ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เช้าในฤดูหนาวที่ค่อนไปทางหนาวเหน็บ เม็ดฝนที่ยังไม่ทันกลั่นตัวลงมาเป็หยดน้ำดี กลายเป็เกล็ดน้ำแข็งเล็ก ๆ โปรยปรายไปทั่วกรุงลอนดอน มหานครอันเลื่องลือทางด้านประวัติศาสตร์และศิลปศาสตร์ที่มีมายาวนาน ถึงกระนั้นก็มิได้ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้คนในมหานครแห่งนี้ลำบากเท่าใดนัก การจราจรบนท้องถนนที่ดูโล่งตาด้วยยวดยานพาหนะจำนวนน้อยนิด สวนทางกับการจราจรภาคใต้พื้นดินหรือคนทั่วโลกมักคุ้นเคยกับคำว่าUnderground รถไฟใต้ดินกลับแออัดเบียดเสียดกันยิ่งกว่าปลาทูน่าในกระป๋องเสียอีก
ร่างสูงสมส่วนเดินลิ่วบนทางเท้าอย่างกระฉับกระเฉง มือทั้งสองข้างซุกอยู่ภายใต้กระเป๋าข้างของเสื้อโค้ทตัวสีดำสนิทที่ตัดกับผ้าพันคอหนาสีแดงเืนก กระเป๋าหนังสีน้ำตาลยี่ห้อหรูแกว่งไหวไปมาบนไหล่ทั้งสองข้างตามจังหวะการก้าวเท้าของผู้เป็เ้าของ สภาพอากาศที่ต่ำกว่าสององศาเซลเซียสไม่อาจทำให้ใบหน้ารูปวีเชฟตามสมัยนิยม จมูกโด่งเข้ารูปรับกับดวงตาสีนิลกลมโตสองชั้น ลดทอนความสุขที่ระบายออกมาทางริมฝีปากรูปกลีบกุหลาบซึ่งฉาบไว้ด้วยลิปสติกสีอ่อน ๆ ได้
“อรุณสวัสดิ์ครับ มิส” เสียงทักทายยามเช้าของผู้รักษาความปลอดภัยประจำตึกดังมาแต่ไกล
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” หญิงสาวตอบรับพร้อมโน้มศีรษะลงเล็กน้อย แม้คนเอ่ยทักจะอยู่ในตำแหน่งงานที่น้อยกว่าตน แต่เธอให้ความสำคัญต่อวัยวุฒิมากกว่าจะสนใจสิ่งที่ไม่จีรังเ่าั้
มือเล็กภายใต้ถุงมือหนังเอื้อมไปกดหมายเลขชั้นที่้า หลังจากประตูลิฟต์ปิดลงไป ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาที ประตูลิฟต์ตัวเดิมก็เปิดออกอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเดินออกมา เสียงเฮก็ดังลั่นไปทั้งห้อง
“ยินดีด้วยครับ” เสียงของกลุ่มชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ร้องประสานกันขึ้นเป็ภาษาอังกฤษ
หนึ่งในกลุ่มยื่นดอกไม้ช่อโตให้กับเธอ
“ขอบคุณมากจ้าทุกคน ว่าแต่...หัวหน้าไม่อยู่เหรอถึงมารวมตัวกันส่งเสียงดังได้” เธอตอบเป็ภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชชัดเจน
“ไม่อยู่ที่ไหนล่ะครับ นะ...” ยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงทรงอำนาจก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“มิสเปรมปรีดาธร เชิญในห้องสักครู่” ตามมาด้วยเสียงปิดประตูดังโครม
ในกลุ่มไม่มีใครกล้าหันหน้าไปมอง ด้วยเกรงจะถูกเรียกตามเข้าไปในห้องแช่แข็งด้วย สาเหตุที่พากันเรียกเช่นนั้น ก็เพราะนิสัยและบุคลิกของมิสเตอร์อวาเรนซ์นั้นค่อนข้างเงียบขรึมและจริงจังเป็ที่สุด จึงเป็ที่ยำเกรง ยกเว้นก็แต่มิสเปรมปรีดาธรเท่านั้นที่ดูจะเป็คนซึ่งเ้าของห้องแช่แข็งเป็มิตรด้วย
“เชิญนั่ง” น้ำเสียงดูผ่อนคลายลงเป็อย่างมาก
“หัวหน้ามีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เื่คดีฆาตกรรมล่าสุด”
“เอ...ยังไม่เรียบร้อยอีกเหรอคะหัวหน้า” เธอมีน้ำเสียงใเล็กน้อยกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินไป
