ฮวาเย่ว์โหรวนึกว่าฮวาชิงเหยียนรู้สึกต่ำต้อย จึงยิ้มกล่าว “น้องสาวรองไม่ต้องเกรงใจ พี่สาวจะนำไปใส่ในถังข้าวสารให้เ้าเอง”
ฮวาชิงเหยียนกับฮวาเฮ่าเย่ว์ยังไม่ทันตอบรับ นางก็รีบเดินดุ่มเข้าไปในครัวแล้วตรงไปยังถังข้าวสารอย่างคุ้นเคย ใบหน้าประดับรอยยิ้มดูแคลน ในใจพลันนึกภาพออกโดยไม่ต้องเปิดฝาดูก็รู้ว่าข้างในคงไม่มีแม้แต่เม็ดข้าวสารธรรมดาสักเม็ด
ฮวาเย่ว์โหรวใช้ผ้าเช็ดฝาถังอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะจีบนิ้วเปิดอย่างรังเกียจ แต่เมื่อเห็นในถังที่เต็มเปี่ยมด้วยข้าวิญญาคุณภาพเยี่ยม รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง
หากเทียบข้าวิญญาเต็มถังนี้กับข้าวิญญาที่นางถือมายังไม่ถึงสามเหลี่ยงนั้นนับว่าน่าขันยิ่งนัก ใบหน้าฮวาเย่ว์โหรวพลันรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา
ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครู่ฮวาชิงเหยียนจะไม่รับข้าวิญญาจากนาง บางทีในใจคงหัวเราะเยาะตนอยู่ก็เป็ได้ นางคิดแล้วยิ่งหงุดหงิด
ฮวาชิงเหยียนมีข้าวิญญาได้อย่างไร แต่อีกฝ่ายอาจจะใช้เล่ห์กลชั่วร้ายเอามาก็เป็ได้
ก่อนนางจะเผลอหลุดปากออกไปว่า “อะไรกัน! พวกเ้าขโมยข้าวิญญามาจากไหน!”
ฮวาเฮ่าเย่ว์ที่เพิ่งมาถึงหน้าประตูครัวได้ยินคำนั้นเข้าสีหน้าพลันไม่พอใจ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงห่างเหิน “น้องเย่ว์โหรวพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร!”
ฮวาเย่ว์โหรวหันกลับมามองเขาถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดออกไป นางมองฮวาชิงเหยียนที่สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มอยู่ข้างๆ คนที่ช่วยเข็นรถให้ฮวาเฮ่าเย่ว์แล้วก็รู้สึกอับจนถ้อยคำ เม้มปากแล้วกล่าวด้วยท่าทีน่าสงสาร “พี่เฮ่าเย่ว์เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงคิดว่าด้วยฐานะของพวกท่านตอนนี้ไม่น่าจะมีเงินพอซื้อข้าวิญญา...อย่างไรข้าก็รู้ว่าท่านกับน้องสาวเคยลำบากถึงขั้นไม่มีแม้แต่ข้าวสารธรรมดาจะกิน แต่ข้าจำได้แล้ว ตอนพี่อู๋ชิงถอนหมั้นกับน้องสาวยังมอบเงินให้ถึงหนึ่งพันตำลึงทอง เช่นนั้นจะมีเงินซื้อข้าวิญญาก็มิใช่เื่แปลก
“เย่ว์เอ๋อร์ยอมรับว่าไม่ทันคิดถึงเื่นี้ เพียงแต่...น้องสาวรอง ข้าวิญญานั้นราคาสูงนัก หนึ่งชั่งราคาตั้งสิบตำลึงทอง ถังข้าวนี้ของเ้าคงหมดไปกว่าร้อยตำลึงทองเป็แน่ แม้ตอนนี้เ้าจะมีเงิน ชอบกินข้าวิญญาก็พอเข้าใจได้ แต่จะซื้อมาไว้มากถึงเพียงนี้คงไม่เหมาะ ท้ายที่สุดแล้ว ท่านป้ากับพี่ชายก็ยังต้องพึ่งพาโอสถรักษาร่างกาย เ้า...ยอมให้ความอยากกินนำเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร...”
