เสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อรถเข็นดังต่อเนื่องมาแต่ไกลจนมาหยุดหน้าห้องผู้ป่วยชื่อนางสุภา เหมะภักดิ์ พยาบาลเคาะประตูให้สัญญาณก่อนผลักประตูเข้ามา
“ตื่นแล้วหรอคะครู เช้านี้เป็ยังไงบ้างคะ” นางพยาบาลอดีตลูกศิษย์ครูสุภาั้แ่สมัยเรียนประถมทักทายพร้อมวางถ้วยยาบนโต๊ะข้างเตียง
ครูสุภาขยับตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความทุลักทุเลเล็กน้อย “เมื่อคืนนอนหลับได้ปกติลูก แต่จู่ๆตอนใกล้เช้าเกิดปวดท้องขึ้นมา” เธอตอบเสียงแหบพร่า
“ได้เรียกพยาบาลมั้ยคะ” ครูสุภาส่ายหน้าช้าๆ
“แล้วตอนนี้ยังปวดอยู่มั้ยคะ” ครูส่ายหน้าอีกรอบ
พยาบาลสวมสายวัดความดันเข้าที่แขนข้างซ้ายเส้นกราฟและตัวเลขชีพจรทำเธอมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย “อืม พี่อี๊ดไปไหนคะครู”
“อยู่ในห้องน้ำจ้ะ เพิ่งเข้าไปเมื่อครู่นี่เอง ผลมันไม่ค่อยดีหรอลูก” คนไข้เดาผลตรวจได้จากใบหน้าอดีตลูกศิษย์
“อ๋อ ไม่ ไม่ค่ะ หนูแค่อยากให้มีคนอยู่ด้วยตอนคุณหมอเข้าตรวจน่ะค่ะ” ถึงผลตรวจจะดูน่าเป็ห่วงแต่หน้าที่ของเธอทำได้แค่นี้ การประเมิณการรักษาต้องเป็หน้าที่ของแพทย์เท่านั้น
ครูสุภายิ้มโล่งใจ “วันนี้พี่อี๊ดเค้าต้องไปธุระกับพี่วิชัยน่ะลูก แต่เดี๋ยวพี่อ๊อดจะมาอยู่เป็เพื่อนครูแทน”
พยาบาลสาวยิ้มรับทราบและถามต่อ “แล้วเมื่อ่เช้ามันปวดประมาณระดับไหนคะครู” เกณฑ์วัดความปวดสิบระดับเพื่อประเมิณเบื้องต้นถูกนำมาใช้
“แปดจ้ะ ประมาณแปด ปวดมากแต่ยังน้อยกว่าตอนที่ยังไม่ได้มานอนโรงพยาบาล” พยาบาลสาวจับมือคุณครูมากุมไว้ด้วยความห่วงใย เธอเหลียวมองนาฬิกาข้างผนัง
“ตอนนี้เกือบแปดโมงแล้ว อาหารเช้าคงใกล้มาส่งแล้ว เดี๋ยวครูทานข้าวทานยาก่อนนะคะ รอคุณหมอมาไม่น่านานประมาณเก้าโมงกว่านะคะ” รอยยิ้มละมุนที่ครูสุภาคุ้นเคยจากเด็กหญิงวัยเก้าขวบเมื่อหลายสิบปีก่อนจนถึงตอนนี้รอยยิ้มนั้นไม่เคยเปลี่ยนไปเลย จากนั้นพยาบาลสาวก็ขอตัวไปดูคนไข้ห้องอื่นต่อ รถเข็นที่มีถ้วยยาวางเรียงรายพร้อมด้วยเครื่องวัดชีพจรค่อยๆถูกลากออกไปช้าๆ
หลังจากพยาบาลคล้อยหลังไปไม่นานรถเข็นส่งอาหารก็มาถึง พนักงานวางถาดอาหารเช้าบนโต๊ะข้างเตียงและเลื่อนเข้าใกล้ผู้ป่วย เป็เวลาเดียวกับที่อี๊ดออกมาจากห้องน้ำพอดี
“เมื่อกี๊หนูได้ยินเสียงน้องวรรณเข้ามา คุณแม่บอกไปรึยังคะว่าเมื่อเช้ามืดปวดท้องมาก” ครูสุภาพยักหน้าตอบรับ มองดูลูกสาวคนโตทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างเตียงด้วยสีหน้าอิดโรย หน้าที่การดูแลคนป่วยพร้อมๆกับต้องเทียวกลับไปดูแลร้านขายวัสดุก่อสร้างและดูแลลูกชายด้วยมันไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริงๆ
แต่ถึงจะไม่ใช่เื่ง่ายก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียว ดูจากเสียงก๊องแก๊งของช้อนสแตนเลสกระทบชามกระเบื้องดังเป็ระยะที่ลูกสาวคนโตพยามยามทำหน้าที่ป้อนข้าวอย่างตั้งใจ คอยเช็ดริมฝีปากให้ไม่มีเศษอาหารหกตกเลอะเทอะก็พอรู้ว่าเธอใส่ใจแม่มากเพียงใด และนิสัยรักความสะอาดนี้เธอได้มาจากคุณแม่เต็มร้อยอย่างไม่ต้องสงสัย
