เทือกเขาซวนโยวนอกกำแพงหลินโจวนั้นไม่ได้มีมาั้แ่สมัยโบราณ ทว่าเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติเมื่อห้าร้อยปีก่อนเมื่อนั้นเทือกเขาซวนโยวแห่งนี้มีราชันอสูรผู้น่าหวาดกลัวรุกล้ำเข้ามาสัตว์อสูรนับล้านต่างถูกควบคุมโดยมัน
ตามตำนานแล้ว ราชันอสูรตนนั้นเกิดมาพร้อมกับพลังอสูรในการควบคุมิญญาอันน่าสะพรึง
จนกระทั่งต่อมา จึงได้จัดตั้งเมืองหลินโจวขึ้น ทางพระราชวังศักดิ์สิทธิ์ชิงหลีส่งคนมาแล้วล้อมปราบราชันอสูรตนนั้นก่อนราชันอสูรจะสิ้นใจ มันได้ใช้พลังทั้งหมดปลดปล่อยคำสาปอันน่าสะพรึงกลัวออกมาปกคลุมไปทั่วส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยว เมื่อใดก็ตามที่สิ่งมีชีวิตก้าวย่างเข้ามาจะต้องสูญเสียพลังชีวิตทั้งหมดและตายลง
แน่นอนว่านี่เป็เพียงข่าวลือ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวหรือบางทีผู้ที่เข้าไปอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็เป็ได้
ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวจึงถูกผู้ฝึกตนขนานนามว่า เขตหวงห้าม
“ศิษย์พี่ ในเทือกเขาซวนโยวมีเหล่าอสูรมากมายข้ากำลังรอเข้าสู่การบำเพ็ญ เช่นนี้ก็เท่ากับว่าส่งแกะเข้าปากเสือน่ะสิท่านปล่อยข้ากลับไปก่อนเถอะ รอข้าทะลวงไปถึงระดับหลอมปราณ พอข้ามีพลังมากพอแล้วค่อยช่วยท่านต่อเป็อย่างไรล่ะ?” หลินโม่กวาดตาไปรอบกายอย่างระมัดระวัง
“ไม่ได้!” หนานิอู่เอ่ยเสียงเด็ดขาด
การเดินกับสาวงาม เดิมทีก็เป็เื่ที่ดีมากเื่หนึ่งยิ่งไปกว่านั้นยังได้เดินกับหนานิอู่ผู้งดงามเช่นนี้อีกด้วยนี่เป็เื่ที่ทำให้หลายคนต่างอิจฉาเขา แต่การเดินกับสาวสวยมาที่เทือกเขาซวนโยวก็ไม่ได้ถือเป็เื่ดีแล้วล่ะกลับเป็งานลำบากค่าตอบแทนน้อยที่ทิ้งชีวิตไปได้ทุกเมื่อ
เทือกเขาซวนโยวมักจะมีร่องรอยของอสูรปรากฏให้เห็นต่อให้เป็อสูรระดับต่ำก็ล้วนมีการบำเพ็ญเทียบได้กับระดับหลอมปราณยิ่งเพิ่มความหนังหนาของอสูร และยิ่งรวมกับพลังอสูรพิเศษที่มีมาั้แ่กำเนิดเข้าไปแม้จะเป็ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณก็ไม่กล้ารับมือด้วยตัวคนเดียว
“ศิษย์พี่ เดินมาถึงขนาดนี้ ท่านควรบอกข้าได้แล้วล่ะว่าจะให้ข้าช่วยอะไรท่านกันแน่?” หลินโม่เอ่ยถามทั้งสองเดินกันมาใกล้จะสามชั่วยามแล้วรอบกายล้วนเป็เทือกเขาโล่งแห้งแล้งที่มักจะได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังมาจากใจกลางเขาอยู่ตลอดเวลา
“จะถึงเร็วๆ นี้แล้ว หากถึงแล้วข้าจะบอกเ้าเอง”
ครั้นหนานิอู่เห็นท่าทางหวาดระแวงของหลินโม่ก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาไม่ได้พลางเอ่ยขึ้น “เ้ากลัวอะไร? หรือยังกลัวว่าข้าจะกินเ้างั้นหรือ? ข้าไม่เห็นกลัวสักนิดเ้าเป็ผู้ชายแต่ไม่นึกเลยว่ายังจะกลัว ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเ้าใช่ผู้ชายแน่หรือ”