ประโยคท้ายของฮวาเย่ว์โหรวยังกล่าวไม่จบ ทว่าใครๆ ก็เดาออกว่านาง้ากล่าวหาฮวาชิงเหยียนว่าเห็นแก่ตัว ฟุ่มเฟือยเกินตัวเพื่อจะได้กินข้าวิญญา โดยไม่สนใจว่าซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ยังต้องพึ่งพาโอสถรักษาร่างกาย
ฮวาชิงเหยียนแทบจะหลุดหัวเราะออกมา นางยอมรับว่าถึงฮวาเย่ว์โหรวจะอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่เล่ห์เหลี่ยมในการยุยงกลับไม่ธรรมดา หากครอบครัวนี้มีรอยร้าวอยู่บ้าง คำพูดไม่กี่ประโยคของนางอาจเขย่าความเชื่อใจลงได้จริงๆ
แต่สำหรับซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์แล้ว ฮวาชิงเหยียนมั่นใจว่าพวกเขาเคยอดเพื่อให้นางอิ่ม เคยตั้งใจจะเก็บข้าวคำสุดท้ายไว้ให้นาง แม้ต้องอดอยากสักเพียงใด ก็ไม่มีวันทอดทิ้งนางเพียงเพราะคำพูดของฮวาเย่ว์โหรวไม่กี่คำ
สีหน้าของฮวาเฮ่าเย่ว์เต็มไปด้วยความโกรธ เขากล่าวเสียงเข้ม “น้องเย่ว์โหรว! มีแต่เ้าหรือที่กินข้าวิญญาได้ นางอยากกินอะไรต้องให้เ้าอนุญาตก่อนหรือ ต่อให้นางจะกินเนื้อสัตว์อสูรระดับห้า ข้าผู้เป็พี่ชายก็สนับสนุน!”
“มะ...ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...” ฮวาเย่ว์โหรถูกคำโต้กลับตรงไปตรงมานี้ทำเอาพูดไม่ออก นางนึกถึงจุดประสงค์ที่มาั้แ่ต้น จึงรีบเปลี่ยนเื่ “ข้ามานานแล้วยังไม่ได้เข้าไปคารวะท่านป้าเลย ข้าจะไปเยี่ยมท่านป้าสักหน่อย ข้าเพิ่งปรุงโอสถได้มาชุดหนึ่ง ตั้งใจจะมอบให้ท่านด้วย”
ว่าจบก็ก้าวจะออกจากห้อง แต่ฮวาชิงเหยียนกลับยกมือคว้าข้อมือนางไว้ แววตาเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าขณะกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอกเ้าค่ะ พี่สาวเก็บโอสถไว้ใช้เองเถิด ส่วนมารดาข้า ไม่ต้องให้ท่านลำบากเป็กังวล นางร่างกายอ่อนแอไม่เหมาะจะพบแขก ข้ายังอยากให้นางพักผ่อนให้ดี อยู่กับข้าได้นานๆ มากกว่า”
สายตาฮวาชิงเหยียนใสกระจ่างยิ่ง ฮวาเย่ว์โหรวรู้สึกใจสะท้านวูบหนึ่ง คล้ายถูกจ้องมองจนทะลุปรุโปร่ง
หรือว่า...ฮวาชิงเหยียนจะรู้ว่านางแอบทำอะไรบางอย่างกับโอสถเ่าั้?