โชคดีที่วันนี้เ้าน้องชายคนกลางอาสามาผลัดเปลี่ยนดูแลแม่ พอให้เธอได้มีเวลาพักไปทำอย่างอื่นบ้าง
สิ้นความคิดเพียงครู่ เสียงฝีเท้าวิ่งถี่ๆก็ดังกังวานไปทั่วทั้งชั้น พี่อี๊ดและคุณแม่รู้ทันทีว่าอ๊อดมาถึงแล้วเพราะเ้าของเสียงฝีเท้าคงไม่ใช่ใครนอกจากเ้านัสหลานชายตัวป่วนเป็แน่
ประตูห้องกระแทกข้างผนังดังปึ้ง! ตามมาด้วยเสียงแหลมเล็กแต่รัวเร็วเหมือนกลัวใครแย่งพูด “คุณย่า.....คุณย่าคร๊าบนัสมาแล้ว วันนี้นัสจะมาอยู่เป็เพื่อนคุณย่า นี่ๆ เมื่อกี๊นัสเจอลุงชัยที่ข้างล่างด้วยล่ะ ขึ้นลิฟต์มาพร้อมกันด้วย แล้วก็นะ แล้วก็เมื่อกี๊เจอน้าวรรณด้วย น้าวรรณบอกว่าคุณย่าปวดท้องมั้กม๊ากกก” เด็กชายหยุดพักสูดอ๊อกซิเจนเข้าปอดเฮือกใหญ่ “คุณย่ายังปวดท้องอยู่มั้ยอ่ะคร๊าบบบ” เด็กชายยืนเกาะราวกั้นเตียงส่งสายตาเศร้าด้วยความเป็ห่วง
แต่คุณย่ากลับหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี “ไม่ปวดแล้วลูก แค่เห็นหนูมาเยี่ยมย่าก็หายป่วยแล้วครับลูก”
“นี่ครับ” หลานชายยื่นดอกไม้ดอกหนึ่งให้คุณย่าพร้อมยิ้มกว้าง “นัสเห็นคุณป้าเค้าขายอยู่ที่ป้ายรถเมล์เลยให้พ่อซื้อมาให้คุณย่าครับ” แล้วเด็กน้อยตัวแสบก็สะบัดรองเท้ากระเด็นไปคนละฝั่งแล้วรีบปีนขึ้นเตียง “วสุไปเรียนพิเศษ อดมาหาคุณย่าด้วยกันเลย” ลูกพี่ลูกน้องที่เป็เพื่อนเล่นเพียงคนเดียวใน่ปิดเทอมกลับต้องไปเรียนเสริมตามประสาเด็กรักเรียน เด็กรักเล่นอย่างนัสเลยไม่มีเพื่อนมาเล่นซนด้วยกัน
แม่สุภาใช้มือลูบเบาๆบนกลีบดอกโบตั๋นสีเหลืองสด เ้าหลานตัวน้อยคงจำได้ว่าคุณย่าชอบซื้อดอกไม้ชนิดนี้มาไหว้พระอยู่บ่อยๆ เมื่อไปเห็นตามร้านจึงนึกถึงคุณย่า
อี๊ดลูบหัวหลานชายที่นอนอ้อนคุณย่าด้วยความเอ็นดู แต่แล้วสายตาก็เปลี่ยนอารมณ์เมื่อหันกลับมาเจอหน้าน้องชาย “นี่อ๊อด พี่บอกกี่รอบแล้วว่าให้คอยดูลูกให้ดี นี่มันในโรง’บาลยังปล่อยให้วิ่งเสียงดังรบกวนคนอื่นเค้า”
“ก็นัสมันยังเด็ก มันก็ซนตามปกติของมันนั่นแหละ” น้องชายเถียงกลับทันที
“ใช่ นัสยังเด็ก แต่แกน่ะ โตแล้วนะ เป็พ่อคนแล้วก็ช่วยทำตัวให้สมกับเป็พ่อมันหน่อยสิ” ศึกครั้งนี้ไม่ต้องต่อความให้ยืดยาวก็พอรู้จุดจบ ไม่มีใครเถียงชนะพี่อี๊ดได้ ไม่ว่าจะน้องชายหรือสามี อ๊อดจึงยอมถอยแล้วไปนั่งเงียบๆที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง แต่ยังไม่วายพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“แข็งแกร่งขนาดนี้ ผมจะเอาพี่ไปเป็ต้นแบบลาสบอสในการ์ตูน”
ไร้การโต้แย้งกลับเพราะพี่วิชัยรีบออกตัวห้ามเอาไว้ พี่อี๊ดทำได้แค่นั่งจ้องน้องชายแทบตาถลน โชคดีที่อ๊อดมีพี่เขยเป็คนใจเย็นคอยเป็กรรมการห้ามมวยให้ หลายๆครั้งก็เป็เพราะเขาที่ช่วยลดความรุนแรงในการโต้เถียงลงได้