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึงคุณเคยขอลาพักร้อน หากว่าคดีล่าสุดปิดลงได้”
“หมายความว่า...หัวหน้าจะอนุมัติแล้วใช่ไหมคะ” ดวงตาของมิสเปรมปรีดาธรแวววับเป็ประกายด้วยแสงแห่งความหวัง มิสเตอร์อวาเรนซ์เพียงแต่พยักหน้ารับตามแบบฉบับเ้านายผู้เ็าและเข้มงวด
ไม่คิดว่าการลาพักร้อนในฝันมันจะเป็จริงขึ้นมาได้สักวัน ไม่ใช่ว่าเ้านายของเธอเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและเอาเปรียบลูกน้องอย่างเธอหรอกนะ เพียงแต่ว่า ที่ผ่านมาบริษัทนักสืบที่เธอทำงานให้ไม่เคยมี่เวลาที่เหมาะสมสำหรับลาพักร้อนให้เธอเลย มีคดีดัง ๆ ค่าจ้างแพงแสนแพงวิ่งเข้าหาตลอดเวลา แต่นั่นก็เป็เพราะฝีมือการบริหารงานของมิสเตอร์อวาเรนซ์ และบรรดาเหล่าลูกน้องที่ล้วนฝีมือระดับพระกาฬทั้งสิ้น
“ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะบอส” น้ำเสียงลิงโลดดีใจถูกเบรกไว้ด้วยประโยคถัดมาของผู้เป็หัวหน้า
“หวังว่าคุณคงจะไม่ไปไหนไกลเกินยุโรปหรอกนะ” คนพูดหมายถึงเช่นนั้นจริง ๆ เพราะไม่อยากเสียลูกน้องฝีมือดีแบบนี้ไป
คนฟังไม่ตอบกลับในทันที เพียงแต่รีบลุกขึ้น ทำทีจะเดินออกจากห้องไป โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ทันทีที่มือคว้าลูกบิดประตูได้ เธอหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มแป้น
“กว่าจะได้ลาทั้งที แบบนี้ต้องไปไกล ๆ สิคะ ไกลแบบคนละขั้วโลกเลยยิ่งดี” เธอหัวเราะคิกคักชอบใจ ก่อนจะขอตัว รีบไปแจ้งข่าวดีกับคนอื่น
มิสเตอร์อวาเรนซ์มองตามร่างสมส่วนที่เดินออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกแปลก ๆ มีบางอย่างที่ทำให้ใจของเขาหดหู่อย่างบอกไม่ถูก คล้ายกับว่า อาจจะเป็ครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นเ้าของร่างนี้
เสียงจากทีวีเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศของอีกซีกโลก ชายวัยใกล้เกษียณทิ้งตัวเอนพิงพนักเก้าอี้นวม ตาทั้งสองข้างปิดสนิท เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกให้รู้ว่าเ้าตัวหลับลึกจนไม่มีทีท่าจะสะดุ้งหรือผวาเมื่อมีคนเดินเข้ามาในห้อง มณฑิรามองร่างของบิดาด้วยความรัก
“คุณพ่อนั่งรอหนูเมั้แ่หัวค่ำแล้วค่ะ” อินอรเอ่ยขึ้น
“พ่อคะ พ่อ”
ตาสองชั้นหนาลึกปรือขึ้นเมื่อถูกปลุก ก่อนจะปรับท่านั่งของตนให้สบายขึ้น
“เหนื่อยไหมวันนี้” คำถามแฝงไว้ด้วยความห่วงใยทำเอาคนเป็ลูกถึงกับน้ำตารื้น
“พ่อขึ้นไปนอนนะคะ”
คนเป็ลูกเลือกที่จะไม่ตอบเพราะไม่อยากให้บิดาเสียเวลาพักผ่อนไปมากกว่านี้
อินอรเข้ามาช่วยพยุงร่างสามีขึ้นชั้นบน สวนทางกับอินทิราที่กำลังลงมาชั้นล่างพอดี
“พี่เม น้องมีเื่อยากจะปรึกษาค่ะ” อินทิราส่งเสียงใสทักทาย ปรี่เข้ามากอดแขนพี่สาว
“อย่ารบกวนพี่เขานานนะลูก” อินอรปรามก่อนจะพาสามีขึ้นชั้นบนไป
“ไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นกัน” มณฑิราเป็ฝ่ายชวน เมื่อเห็นสีหน้าคนเป็น้องเจื่อนลงหลังจากถูกมารดาเตือน
อินทิราเริ่มเล่าถึงโครงการวิจัยที่เธอกำลังจะเริ่มทำส่งทางมหาวิทยาลัย ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว ยกเว้นก็เพียงแต่...
