ไม่ทราบว่านานเท่าใดที่ลอยละลิ่วอยู่ในอุโมงค์หนอนที่มืดมิด นพกรณ์รู้สึกว่ามันนานเสียจนไม่เสียวหัวใจแล้ว
“ฟื๊บบบ!” เสียงอากาศบีบเข้า
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่บนถนนกลางป่าท่ามกลางแสงสลัวใต้ท้องฟ้าสีแดงส้ม
“เฮ้ย!... กลับมาได้แล้ว”
แม้ใจหนึ่งจะเตือนว่ามันอาจเป็ฝันอีกเื่ อย่างที่เขาเรียกกันว่า “ฝันซ้อนฝัน” แต่ก็ช่างเถอะ! นพกรณ์คิด สำหรับตอนนี้ไม่ว่าอันไหนเป็ความฝัน อันไหนเป็ความจริง มันก็สับสนวุ่นวายเสียจนจับต้นชนปลายกันไม่ถูกแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้นพกรณ์จึงตั้งจิตอธิษฐานกับใจที่แรงกล้า เขาจะสู้กับความฝันของตัวเองดูสักครั้ง ลองดูสิว่าธรรมชาติ นรก ์ ใครจะมาจับตัวเขาไปชดใช้กรรมได้ก่อน!
ไม่รอช้าชายหนุ่มหันหน้าวิ่งกลับออกไปจากถนนทันที ถ้าธรรมชาติไม่ยินยอมให้ดวงจิตอย่างเขาออกไปจากความฝันของตัวเอง เขาก็น่าจะถูกอะไรบางอย่างขัดขวางไม่ให้ออกจากถนนเส้นนี้ แต่เมื่อเขาวิ่งมาจนถึงปากทางถนน ก็ไม่ปรากฏว่ามีสัตว์ประหลาดหรือผีป่าซาตานใดออกมาขัดขวาง เมื่อเป็เช่นนั้นเขาจึงตัดสินใจวิ่งออกมาจากถนนความฝันตรงไปยังบริเวณข้างบ้านใกล้ประตูบานนั้น
ภารกิจแรกของนพกรณ์ก็คือ ตามหาถนนความฝันของลัดดา ตอนนี้เธอน่าจะเดินเข้าไปในถนนนั้นแล้ว เขาจึงไปยังถนนเส้นที่อยู่ถัดไปจากถนนความฝันของตัวเอง
แต่มันสิ่งที่น่าแปลก หากมองตามรูปการณ์ที่เกิดขึ้น เขาน่าจะตายทีหลังเธอ แต่เหตุใดเขาจึงมายังดินแดนแห่งนี้ก่อนเธอ เพราะนั่นแสดงว่าเขาตายก่อนเธอเหรอ??? งงมาก!
แล้วทันใดนั้นเขาก็เห็นป้ายชื่อซึ่งปักอยู่ที่ปากทางถนน ตัวอักษรที่สลักบนป้ายนั้นคือ ลัดดา เมธาศิริ
นพกรณ์หันหลังกลับไปมองประตูบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนเส้นนี้ มันยังคงปิดสนิทอยู่ตามเดิม
“เราจะรู้ได้ยังไงว่าลัดเข้าไปในถนนความฝันนี้รึยัง?”
แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นตัวเลขที่อยู่บนป้ายชื่อของลัดดา
“เฮ้ย!” ข้อมูลที่แสดงอยู่บนป้ายทำให้นพกรณ์ถึงกับอึ้ง เพราะเวลาตายของลัดดาคือ 17.05 น. เขายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น พร้อมกับนึกย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น นี่แปลว่าลัดดาตายหลังจากเขาครึ่งชั่วโมง และนั่นแปลได้อีกว่าในเวลาที่เขาเข้าไปในห้องและพบเธอนอนน้ำลายฟูมปากอยู่บนเตียง เธอยังไม่ตาย!
“นี่เราตายก่อนเธอตั้งครึ่งชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย รึลัดไปตายที่โรงพยาบาล รึเปล่า!