แต่...จะเป็ไปได้อย่างไร เื่นี้นอกจากมารดาของนางแล้ว ก็มีเพียงตัวนางเองเท่านั้นที่รู้ ฮวาชิงเหยียนไม่มีทางล่วงรู้ได้
สิ่งที่ฮวาเย่ว์โหรวไม่รู้คือ ั้แ่นางเข้าใกล้ฮวาชิงเหยียน อีกฝ่ายก็ได้กลิ่นโอสถบางชนิดที่ยังหลงเหลืออยู่บนตัวนางแล้ว หากกินโอสถตัวนั้นจะยิ่งทำให้อาการของมารดานางทรุดหนัก ถ้าฮวาชิงเหยียนยังไม่รู้ว่ามารดาของตนล้มป่วยเพราะฮวาเย่ว์โหรวมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นนั้นก็คงโง่เง่าเต็มทน
เมื่อนึกถึงสีหน้าแปลกประหลาดของอิ่นซื่อในวันที่เห็นมารดาของตนลุกจากเตียงได้ ฮวาชิงเหยียนก็มั่นใจทันทีว่าจุดประสงค์ที่ฮวาเย่ว์โหรวยอมเสียเวลามาวันนี้ ไม่ใช่เพราะสาวใช้นามเซี่ยจู๋ แต่เพราะมารดาของนางต่างหาก
เฮอะ! กล้าคิดร้ายต่อคนในครอบครัวของนาง เช่นนั้นก็เตรียมตัวเสียใจได้เลย!
ฮวาชิงเหยียนอาศัยจังหวะที่จับมือฮวาเย่ว์โหรว กดลงบนจุดลมปราณสำคัญบางจุดบนฝ่ามือนางอย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากนั้นแสร้งแตะเบาๆ ที่เอวนางแล้วกล่าวว่า “พี่สาวคงเห็นแล้วว่าตอนนี้ที่บ้านเรามีเงิน ย่อมเลี้ยงสาวใช้ไม่กี่คนไหว อีกอย่างมารดากับพี่ชายข้าล้วนเคลื่อนไหวไม่สะดวก ข้าจะเก็บเซี่ยจู๋ไว้ก่อน ส่วนตงเหมยกับคนอื่นๆ พี่สาวคิดจะคืนให้ข้าตอนไหนหรือ ท่านคงเห็นแล้วว่าทางนี้คนไม่พอจริงๆ”
ฮวาเย่ว์โหรวรู้สึกว่าเมื่อครู่ที่ถูกฮวาชิงเหยียนจับไว้ ร่างกายพลันหนักอึ้งขึ้นมาชั่วขณะ แต่ไม่นานก็กลับมาเป็ปกติ นางจึงหัวเราะแห้งแล้วตอบว่า “ตงเหมยกับพวกนางอาจจะยังมีธุระที่ข้ามอบหมายให้ออกไปทำข้างนอก ข้าค่อยให้คนส่งกลับไปให้แล้วกัน”
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางกล่าว “ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอกเ้าค่ะ พี่สาวยังมีสาวใช้อยู่ข้างกายมากมาย ส่งใครมาก็ได้สักคน ส่วนตงเหมยกับคนอื่นๆ ไหนๆ พี่สาวก็ใช้คล่องมือแล้ว ข้าย่อมไม่อยากแย่งคนโปรดของผู้อื่น”
“เ้าจะเอาคนไหน” ฮวาเย่ว์โหรวคิดในใจว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกสาวใช้คนใด นางย่อมยินดีมอบให้ทั้งหมด เพราะต่อไปจะได้ใช้เป็หูเป็ตา แอบสอดแนมความเคลื่อนไหวของฮวาชิงเหยียนและซูซื่อ อีกทั้งจะได้รู้แน่ว่าอาการป่วยของซูซื่อนั้นดีขึ้นหรือไม่
“อืม...เช่นนั้นเลือกสาวใช้ที่เพิ่งเข้าจวนมาแล้วกัน ข้าไม่กล้าแตะต้องสาวใช้ที่อยู่ข้างกายท่าน เกรงว่าจะควบคุมไม่อยู่” ฮวาชิงเหยียนกล่าวเสียงเรียบ ราวกับไม่คิดอะไรมาก