“ไปเมืองไทย!”
อินทิรารีบมาทำมือร้องห้ามพี่สาวไม่ให้ส่งเสียงดัง
“เป็ไปไม่ได้หรอกมาย คุณพ่อไม่มีทางและไม่มีวันให้น้องไปที่นั่นแน่ ๆ” มณฑิรายืนยันเสียงหนักแน่น
เมื่อพูดออกไปกลับเป็ในใจของเธอเองที่รู้สึกหมดหวังอย่างบอกไม่ถูกมากกว่า เสียงหวีดหวิวร้องครวญประท้วงในใจต่อความอยุติธรรมนี้ เนื่องจากไม่เคยได้รับโอกาสให้ทราบถึงความจริงว่าเหตุใดมารดาถึงได้ทอดทิ้งเธอกับบิดา แล้วหนีไปกับชายอื่น บิดาของเธอเสียใจมากจึงตัดสินใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และแต่งงานใหม่กับอินอร มีลูกสาวอีกคนคือ อินทิรา ซึ่งมีอายุห่างจากเธอห้าปี นั่นเท่ากับว่ามารดาทิ้งไปก่อนที่ความทรงจำถาวรของเธอจะก่อตัวขึ้นเสียอีก แม้กระทั่งรูปของมารดาสักรูปก็ไม่เคยเห็น ทุกอย่างถูกทิ้งเอาไว้ที่เมืองไทยราวกับบิดา้าจะฝังกลบลบความทรงจำทุกชิ้นเกี่ยวกับมารดา
“ง่ายนิดเดียวเองพี่เม ไหน ๆ พี่ก็เมสเสจมาบอกเมื่อเช้าว่าเ้านายให้พี่ลาพักร้อนได้ เราก็ไปด้วยกันสิคะ” นักวางแผนสาวตัวยงเริ่มเสนอความคิด
“ยิ่งแล้วใหญ่ คุณพ่อคงจะโกรธมาก” คนเป็พี่เอ่ยตามความเป็จริง
“เราก็ไม่ต้องบอกคุณพ่อสิคะ...ว่าเราไปไหน” ั์ตาของอินทิราฉายแววเ้าเล่ห์บางอย่าง
“ไม่บอกตามตรง แล้วจะบอกว่าไปไหน” คนเป็พี่เอียงคอเล็กน้อย คิ้วขมวดนิด ๆ เพราะไม่เข้าใจความคิดของน้องสาว ปกติเคยคิดแต่แผนลวงให้คนร้ายสารภาพ แต่นี่ต้องมานั่งฟังแผนของเด็กมหาวิทยาลัยลวงบิดาของตนเอง
“ไปญี่ปุ่นกันค่ะ” คนเสนอยิ้มอย่างภูมิใจกับความคิดตนที่นั่งคิดมาครึ่งค่อนวัน
“แต่พี่ไม่อยากโกหกคุณพ่อ” ความรู้สึกผิดในใจร้องบอกอย่างนั้น
“พี่ไม่อยากรู้เหรอคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน” เมื่อเห็นคนฟังนิ่งเงียบไปเหมือนเริ่มใจอ่อน อินทิราก็เริ่มโน้มน้าวต่อ
“บางทีคุณแม่ของพี่อาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่างในตอนนั้นที่ไม่สามารถบอกใครได้ ก็เลยตัดสินใจหนีไป”
สิ่งที่อินทิราบอกตรงกับความคิดอีกด้านที่คอยกระตุ้นให้มณฑิราบินไปยังเมืองไทยโดยเร็ว และค้นหาความจริงทั้งหมด แม้บิดาจะคอยยัดเยียดความเชื่อที่ว่ามารดาของเธอหนีตามชู้รักไปมาโดยตลอด แต่ในใจลึก ๆ ของเธอกลับมีความหวังว่าเื่ทั้งหมดเป็เื่เข้าใจผิด ถ้าอ้างอิงจากอาชีพการงานของเธอ เราจะไม่สามารถตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าผิดหรือถูกได้ จนกว่าแต่ละฝ่ายจะมีโอกาสพูดความจริงให้ถึงที่สุด
“พี่ลองไปคิดดูนะคะ ยังมีเวลาอีกสองวัน”