ตอนนี้นพกรณ์รู้สึกหัวหมุนติ้วทำอะไรไม่ถูก เขาตายก่อนเธอ! ประโยคนี้ย้ำซ้ำทวนหมุนวนอยู่ในความคิด แล้วทันใดนั้นประตูข้างบ้านก็ถูกเปิดออกมา จากนั้นเพียงอึดใจชายแก่คนหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูนั้น
“เฮ้ย! ไม่ใช่ลัดดา งั้นก็แปลว่า...!”
“เอ้ยคุณ! มาทำอะไรตรงนี้ เฮ้... เป็ไปไม่ได้ คุณออกมาจากความฝันของตัวเองได้ยังไง” ชายที่ชื่อสุยาม (ครูแนะแนว) ร้องขึ้นสุดเสียง ท่าทางของเขาใมาก เหมือนเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
“ผะ... ผม?”
นพกรณ์อ่ำอึ้งไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เขามองดูหน้าชายแก่ที่ถึงฆาตสลับกับหน้าชายที่ชื่อสุยาม แล้วก็ตัดสินใจวิ่งเข้าไปในถนนความฝันครั้งสุดท้ายของหญิงคนรัก!
“ไม่ได้! คุณจะเข้าไปในความฝันของคนอื่นไม่ได้ โอ้... ทำไมถึงเป็แบบนี้ มันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ธรรมชาติ!” ท้าวสุยามร้องขึ้นจนสุดเสียง
นพกรณ์วิ่งเข้าไปในถนนความฝันครั้งสุดท้ายของลัดดาอย่างไร้จุดหมาย ถนนเส้นนี้ไม่ต่างอะไรกับถนนแห่งความฝันของเขา ชายหนุ่มลองทบทวนดูว่าการตัดสินใจของเขาถูกต้องหรือไม่? เพราะเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะเจอเธอบนถนนเส้นนี้รึเปล่า
ถ้าวิ่งจนสุดถนนแล้วไม่เจอล่ะ? จะทำยังไงต่อไป! และเขาก็ยังไม่รู้เลยว่าถนนนี้จะมีจุดสิ้นสุดหรือไม่?
แล้วถ้าเจอเธอแล้ว เขาจะมีตัวตนให้เธอมองเห็นหรือเปล่า? นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
แต่อีกใจหนึ่งที่ฮึดสู้ก็บอกว่า จะทุกข์ร้อนไปใย ในเมื่อมันก็แค่ความฝัน! นพกรณ์คิด แม้ตัวเองจะเข้าไปอยู่ในความฝันของเธอในชั่วเวลาที่เหลืออยู่นี้ เขาก็ยอม! ขออย่างเดียว อย่าเป็ความฝันที่ต้องเห็นเธอถูกทำร้าย ขอแค่ได้เห็นเธอและมีตัวตนในสายตาของเธอ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ณ สำนักงานความฝัน ดินแดนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย
บรรยากาศห้องทำงานในสำนักงานความฝัน บัดนี้ดูอึมครึมบวกกับอุณหภูมิความฉุนเฉียวของชายผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ ชายผู้นี้คือ ท้าวอจละ ซึ่งมีตำแหน่งเป็รองผู้อำนวยการสำนักงานความฝัน
และเขาคือสมมติพญามัจจุราช! ที่ผู้คนทั่วทั้งโลกกล่าวถึง
ท้าวอจละชายผู้มีผิวสีเข้ม ยืนค้ำโต๊ะด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด เขาก้มลงมองหน้ากระดาษเล่มหนาบนโต๊ะทำงานอยู่นาน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองดูชายแก่ที่ชื่อสุยาม ซึ่งเป็ผู้ที่มีหน้าที่ส่งดวงจิตเข้าสู่ถนนแห่งความฝันครั้งสุดท้าย
“ท้าวสุยาม! มันเกิดอะไรขึ้น” ท้าวอจละถามด้วยสีหน้าที่ใครก็เข้าไม่ติด