“ ข้าจะใช่ผู้ชายหรือไม่ ศิษย์พี่อยากรู้จักสักหน่อยไหมล่ะ?” หลินโม่ยืดตัวตรงไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็น
เมื่อได้ยินคำนี้ ใบหน้าของหนานิอู่ก็แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยก่อนจะร่ายยาวออกมา “พูดจาปลิ้นปล้อน เ้าวางใจเถอะ เพียงเ้าช่วยจัดการเื่นี้เสร็จ เ้าก็จะได้ผลประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน พลังิญญาของเ้าคงตื่นแล้วตอนนี้กำลังขาดแคลนโลหิตอสูร ตรงที่แห่งนั้นน่าจะมีโลหิตอสูรอยู่บ้างหากโชคดีล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับโลหิตของอสูรั์ก็เป็ได้”
โลหิตอสูรั์…
หลินโม่ดวงตาส่องประกายในพริบตา
หากมีโลหิตอสูรั์จริงๆล่ะก็ การมาครั้งนี้ก็ไม่ได้เปล่าประโยชน์น่ะสิ
ขณะที่กำลังแอบดีอกดีใจ จู่ๆ หลินโม่นึกอะไรบางอย่างออก ฉับพลันสีหน้าก็เปลี่ยนไป “ศิษย์พี่ ท่านคงไม่ได้ตั้งใจเข้าไปในเขตหวงห้ามของเทือกเขาซวนโยวใช่ไหม?”
นับั้แ่ราชันอสูรแห่งเทือกเขาซวนโยวตายไปเทือกเขาซวนโยวก็ไม่เคยมีอสูรั์โผล่มาให้เห็นอีกเลย แม้ว่าจะมีอสูรั์จริงๆ หนานิอู่ก็เป็แค่น้องเล็กของเทียนซิงสายในเท่านั้น แม้มีพลังสูง แต่มากสุดก็อยู่แค่ระดับหลอมปราณขั้นกลางเท่านั้น ไม่มีทางฆ่าได้เลยสักนิด
ตามที่กล่าวมาโดยรวม ใจกลางเทือกเขาซวนโยวเป็จุดที่มีความเป็ไปได้ว่าจะมีโลหิตอสูรั์มากที่สุด และมีแค่ภายในเขตหวงห้ามเท่านั้น ว่ากันว่าเมื่อนั้นราชันอสูรแห่งเทือกเขาซวนโยวโดนโจมตีใกล้ตายตอนที่จะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา มันได้นำอสูรั์ทั้งหมดมานั่งสังเวยชีวิตเพื่อที่จะดึงอานุภาพที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
“ที่จริงเ้าก็ฉลาดนี่นา” หนานิอู่ปรายตามองหลินโม่ครั้งหนึ่ง
“เช่นนั้น... ศิษย์พี่ ท่านค่อยๆเดินไปเองแล้วกัน ข้ามีธุระต้องขอตัวก่อน” หลินโม่โบกมือไปมา พอก้าวขาได้ก็หนีไปทว่าเพิ่งจะเหยียบออกไปได้แค่ก้าวเดียว จู่ๆเชือกสีทองเส้นใหญ่ก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นแล้วจับเขามัดเอาไว้อยู่ที่เดิมภายในชั่วพริบตา
เมื่อเห็นเชือกที่เคลื่อนไหวพันไปรอบๆ อย่างว่องไวราวกับมีชีวิต สีหน้าของหลินโม่ก็ซีดเผือด นี่คือเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง
“ไปกันเถอะ อย่ามาอวดความเ้าเล่ห์กับข้า” หนานิอู่ตวัดนิ้วมือไปมาที่จริงท่าทางนี้ช่างตราตรึงใจผู้คน ทว่าในสายตาของหลินโม่นี่คือการหลอกล่อเอาชีวิตเชียวนะ
“ศิษย์พี่ ตลอดชีวิตข้าไม่เคยมีเื่บาดหมางอันใดกับท่านท่านจะทำร้ายข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ พ่อข้ามีข้าแค่คนเดียวข้าคือลูกชายคนเดียวของรุ่นแปดแห่งตระกูลหลิน หากข้าตายไปล่ะก็ตระกูลหลินจะไม่มีทายาทสืบสกุลอีกต่อไป... ตัวข้ามีทั้งคนแก่ทั้งเด็กที่ต่างยังรอข้าเลี้ยงดูอยู่” หลินโม่ะโโหวกเหวกลนลาน
อุป!