อินทิรากลับขึ้นห้องไปแล้ว เหลือแต่มณฑิราที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตนเอง ว่าควรจะปล่อยอดีตที่แทบไร้ตัวตนทุกอย่างไป หรือจะลัดฟ้าไปยังดินแดนต้องห้ามสำหรับเธอ เพื่อค้นหาสิ่งที่ค้างคาใจมาตลอด แต่ไม่ว่าจะเลือกหนทางไหน ก็ทรมานใจเธอทั้งสิ้นเพราะถ้าความจริงที่พบปัญหาทุกอย่างเกิดจากตัวของมารดาเอง ความผิดหวังในตัวของมารดาย่อมก่อเกิด และหากไม่ทำอะไรสักอย่างก็เท่ากับว่าเธอทิ้งความยุติธรรมต่อมารดาไว้เื้ั
หมอกหนาปกคลุมไปทั่วบริเวณ มณฑิราพยายามสอดส่ายสายตามองฝ่าเมฆหมอกกลุ่มตรงหน้าออกไป เสียงร้องไห้คร่ำครวญของใครคนหนึ่งที่คุ้นหูเริ่มดังสะท้านไปทั่ว
“คุณอีกแล้วเหรอคะ” เปล่งเสียงถามออกไปก็นึกสะพรึงในเสียงร้องไห้นั้นที่ดังไม่หยุด
“ฮือ ๆ...”
หญิงสาวตัดสินใจวิ่งฝ่ากลุ่มหมอกหนานั้นออกไปให้ไว และเมื่อเลยพ้นมาได้ แสงสว่างที่มันควรเป็กลับไม่มี ความมืดมิดปกคลุมรอบด้าน เธอระวังมากขึ้นในการเคลื่อนตัวภายใต้สภาพไร้ทิศทาง จนกระทั่งเท้าข้างหนึ่งสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง ทำให้เสียหลักล้มหน้าคว่ำลงไป มือข้างหนึ่งััเข้ากับอะไรบางอย่างที่คล้ายลักษณะของเท้ามนุษย์ และแม้จะมืดสักเพียงใด สายตาของเธอก็ยังเห็นว่าเท้าตรงหน้านั้นซีดเผือดแทบไร้ซึ่งความเป็มนุษย์ มีเครื่องประดับเป็ห่วงทองคล้องไว้ หากสกปรกคล้ายมีตะไคร้น้ำหรือโคลนดินเกาะ เธอค่อย ๆ ไล่ระดับสายตาให้สูงกว่าเดิม แลเห็นชายผ้าถุงหรือชายกระโปรงไม่อาจชี้ชัดได้แน่ แต่ลวดลายของมันยังสะท้อนความวิบวับแวววาวออกมา แม้จะถูกความสกปรกคลุมทับเอาไว้ เธอยังไม่ทันได้กวาดสายตาขึ้นสูงไปมากกว่านี้ จู่ ๆ หยดของเหลวสีเข้ม เหนียวข้นก็หยดลงบนหลังมือของเธอ หญิงสาวข่มความระทึกในใจที่ดังราวกับการตีกลองเพลเอาไว้ชั่วครู่ แล้วตัดสินใจเงยหน้ามองไปจุดสูงสุด และเมื่อสายตาได้เห็นใบหน้านั้นชัดเต็มตา เสียงกรีดร้องด้วยความใของเธอก็ดังกลบเสียงลมหวีดหวิวเสียสิ้น ใบหน้าอาบไปด้วยเื ดวงตาถลนออกมา กลิ่นคาวคละคลุ้ง จนเธออยากจะสำรอกทุกอย่างออกมาในยามนี้
หญิงสาวผุดลุกนั่งอย่างรวดเร็ว เสียงลมหายใจแรงและถี่เป็ผลมาจากความตื่นตระหนกที่เพิ่งเห็นไป ทุกอย่างเป็เพียงความฝันเท่านั้น พยายามตั้งสติให้กลับมา สายตาคู่สวยพยายามหันมองไปรอบห้องนอน ที่บัดนี้ มืดมิดยิ่งกว่าคืนเดือนดับ มือบางควานหาสวิตซ์ของโคมไฟหัวเตียง แต่กลับไม่พบ
แปลกจริง...โคมไฟหายไปไหน