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันท่านอจละ เอ่อ... ท่านรอง ผู้ชายที่ชื่อนพกรณ์ออกมาจากความฝันของตัวเองได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยพับผ่า แล้วยังวิ่งเข้าไปในถนนความฝันของคนอื่นอีก ฉันไม่เคยเห็นอะไรที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้มาก่อนท่าน” ท้าวสุยามกล่าวหน้ายุ่ง และส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยใจที่เหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นพูดต่อว่า
“จากที่ฉันได้เห็นและได้พูดคุยกับชายผู้นี้ ดูเหมือนเขาไม่เหมือนดวงจิตอื่น ๆ ที่ผ่านความตายมายังที่นี่ เขาเป็คนช่างถาม สงสัยนั่นสงสัยนี่ ถามมาก ปัญหาเยอะ ที่สำคัญมันไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่ามันตายแล้ว! บอกตามตรง ฉันไม่เคยเจอดวงจิตที่ผ่านความตายมาแล้วมีความคิดเป็ของตัวเองและดื้อรั้นเช่นนี้”
ท้าวสุยามกล่าวพร้อมกับลูบคลำโหนกแก้มตัวเองด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เพราะั้แ่มีตัวตนมายังไม่เคยถูกใครต่อยหน้าเลยสักครั้ง
ท้าวอจละ หรือรองผู้อำนวยการสำนักงานความฝัน สีหน้าของเขาบอกถึงวิตกกังวลเป็อย่างมาก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น นับั้แ่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใครบางคนเรียกว่า ลิง ถือกำเนิดและวิวัฒนาการมาเรื่อยจนถึงบัดนี้
“คุณจงไปเกณฑ์เ้าหน้าที่ที่อยู่โยงเฝ้าสุดเขตดินแดนฝัน มาตามล่าหาดวงจิตดวงนี้ ก่อนที่ถนนแห่งความฝันของเขาจะหายไป เร่งตามหาให้เจอ ด่วนที่สุด!” ท้าวอจละร้องสั่งด้วยอาการร้อนรน
“ครับท่าน” ท้าวสุยามรับคำ แล้วเดินออกทางประตูข้างห้องไปทันที
หลังจากออกคำสั่งไปแล้วท้าวอจละก็เดินวนไปวนมารอบโต๊ะของตัวเอง เขากำลังทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นเดินกลับไปกระแทกก้นลงนั่งอย่างแรงที่เก้าอี้ จนเลขาปารวตี เริ่มจะหาที่อยู่ไม่ได้ทั้งที่ห้องทำงานออกจะกว้าง
“เอ่อ...ท่านคะ” หญิงเลขาเรียกเ้านายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“มันเป็ไปได้ยังไง ฉันก็รู้สึกอยู่นะว่าชายคนนี้แปลก อืมมม แปลกกว่าทุกคนที่เราเคยเห็น” ท้าวอจละกล่าว
“ท่านหมายถึงผู้ชายคนนั้น”
“ใช่ คุณก็เห็นว่าคนคนนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก นายนพกรณ์ นิพพานะ”
“อ๋อใช่ค่ะ ขี้สงสัย ถามนั่นถามนี่ เหมือนคนยังไม่ตาย”
เลขาปารวตีพูดออกมาโดยไม่ทันคิด เมื่อท้าวอจละได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างขึ้นมาทันที สิ่งที่เลขาพูดทำให้เขานึกอะไรออก ทันใดนั้นเขาจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้นโทรทันที
“เรียกทีมดูแลระบบมาที่สำนักงานด่วน!” ท้าวอจละพูดกรอกลงไปในหูโทรศัพท์
หลังจากวางสายท้าวอจละเอามือกุมขมับทันที เพราะไม่รู้ว่ามันเกิดห่าเหวอะไรขึ้น ระบบธรรมชาติที่ทำงานมาเป็หมื่นปี บัดนี้เกิดปัญหาใหญ่ที่เขาก็ไม่รู้ว่ามันผิดพลาดตรงไหน ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร และแก้ด้วยอะไร มีทางเดียวเท่านั้นที่รองผู้อำนวยการอย่างเขาจะทำคือ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ น่นก็คือตามจับดวงจิตที่ดื้อรั้นกลับเข้ามาในระบบความฝันครั้งสุดท้าย!