ทว่าฮวาเย่ว์โหรวกลับคิดในใจว่า ฮวาชิงเหยียนผู้นี้ช่างรอบคอบนัก รู้ดีว่าสาวใช้ที่อยู่รับใช้นานแล้วย่อมภักดีต่อผู้เป็นายมากกว่า จึงจงใจจะเลือกคนที่เพิ่งเข้าจวนมาได้ไม่นาน
กระนั้นฮวาเย่ว์โหรวยังอดเย้ยหยันในใจไม่ได้ ด้วยสภาพเรือนของฮวาชิงเหยียนที่ทั้งทรุดโทรมและยากจนถึงเพียงนั้น แม้แต่สาวใช้ที่เพิ่งเข้าจวนมา หากคิดจะซื้อใจก็คงง่ายดายนัก นางจึงหันไปสั่งสาวใช้ข้างกายว่า “หลันเอ๋อร์ สาวใช้ที่เพิ่งเข้าจวนมาใหม่มีใครบ้าง”
สาวใช้นามหลันเอ๋อร์ก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะค้อมกายตอบอย่างนอบน้อม “เรียนคุณหนูใหญ่ ยามนี้มีสาวใช้ใหม่ทั้งหมดสามคน เสี่ยวเหมยสาวใช้ชั้นหนึ่ง เย่จื่อสาวใช้ชั้นสอง และเฉ่าเอ๋อร์สาวใช้แรงงานหยาบเ้าค่ะ”
ฮวาเย่ว์โหรวพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันไปบอกฮวาชิงเหยียนว่า “ถ้าอย่างนั้นพี่สาวจะมอบเสี่ยวเหมยให้เ้าแล้วกัน”
สาวใช้ชั้นหนึ่งมักรับหน้าที่เบาๆ เช่น เฝ้ายามกลางคืน ช่วยแต่งตัวดูแลความงาม หากส่งมาอยู่ที่นี่ นางคนนั้นย่อมไม่อาจทนสภาพทุกอย่างในเรือนของฮวาชิงเหยียนได้ และเมื่อถึงตอนนั้น การจะซื้อตัวอีกครั้งก็ยิ่งง่ายขึ้นไปอีก
เสี่ยวเหมยซึ่งอยู่ในห้องถัดไป กลั้นหายใจแทบไม่กล้าส่งเสียงั้แ่รู้ว่าฮวาเย่ว์โหรวมา หวังเพียงอย่าให้ตนถูกพบเจอและเร่งให้ฮวาเย่ว์โหรวรีบจากไป ทว่าหลังจากกลัวมานาน ในที่สุดกลับได้ยินว่านางจะถูกส่งไปอยู่กับฮวาชิงเหยียน ก็คิดว่านี่ไม่ใช่เื่ที่นางเพิ่งจินตนาการไว้เมื่อครู่หรอกหรือ
เสี่ยวเหมยแทบไม่อยากเชื่อว่าฮวาชิงเหยียนจะกลายเป็เ้านายของตนจริงๆ ไหนจะเซี่ยจู๋ที่เป็สหายรักของนางก็เพิ่งถูกคุณหนูรองทวงกลับไปอย่างง่ายดาย ทำให้นางยิ่งชื่นชมฮวาชิงเหยียนจนสุดหัวใจ
ฮวาเย่ว์โหรวไม่รู้เลยว่าเสี่ยวเหมยได้ยอมศิโรราบต่อความกล้าหาญของฮวาชิงเหยียนแล้ว ต่อให้ถูกส่งมาที่นี่ก็ไม่มีทางเป็หูเป็ตาให้นางอีก นางยังฝืนยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็กันเองว่า “น้องสาวไม่อยากรับหรือ”
ในใจของฮวาเย่ว์โหรวยังอดหวั่นไม่ได้ กลัวว่าฮวาชิงเหยียนจะมองออกแล้วไม่ยอมรับไว้ จึงลอบมองอีกฝ่ายอย่างสำรวจ
หากแต่ฮวาชิงเหยียนกลับพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณพี่สาวมากเ้าค่ะ ท่านจะให้สัญญาขายตัวของเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยข้าเมื่อไหร่ดีเ้าคะ”
ฮวาเย่ว์โหรวลอบโล่งใจ ฮวาชิงเหยียนยังเป็เพียงเด็กสาวอ่อนต่อโลก คิดว่าแค่มีสัญญาขายตัวในมือก็สามารถควบคุมสาวใช้ได้แล้ว