หนานิอู่หัวเราะอย่างอดไม่ได้แล้วว่ากล่าวขึ้นทันที “เมื่อกี้เ้าว่าเป็ลูกชายคนเดียวของรุ่นแปดหากเ้าตายแล้วก็ไม่มีทายาทอีกต่อไป แล้วเด็กจะมาจากไหนกัน?”
“แค่พูดผิดไปเท่านั้น” หลินโม่เอ่ยขึ้นหน้าด้านๆ
“เอาเถอะ อย่าเสียเวลาอีกเลยหากวันนี้พลาดไปก็ทำได้เพียงต้องรอไปอีกหนึ่งเดือน เ้าวางใจเถิด ไม่ได้จะเข้าไปในส่วนลึกของเขตหวงห้ามเสียหน่อย แค่อยู่บริเวณขอบนอกเท่านั้นข้าเคยไปที่นั่นมาแล้วหลายครั้ง ไม่มีอันตรายแน่นอน” หนานิอู่ขยับนิ้วเดียวเก็บเชือกสีทองกลับไป
จะหนีก็หนีไม่พ้น ครั้นจะสู้ก็สู้ไม่ไหว หลินโม่จึงทำได้เพียงจำใจตามไป
เมื่อเข้าสู่เทือกเขาซวนโยว อุณหภูมิก็ยิ่งเปลี่ยนลดต่ำลงความรู้สึกเหน็บหนาวพัดผ่านร่างอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกแสนเหน็บหนาวนี้แม้แต่หลินโม่เองยังแทบต้านไม่ไหว หากเป็คนธรรมดาล่ะก็ คงแข็งตายไปนานแล้ว
หลังจากเดินไปรอบเขาแล้ว วิสัยทัศน์ตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนเปิดกว้างขึ้นเสาหินที่หักออกเป็สองท่อนขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า เสาหินตั้งสูงเสียดฟ้า้าแน่นขนัดไปด้วยลวดลายแกะสลักโบราณ ด้านหลังของเสาหินฝั่งหนึ่งเป็พระราชวังเก่าแก่ผุพังลักษณะภายนอกของพระราชวังเหล่านี้ช่างมีเอกลักษณ์ คล้ายกับหม้อสำริดขนาดใหญ่ มีราชวังจำนวนมากเรียงรายั้แ่ชานเขายาวเหยียดขึ้นไปถึงสันเขา
ใช้หม้อสำริดเป็ต้นแบบวังนี่คือลักษณะของสิ่งปลูกสร้างที่มีแค่ในยุคโบราณเก่าแก่ ไม่รู้เพราะอะไรหลินโม่กลับมีความรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยมาอย่างไรอย่างนั้น
“แปลกจริง ข้าไม่เคยเห็นพระราชวังเหล่านี้มาก่อนเหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยกันล่ะ?” หลินโม่ขมวดคิ้ว
“มัวใจลอยอะไรอยู่ ยังไม่รีบตามมาอีก”
หนานิอู่ก้าวย่างด้วยฝีเท้าแ่เบา เดินนำไปยังหน้าสุดเมื่อมองจากด้านหลัง ท่วงท่านั้นสวยสะกดใจคนอย่างที่สุดจนแม้แต่หลินโม่เองก็ยังอดไม่ได้ที่จะถูกท่วงท่าพลิ้วไหวนั่นสะกดเอาไว้
ตลอดทั้งทาง
ความรู้สึกคุ้นเคยนั้นไม่เพียงแต่จะไม่หายไป ทว่ากลับยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกหลินโม่รู้สึกสงสัยและค้างคาใจ แต่จำต้องรีบตามฝีเท้าของหนานิอู่ไปจึงทำได้เพียงระงับความรู้สึกสงสัยเอาไว้ในใจเสียก่อน