ณ ถนนความฝันครั้งสุดท้ายของลัดดา มาธาสิริ
ท้องฟ้าที่อึมครึมซึ่งปกคลุมไปทั่วผืนป่าความฝัน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องล่างขมุกขมัว ป่าดงดิบสองข้างทางนั้นมองดูมืดวังเวง น่ากลัว และไม่รู้แน่ชัดว่ามีอะไรหลบซ่อนอยู่ในนั้น
ในขณะที่นพกรณ์กำลังวิ่งคลำทางในความสลัว เขากำลังเริ่มท้อและคิดว่าลัดดาน่าจะเข้าสู่ห้วงภวังค์ของความฝันไปแล้ว
เมื่อความท้อเริ่มกัดกินจิตใจเขาจึงหยุดวิ่งและหันไปมองรอบตัว ทุกที่ที่มองเห็นบนถนนสายนี้ไม่มีแม้แต่เงาของลัดดา หรือเศษขนมปังสักชิ้นที่พอจะยืนยันได้ว่า เธอเคยเดินผ่านมาบนถนนสายนี้ ชายหนุ่มเริ่มถอดใจที่จะตามหญิงคนรักที่บัดนี้ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
แต่ส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้จิตใจยังคงฮึดสู้ แม้รู้ว่าตอนนี้จะหมดหวังแน่แล้ว แต่เขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรจะให้เสีย เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกัดฟันวิ่งต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ
นพกรณ์วิ่งไปเกือบ 300 เมตร ทันใดนั้นเขาก็เจอกับเงาของอะไรบางอย่างที่แอบอยู่ข้างถนน แม้เห็นเพียงแค่เงาใจเขาก็นึกรู้แล้วว่า เงาที่เห็นคืออะไร
“ลัด!” นพกรณ์ะโเรียกสุดเสียงที่แหบพร่า
“พี่นพ!” เสียงของหญิงสาวร้องตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่แตกต่างกัน
อีกเพียงไม่ถึง 3 เมตร เขาก็จะถึงตัวเธอ นพกรณ์ยื่นมือออกไปจนสุดแขน เพื่อจะคว้าตัวเธอไว้
แต่ทันใดนั้นร่างกายของเธอก็ค่อย ๆ สลายหายวับไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เขาอยู่ในท่าคว้าน้ำเหลวอย่างใจหาย
“เอาผมไปด้วยซิ เอาผมไปด้วย ขอผมไปด๊วย!” นพกรณ์ล้มคุกเข่าลงกับพื้น แล้วเงยหน้าแหกปากร้องเหมือนคนบ้า
แล้วทันใดนั้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาผลักให้เขาเหมือนร่วงตกลงจากที่สูง เสี้ยวของมิลลิวินาทีต่อมานพกรณ์ก็เหมือนร่วงตกลงมาจากตึก 200 ชั้นอีกครั้ง!
ในขณะที่ลอยละลิ่วอยู่ในความมืด เขาควานหาเธอในอุโมงค์หนอนที่มืดมิด แต่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเธอ!
เวลานานแสนนานบนความรู้สึกที่เสียวแล้วเสียว ทันใดนั้นนพกรณ์ก็มารู้สึกตัวอีกทีว่าตัวเองมายืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง มันเหมือนเป็สำนักงานอะไรสักอย่างที่ค่อนข้างคุ้นตา
เฮ้ย!... นี่มันออฟฟิศของลัดนี่หว่า!
นพกรณ์มองรอบตัวด้วยอาการตื่นเต้น ประตูกระจกแบบนี้ ทางเดินอย่างนี้ พรมสีนี้ สัญญาณเตือนไฟไหม้บนเพดานแบบนี้ บอร์ดโฆษณาผลงานของบริษัท แน่นอนมันเป็ที่ทำงานของเธอไม่ผิดเพี้ยน ลัดดาทำงานที่นี่มากว่า 5 ปี มันคือบริษัทซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ั์ใหญ่ ซึ่งมีสาขาตั้งอยู่เกือบทุกประเทศทั่วโลก
ในขณะที่มองดูนั่นดูนี่เพื่อให้แน่ใจ ทันใดนั้นเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งนั่งแอบอยู่ข้างประตูห้องประชุมใหญ่ นพกรณ์ขึงตาและยิ้มอย่างดีใจ จากนั้นเอียงคอมองดูเธออย่างสงสัย
นี่เธอกำลังหลบใคร แล้วทำไมต้องหลบ เวรล่ะซิ นพกรณ์นึกในใจ นี่มันฝันดีหรือฝันร้ายวะ
“ลัด!”
“พี่นพ!”