เพื่อให้ฮวาชิงเหยียนวางใจ นางจึงแสดงท่าทีใจกว้างอย่างยิ่ง “หลันเอ๋อร์ อีกเดี๋ยวอย่าลืมนำสัญญาขายตัวของเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยไปมอบให้น้องสาวรองด้วย”
หลันเอ๋อร์ซึ่งอยู่ด้านหลังรับคำทันที “เ้าค่ะ”
ฮวาเย่ว์โหรวยังกล่าวต่อ “ในเมื่อท่านป้าไม่สะดวกรับแขก พี่เฮ่าเย่ว์กับน้องสาวรองไม่มีอะไรให้ข้าช่วยแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน สิ่งนี้คือโอสถสะสมพลังระดับสาม มีสรรพคุณช่วยอาการป่วยของท่านป้า ถือเป็น้ำใจจากข้า”
ฮวาเย่ว์โหรวยื่นขวดหยกที่บรรจุโอสถเม็ดให้ฮวาชิงเหยียนโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธ แล้วพาผู้ติดตามจากไป
ฮวาชิงเหยียนเปิดขวดโอสถขึ้นดมก็พบว่ากลิ่นสมุนไพรเหมือนกับที่เคยได้กลิ่นจากตัวฮวาเย่ว์โหรวยามเข้าใกล้ หากกินเข้าไป จะยิ่งทำให้อาการป่วยของมารดาทรุดลง
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ฮวาเย่ว์โหรวยังเคยนำโอสถมาให้อีกหลายครั้ง ทว่าตอนนั้นทั้งนางและฮวาเฮ่าเย่ว์ยังไม่ล่วงรู้เจตนาร้าย จึงเห็นคุณค่าของโอสถอันล้ำค่าและรีบนำไปให้ซูซื่อกิน หลังจากนั้นไม่กี่วัน อาการของซูซื่อเหมือนจะดีขึ้น ทว่าไม่ถึงครึ่งเดือนกลับเริ่มไอเป็เืหนักขึ้น อีกทั้งสภาพร่างกายยังแย่ยิ่งกว่าเดิม
ฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นฮวาชิงเหยียนเปิดขวดดมก็ประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยว่า “น้องสาว สิ่งนี้คือโอสถสะสมพลังระดับสาม สามารถช่วยอาการป่วยของท่านแม่ได้ พวกเรานำไปให้ท่านแม่กินเถิด”
หากเป็เ้าของร่างเดิมย่อมต้องทำเช่นเดียวกับฮวาเฮ่าเย่ว์ เห็นโอสถระดับสูงที่ฮวาเย่ว์โหรวยื่นให้ ก็จะป้อนให้ซูซื่อกินโดยไม่ลังเล แต่ในเมื่อนางมาแทนที่เ้าของร่างเดิมแล้ว บางเื่ก็สมควรต้องบอกให้ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์รู้ไว้ หากไม่เตรียมรับมือ ต่อให้ตายไปก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ฮวาชิงเหยียนพาฮวาเฮ่าเย่ว์เข้าไปในห้องของซูซื่อแล้วเล่าทุกอย่างที่สงสัย รวมถึงเื่โอสถสะสมพลังให้ทั้งสองฟังอย่างละเอียด
“อะไรนะ! พวกนางคิดจะเอาชีวิตแม่อย่างนั้นหรือ! ข้าจะไปเอาเื่พวกนางเดี๋ยวนี้!”
ฮวาเฮ่าเย่ว์ฟังจบก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ หน้าขึ้นสีแดงก่ำราวกับอยากจะวิ่งออกไปเอาเื่ทันที
ซูซื่อกลับเพียงกำมือแน่นจนเล็บจิกลงในเนื้อ ฝืนกลั้นความโกรธก่อนเอ่ยถามเสียงสั่น “เหยียนเอ๋อร์ เ้าบอกว่าาแของพี่เ้า...ก็เกี่ยวข้องกับพวกนางด้วยอย่างนั้นหรือ”