ในเวลาอันรวดเร็วทั้งสองก็มาถึงกึ่งกลางแนวสันเขา ตรงหน้าคือหน้าผา ด้านล่างคือเหวลึกที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดโซ่ทองสัมฤทธิ์หนาเส้นหนึ่งเชื่อมต่อหน้าผาทั้งสองฝั่งเอาไว้ด้วยกันทว่าอีกฝั่งของหน้าผาคือประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์สองบานที่เต็มไปด้วยลวดลายโบราณเก่าแก่
“ตามข้ามา อย่ามองลงไปด้านล่างเด็ดขาด” หนานิอู่เดินไปบนโซ่ทองสัมฤทธิ์หลินโม่ตามติดหลังอยู่ไม่ห่าง
เสียงหวีดแหลมของกระแสลมบนเขาพัดผ่าน พัดแรงจนโซ่ทองสัมฤทธิ์กวัดแกว่งจู่ๆ เจินหยวนสามธาตุอันทรงพลังก็ปรากฏขึ้นบนร่างของหนานิอู่คล้ายกับเกราะกำบังที่ห่อหุ้มตัวนางไปพร้อมกับหลินโม่
“ปราณิญญาสามธาตุ...”
หลินโม่มองหนานิอู่อย่างตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วสาวงามคนนี้คือผู้ฝึกปราณิญญาสามธาตุที่หายากที่สุด
แม้ว่าโซ่ทองสัมฤทธิ์กำลังโคลงเคลงไปมา แต่ในเกราะเจินหยวนสามธาตุนั้น ทั้งสองกลับสงบนิ่งราวกับอยู่บนพื้น แค่จังหวะฝีเท้าจะช้าลงเท่านั้นหลินโม่ยังคงผ่อนคลาย ทว่าหน้าสวยได้รูปของหนานหมิอู่กลับแสดงสีหน้าเคร่งขรึมที่เห็นได้ยากออกมา
ครั้นเดินมาถึงครึ่งทาง จู่ๆหลินโม่ก็รู้สึกว่าในร่างเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างขึ้นเหมือนกับว่าประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์นั่นกำลังตอบสนองตัวเขา เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงลวดลายสลักโบราณบนประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์กำลังส่องสว่างขึ้นราวกับเปลวไฟที่ลุกโชน ทองสัมฤทธิ์ของประตูใหญ่กำลังลุกไหม้
หลินโม่ชะงักไปเมื่อเห็นฉากนี้ จึงมองหนานิอู่อีกครั้ง นางไม่มีท่าทีตอบสนองแม้แต่น้อยราวกับไม่เห็นว่าประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์นั่นกำลังลุกไหม้อย่างไรอย่างนั้น
ตูม!
ประตูใหญ่ทองสัมฤทธิ์ที่กำลังโหมไหม้ะเิขึ้นเปลวไฟทั้งหมดรวมเป็หนึ่งเดียว ้าเต็มไปด้วยรูปแบบเวทย์โบราณที่ถูกกางเอาไว้ ฉับพลันพลังก็หลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียนที่หน้าท้องของหลินโม่ประตูบานที่สองของหนังสือศักดิ์สิทธิ์โบราณเปล่งแสงขึ้น
ความร้อนระอุเกิดขึ้นภายในร่างของหลินโม่ เปลวเพลิงอันน่าใโหมไหม้ขึ้นทั่วร่างพลังชวนตะลึงะเืรุนแรงจนเขาแทบสลบ
สิ้นเสียงแตกร้าว โซ่ทองสัมฤทธิ์ก็พลันขาดลง
เสี้ยวเวลาที่จะสิ้นสติ หลินโม่รู้สึกได้ว่าตนเองกำลังร่วงลงสู่ท่ามกลางความอ่อนนุ่มแสนอบอุ่น