ลัดดาเรียกชื่อนพกรณ์ด้วยใบหน้าที่เหมือนตายซ้ำสองแล้วเกิดใหม่ จากนั้นอึดใจต่อมาน้ำตาแห่งความเศร้าโศกก็ไหลพรั่งพรูลงอาบแก้ม เธอลุกขึ้นและวิ่งเข้าโผกอดชายหนุ่มอย่างแรง เธอนึกว่าจะไม่ได้เจอผู้ชายคนนี้อีกแล้ว
แรงกอดที่โถมเข้าใส่นพกรณ์อย่างแรง แต่มันกลับไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็ แต่มันคือสิ่งที่ต้องยอมรับ ทั้งเธอแล้วเขาตายไปจากโลกนี้แล้ว ร่างกายทั้งหมดบัดนี้ดับสูญเหลือเพียงดวงจิตที่เร่ร่อนในความฝัน เขาจะต้องทำใจยอมรับในรสััที่ขาดหายไปให้ได้
ทันใดนั้นลัดดาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบดึงตัวเองออกมาจากอ้อมกอดของเขา เธอเงยหน้าขึ้นแล้วเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากของตัวเอง เพื่อส่งสัญญาณให้เงียบเสียง
นพกรณ์ยิ้มที่มุมปากพลางคิดในใจ “เด็กใหม่” เธอคงยังไม่รู้ว่าในความฝันครั้งสุดท้าย จะไม่มีใครอื่นมองเห็นหรือได้ยินเสียงของเ้าของฝัน ตอนนี้เหมือนเรากำลังนั่งดูหนังที่ทำได้แค่ดู แก้ไขเนื้อเื่ และเปลี่ยนแปลงไม่ได้!
“ลัด นี่ไม่ใช่เื่จริง มันเป็แค่ความฝัน ไม่ต้องเงียบหรอก ไม่มีใครเห็นหรือได้ยินเรา” นพกรณ์บอก
“ลัดรู้ แต่ฝันนี้มันเคยเกิดขึ้นจริง รองผู้จัดการ เอ้ย! นั่นไงกำลังเดินมาแล้ว”
“เออ เดินมาก็เดินมาสิ เขาไม่เห็นเราหรอก” นพกรณ์ทำท่าไม่สน
“พี่นพไม่รู้อะไร อย่าพึ่งพูด มาหลบตรงนี้ก่อนเร็ว” ลัดดาดึงแขนนพกรณ์ไปหลบที่ผนังด้านข้างห้องประชุมอย่างร้อนรน
ทันใดนั้นนพกรณ์ก็นึกถึงความฝันครั้งสุดท้ายของตัวเองได้
“ลัดรู้ใช่มั้ยว่าตัวเองถูกฆ่า มันฉีดยาใส่แขนลัด ลัดไม่ได้ฆ่าตัวตาย รู้อยู่ใช่มั้ย” นพกรณ์พูดและชี้มือไปที่ต้นแขนด้านขวา
เขาไม่พูดเฉย ๆ เพราะคิดว่ามันจะต้องมีรอยแดงของเข็มฉีดยาที่ทิ่มเข้าไปในเนื้อตรงนั้น แต่เมื่อเขาถลกแขนเสื้อของเธอขึ้นมา มันกลับไม่มีรอยดังกล่าว
ลัดดาอ้าปากค้างอย่างใสุดขีด
“พี่นพรู้ได้ยังไงว่าลัดถูกฆ่า”
“นั่นแหละ มันคือเหตุการณ์ในความฝันครั้งสุดท้ายของพี่”
ลัดดามองหน้าชายคนรักนิ่ง เหมือนกำลังค้นหาอะไรบนใบหน้าของเขา
ภาพเหตุการณ์การฆาตกรรม จะเป็ความฝันครั้งสุดท้ายของเขา... ได้อย่างไร???
“พี่นพเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเลยเหรอ?” ลัดดากล่าวพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลริน
เมื่อนพกรณ์ได้ยินคำถามนี้ ทฤษฎีมากมายที่เกี่ยวข้องกับความฝัน ก็โผล่ขึ้นมาในความคิดทันที คนเราจะฝันเห็นอะไรจะต้องมีประสบการณ์เกี่ยวกับเื่นั้น ๆ ถ้ากลัวผีก็ฝันเห็นผี!
