว่าเทศกาลล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วนางโดนอานหยางทำให้ต้องอับอายจากนั้นก็ข่มขู่นางครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา
ยามนี้ท้องของนางมิอาจปิดบังต่อไปได้นางต้องการให้ตระกูลอานกล่าวความคิดเห็นอะไรสักอย่างต่อนาง
เรื่องการตั้งครรภ์ภายในสถานศึกษาตระกูลหยวนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี่จึงเป็นเหตุผลที่ตระกูลชั้นสูงทั้งหลายส่งบุตรสาวของตัวเองมาเล่าเรียนที่นี่บัดนี้เกิดเรื่องขึ้น จึงทำให้สถานศึกษาแทบจะระเบิดแล้ว
ข่าวลือแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว อานฮูหยินที่อยู่ตระกูลได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงในตอนที่อานหยางยังไม่มีสติและหมดปัญญาสู้ เป็นตอนนี้เองที่นางได้ยินเกี่ยวกับข่าวลือนี้
ทุกคนล้วนทราบว่าอานหยางไร้ความเป็นชายแล้วนางตามหาหมอเลื่องชื่อ แต่ทุกคนล้วนกล่าวว่าต้นตอของอานหยางใช้การไม่ได้แล้ว แม้จะกล้าใช้เงินเพื่อทำการรักษาแต่โอกาสที่จะหายก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก
อานฮูหยินไม่มีวิธีแล้วหากอานหยางมิอาจมีบุตรได้ ธูปของตระกูลอานหยางก็จะขาดไปนายท่านผู้เฒ่าอานก็จะจัดเตรียมอนุภรรยาคนใหม่ เพื่อให้กำเนิดนายน้อยคนใหม่ของตระกูลอานขึ้นมา