จากมือบางข้างเดียว ตอนนี้ต้องใช้อีกข้างเพื่อช่วยควานหาต่อไป แต่แล้วกลับเป็มือที่เย็นเฉียบของใครบางคนที่กุมมือของเธอเอาไว้อย่างแ่า ใจของเธอกระตุกวาบ คิดว่าเป็คนร้าย ก่อนที่ใบหน้าอันน่ากลัวจะฝ่าความมืด โน้มเข้ามาใกล้เธอ พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองอีกครั้ง
ใบหน้าชื้นเหงื่อสะดุ้งตื่น ใจสั่นแรงด้วยความใ ผุดลุกนั่งอย่างรวดเร็ว รีบหันไปมองรอบกาย ซึ่งในยามนี้ ไม่ได้มืดมิดอีกต่อไป โคมไฟในห้องยังส่องสว่าง และที่สำคัญ มันเป็ห้องของเธอเอง ไม่ใช่ห้องอันมืดมิดและเหม็นอับห้องนั้น
ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว...ใครกัน!?
มณฑิราเอามือปาดเหงื่อที่ผุดเต็มใบหน้า ชุดนอนทั้งชุดเปียกชื้นราวกับไปวิ่งมาหลายกิโลเมตร ช่างขัดกับอากาศที่หนาวเหน็บอยู่ด้านนอก มือบางเอื้อมไปเปิดลิ้นชักใกล้หัวเตียง หยิบกรอบรูปใบหนึ่งขึ้นมา ในรูปเป็ภาพวาดของบ้านหลังหนึ่ง เธอเคยค้นหาในอินเตอร์เน็ต พบว่ามันคือบ้านทรงไทยสมัยโบราณ ของขวัญชิ้นนี้ เธอได้รับจากใครบางคนซึ่งเธอเองก็ไม่อาจทราบได้ว่าเขาคือใคร มีเจตนาอะไร เพราะตอนที่ได้รับก็รับผ่านบริษัทขนส่งในอังกฤษ ตอนแรกเธอเข้าใจว่าอาจจะเป็เพื่อนในห้องที่้าเล่นขำ ๆ เหมือนที่เธอเคยส่งของขวัญไปให้เพื่อนในวันเกิดทางไปรษณีย์ แต่เมื่อเปิดดูของด้านในกล่อง ก็มั่นใจว่า ไม่มีเพื่อนคนใดของเธอที่จะสามารถหาภาพวาดที่งดงามบ่งบอกความเป็ไทยมากถึงเพียงนี้ได้ และแน่นอนว่าย่อมไม่มีทางเป็บิดาของเธอ นอกจากภาพวาดยังมีจดหมายฉบับหนึ่งเขียนถึงเธอ เนื้อความในจดหมายจากคนนิรนามย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามทิ้งภาพวาดนี้โดยเด็ดขาด และต้องปิดเป็ความลับไม่ให้ใครรู้ โดยเฉพาะบิดาของเธอ เพราะภาพวาดชิ้นนี้เป็ของรักของหวงของมารดา แค่คำว่ามารดา ก็แทบจะทำให้หญิงสาวในวัยสิบห้าคนหนึ่งทุรนทุรายในใจ จนร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร อินอรเห็นถึงกับรีบมาปลอบ และความลับทุกอย่างเกี่ยวกับภาพวาดนี้ มีเพียงเธอและอินอรเท่านั้นที่รู้ วกกลับมาที่ความฝัน เธอพยายามหาเหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์มาอธิบายเกี่ยวกับการฝันถึงใครคนเดิมอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมาสนับสนุนได้ จนต้องมานั่งคิดในสิ่งที่แทบเป็ไปไม่ได้ที่สุดว่า บางทีผู้หญิงในฝันอาจเป็มารดาของเธอเองที่กำลังร้องขอให้ช่วยอะไรบางอย่าง ไม่รอช้า หญิงสาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อจองตั๋วเครื่องบินตามแผนของอินทิราทันที