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาฝันว่า แม่อยู่บนยานอวกาศของนาซ่าและมันกำลังพุ่งทะยานขึ้นบนฟ้า กลุ่มไฟลูกใหญ่และควันเผาไหม้เชื้อเพลิงจำนวนมากพวยพุ่งออกจากท้ายยาน แล้วเพียงอึดใจจรวดนั้นก็พุ่งขึ้นไปบนอากาศด้วยกำลังส่งแรงสูง แต่แล้วมันก็ะเิขึ้นกลางอากาศจนยานอวกาศแตกออกเป็เสี่ยง ๆ
ในฝันนั้นเขาใมาก เสียใจถึงขนาดใจร้องไห้อย่างหนัก เพราะคิดว่าแม่ตาย! แต่สุดท้ายเมื่อตื่นขึ้น เขาก็รู้ว่าตัวเองแค่ฝัน ฝันบ้าฝันบออะไรแบบนี้ “แม่จะอยู่บนยานอวกาศนาซ่าได้ยังไงวะ”
ฉากในความฝันคือประสบการณ์ที่ฝังใจ นพกรณ์จำได้ว่าเคยเห็นฉากยานอวกาศพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วะเิกลางอากาศแบบนี้หลายครั้ง นี่คือเครื่องยืนยันว่า การที่เราจะฝันเห็นอะไร จะต้องเคยเห็นและเคยรู้สึกกับสิ่งนั้นก่อนตามประสบการณ์จริง ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีทางฝันเห็นสิ่งนั้น ๆ ได้เลย
แต่เื่ราวที่เกิดขึ้นในความฝันครั้งสุดท้ายของเขา มันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง! มันคือการฆาตกรรมอำพรางแฟนสาวของเขา
มันเป็แบบนี้อย่างไร? มันจะต้องมีอะไรที่ผิดพลาดเกิดขึ้นแน่ ๆ
นพกรณ์ส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับจ้องตาเธอ ความฝันครั้งสุดท้ายของเขา มันกลายเป็เหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้อย่างไร ทั้งที่เขาไม่ได้ได้รับรู้เกี่ยวกับเื่นี้เลย ถ้าเขารู้มาก่อนว่าลัดดาจะถูกฆ่า มันก็อีกเื่ แต่นี่เขานึกเสียด้วยซ้ำว่าเธอกินยาฆ่าตัวตาย!
“พี่นพยังไม่ได้ตอบลัด” เธอจ้องตานพกรณ์นิ่ง
“พี่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง แต่การตายของลัดมันเป็ความฝันของพี่จริง ๆ และพี่ก็จำหน้ามันได้ด้วย ไอ้ผู้ชายชุดดำ จำตำหนิแผลเป็มันที่หางคิ้วได้ด้วย ถ้าเห็นหน้ามันอีกที พี่ชี้ตัวมันได้แน่”
ลัดดาทำหน้างงงง เขาคือคนรักของเธอ และเป็คนเดียวที่เธอไว้ใจมาตลอด แต่ถ้าเป็เช่นนี้ หรือว่าเขามีส่วนรู้เห็นกับการตายของเธอ!
มันจะเป็ไปได้อย่างไร ที่คนคนหนึ่งจะฝันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็น สมองสร้างมโนภาพเหตุการณ์นั้นขึ้นมาเองได้อย่างนั้นเหรอ มันจะบังเอิญได้ถึงขนาดนั้นเหรอ? เขารู้แม้กระทั่งว่าเธอถูกฉีดยาตรงไหน แขนข้างไหน!
“ลัดกำลังสงสัยพี่ใช่มั้ย” นพกรณ์ถามด้วยสีหน้ากังวล
ลัดดาตัดสินใจหยุดคิดเื่ใหญ่ และให้ความสนใจกับข้อสงสัยเล็กน้อย เพื่อทำให้ตัวเองใจเย็นลง ตอนนี้เธอกำลังงงและสับสนไปหมด
“แล้วพี่นพมาอยู่ที่นี่ได้ไง ตอนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น ทั้งที่เห็นหน้ากัน ทำไมลัดถึงจำพี่ไม่ได้”
“พี่ก็จำลัดไม่ได้เหมือนกัน ตอนออกมาจากบ้านถึงจำได้ว่าเป็ลัดที่เป็คิวต่อจากพี่” นพกรณ์กล่าว
“ลัดจำพี่ได้ตอนรู้ว่าตัวเองตายแล้ว ตอนที่ผู้ชายคนนั้นดีดนิ้ว”
“พี่ก็ตายแล้วลัด แต่พี่ไม่รู้ว่าทำไมถึงตาย ตอนนั้น...” นพกรณ์พูดยังไม่ทันจบ
เพราะลัดดาดึงแขนของเขาให้หลบเข้าไปข้างตัวเธอ จากนั้นเธอก็ซุกตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังกระถางต้นไม้ใหญ่หน้าประตูห้องประชุม
“ท่านรองเดินมาทางนี้แล้ว สองคนนี้กำลังวางแผนจะฆ่าผู้จัดการใหญ่ บังเอิญลัดอยู่ในห้องชงกาแฟได้ยินเสียงสองคนนี้คุยกัน ผู้จัดการใหญ่จะกลับมาจากอเมริกาวันนี้”
“มันเป็ความฝันรึความจริง?” นพกรณ์ถามอย่างสงสัย
“ความจริงสิ มันเกิดขึ้นก่อนที่ลัดจะถูกฆ่าไม่กี่ชั่วโมง!”
“เฮ้ย!” นพกรณ์อุทานเสียงดัง
ชายสองคนในชุดสูทสีดำ คนหนึ่งร่างผอมกะหร่อง อีกคนอ้วนท้วนพุงยื่นเสียจนติดกระดุมเสื้อนอกไม่ได้ คนทั้งสองกำลังเดินตรงมาที่ห้องประชุมใหญ่
นพกรณ์นึกทบทวนจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่รู้มา หรือนี่อาจเป็สาเหตุที่ทำให้แฟนสาวของเขาถูกฆ่า!
แล้วทันใดนั้นชายหนุ่มก็ลุกขึ้น และเดินตรงไปที่รองผู้จัดการทั้งสองคนนั้น
“พี่นพ ทำอะไรน่ะ กลับมานี่ โอ๊ย! กลับมาเดี๋ยวนี้ พี่น๊พ!”
นพกรณ์เดินเข้าใกล้ชายอ้วนผอมที่กำลังเดินตรงเข้ามา โดยที่ชายทั้งสองมองไม่เห็นเขาแต่อย่างใด เขาจึงหันไปมองลัดดาและยักคิ้วให้
ลัดดาอ้าปากค้างแล้วลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นว่ารองผู้จัดการทั้งสองมองไม่เห็นนพกรณ์ เธอจึงเดินเข้าไปหาเขาด้วยอาการกล้า ๆ กลัว ๆ
“ไม่เห็นจริง ๆ นะ” ลัดดาขึงตาถาม
“อื๊ม” นพกรณ์พยักหน้าพร้อมกับทำจมูกบาน
เมื่อเป็เช่นนั้นหญิงสาวจึงวิ่งนำหน้ารองผู้จัดการทั้งสองคน แล้วมองดูหน้าเ้านายชัด ๆ อย่างเพ่งพิศ ชายทางด้านขวาตัวผอมผูกเนกไทสีน้ำเงิน คือ รองผู้จัดการแผนกบัญชีของบริษัท ส่วนชายที่อยู่ด้านซ้ายรูปร่างอ้วนใหญ่ใส่เนกไทสีน้ำตาล คือ รองผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด ทั้งสองกำลังคุยกันเื่กำหนดการกลับมาของผู้จัดการใหญ่ ซึ่งไปประชุมที่สำนักงานใหญ่ในอเมริกา
“ทำไมสองคนนี้ถึงคิดฆ่าผู้จัดการใหญ่” นพกรณ์ถามถึงแรงจูงใจ
“เขาลือกันว่าสองคนนี้ปล่อยลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้ธุรกิจค้าอาวุธเถื่อนกับฟอกเงิน แล้วที่ผู้จัดการใหญ่ถูกเรียกตัวไปประชุมด่วนที่วอชิงตัน ก็อาจจะเป็เพราะเื่นี้ก็ได้ ไม่แน่ใจ”
ลัดดากล่าวในขณะที่เดินตามเ้านายทั้งสองคนเข้าไปในห้องประชุม