ความเ็ปที่ข้อมือซ้ายไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือความจริงที่เต้นตุบอยู่ใต้ิั นนท์กัดฟันกรอด ทรุดตัวลงพิงผนังตึกที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะ เขาจ้องมองเส้นเืสีดำสนิทที่ค่อยๆ แตกแขนงออกไปราวกับรากของต้นไม้ปีศาจ มันชอนไชไปตามแนวข้อมือ ลามขึ้นไปหาท่อนแขนอย่างช้าๆ ตามจังหวะเสียง *ติ๊ก... ติ๊ก...* ที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย แล้วเงยหน้าขึ้นมองโลกที่เขาสร้างขึ้น... โลกที่ไร้การเคลื่อนไหว
หยดน้ำฝนที่เคยโปรยปรายอย่างหนักบัดนี้ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับเศษคริสตัลที่ถูกร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายล่องหน นนท์ค่อยๆ ยื่นมือสั่นเทาไปััหยดน้ำหยดหนึ่ง มันแข็งตัวและเย็นจัดเหมือนน้ำแข็ง แต่กลับไม่แตกสลายเมื่อถูกแตะต้อง เขาเดินก้าวออกไปจากซอกตึกอย่างเก้ๆ กังๆ สายตามองไปที่รถบรรทุกคันใหญ่ที่เคยพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง บัดนี้มันจอดนิ่งสนิทอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงไม่กี่นิ้ว ควันจากท่อไอเสียจับตัวเป็ก้อนสีเทาขุ่นมัวนิ่งค้างอยู่ในอากาศเหมือนสำลี
"นี่มัน... เื่จริงเหรอวะ?"
นนท์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบงันที่น่าขนลุก เขาหันกลับไปมองรอบตัว สลัมที่เคยเสียงดังวุ่นวายด้วยเสียงด่าทอและเสียงเครื่องยนต์ กลับกลายเป็เพียงภาพถ่ายใบใหญ่ที่ไร้ชีวิต คนส่งของคนหนึ่งกำลังง้างมือจะตบแมลงวันค้างไว้ ยายแก่ที่ขายกล้วยแขกกำลังเทแป้งลงในกระทะที่น้ำมันหยุดนิ่งเป็ระลอกคลื่นแข็งๆ
ที่มุมมืดของตึกฝั่งตรงข้าม ร่างในชุดคลุมสีดำยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของมีนาสะท้อนภาพเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นตระหนกผสมผสานกับความตื่นเต้น เธอเห็นประกายไฟแห่งความโลภที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาคู่คู่นั้น มันเป็ประกายไฟแบบเดียวกับที่เธอเคยเห็นมานับศตวรรษ... ประกายไฟที่จะเผาผลาญเ้าของมันในที่สุด
"เ้าไม่รู้หรอกว่า... ทุกวินาทีที่เ้าหยุดไว้ มันคือเศษเสี้ยวิญญาที่เ้าหยิบยื่นให้ความตาย" เสียงกระซิบของมีนาเบาหวิวราวกับลมพัดผ่านเศษใบไม้ แต่นนท์ไม่ได้ยิน
นนท์เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้น ความหวาดกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเหนือกว่า เขาเดินผ่านหน้ารถบรรทุกคันนั้นไปอย่างช้าๆ พลางใช้นิ้วเคาะที่ตัวถังรถเล่นอย่างผู้ชนะ เขาเริ่มนึกถึงเงินรางวัลจากการส่งของที่กำลังจะสาย "ถ้าเวลาหยุดแบบนี้... เราก็ไปถึงจุดหมายได้ก่อนใครสิ"
เขาเดินตรงไปที่มอเตอร์ไซค์ของเขาที่ล้มตะแคงอยู่ นนท์ออกแรงยกรถขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มันหนักกว่าปกติเล็กน้อยในสภาวะนี้ แต่เขาก็จัดการได้สำเร็จ เขาสำรวจกล่องพัสดุข้างหลัง มันยังอยู่ครบ นนท์ฉีกยิ้มที่มุมปาก ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว
*ถ้าจะโกงแล้ว... ก็ต้องเอาให้คุ้ม*
เขาสตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นมาเพียงคนเดียวในโลกที่เงียบสงัด นนท์ขี่มอเตอร์ไซค์ลัดเลาะผ่านช่องว่างระหว่างรถยนต์ที่จอดนิ่งเป็ตับบนท้องถนน เขาเหมือนิญญาที่ร่อนเร่ไปในเมืองที่ตายแล้ว จนกระทั่งเขาขับผ่านร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ที่มักจะมียามหน้าเืคอยไล่ส่งเขาเสมอเวลาเข้าไปส่งของ
นนท์เบรกกะทันหันจนล้อหลังปัด เขาจ้องมองเข้าไปในร้านผ่านกระจกใส เห็นพนักงานที่กำลังยืนเบื่อหน่ายอยู่หลังเคาน์เตอร์ และตู้เซฟที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยเพราะพนักงานกำลังนับเงินทอน
หัวใจของนนท์เต้นรัว แรงกดดันจากนาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น มันร้อนผ่าวราวกับจะเตือนหรือจะยั่วยุเขาก็ไม่อาจทราบได้ เขาเดินลงจากรถแล้วก้าวเข้าไปในร้าน เสียงระฆังเหนือประตูไม่ดังขึ้นเพราะเวลาถูกหยุดไว้ นนท์เดินอ้อมไปข้างหลังเคาน์เตอร์ พนักงานคนนั้นยืนนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง ดวงตาเหม่อลอย
เขามองดูปึกธนบัตรใบละพันที่ถูกวางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ ความยากจนที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต ความหิวโหย และคำดูถูกที่เคยได้รับมันถาโถมเข้ามา นนท์หยิบธนบัตรใบหนึ่งขึ้นมาดู... แล้วก็ตามด้วยอีกใบ... และอีกใบ
"แค่ไม่กี่ใบ... พวกเขาคงไม่รู้หรอก" เขากระซิบปลอบใจตัวเองพลางยัดเงินใส่กระเป๋าแจ็คเก็ต
แต่ทันทีที่เงินััตัวเขา ความเ็ปที่ข้อมือซ้ายก็ทวีความรุนแรงขึ้นจนเขาต้องร้องออกมา "อ๊าก!"
เส้นเืสีดำขยายตัวอย่างรวดเร็ว มันเลื้อยขึ้นไปถึงศอก ความรู้สึกเหมือนถูกเหล็กแหลมเผาไฟทิ่มแทงไปตามเส้นประสาททำให้นนท์เข่าทรุด หน้าปัดนาฬิกาพกในกระเป๋าเริ่มส่งเสียงสะอึก เหมือนเข็มนาฬิกากำลังพยายามจะหมุนต่อไปแต่ถูกฉุดรั้งไว้ด้วยพลังบางอย่าง
นนท์รีบคลานกลับออกมาจากร้านสะดวกซื้อ ลมหายใจหอบถี่ เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นตามใบหน้าที่อิดโรย เขาตระหนักได้ทันทีว่า ยิ่งเขาขยับหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งของมากเท่าไหร่ ราคาสินไหมที่ต้องจ่ายด้วยร่างกายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
เขาพยายามข่มความเ็ป แล้วปีนขึ้นไปบนมอเตอร์ไซค์อีกครั้ง ขี่ตรงไปยังจุดหมายการส่งของที่อยู่ถัดไปเพียงสามบล็อก นนท์วางกล่องพัสดุลงหน้าประตูบ้านของลูกค้าในวินาทีที่เข็มนาฬิกาโบราณสั่นะเืเป็ครั้งสุดท้าย
*แกร๊ก!*
เสียงสลักนาฬิกาดีดกลับ นนท์รีบเก็บนาฬิกาเข้ากระเป๋า
ทันใดนั้น โลกทั้งใบก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง!
*ซ่าาาาาาา!* เสียงฝนตกหนักกระแทกหูเขาจนหูอื้อ รถบรรทุกที่เคยหยุดนิ่งพุ่งผ่านหลังเขาไปเพียงไม่กี่เิเพร้อมเสียงแตรสนั่นหวั่นไหว ลมพัดแรงจนเขาเกือบล้ม พนักงานในร้านสะดวกซื้อขยับตัวทำงานต่อ ยายแก่ขายกล้วยแขกโยนกล้วยลงกระทะจนน้ำมันกระเด็น
นนท์ยืนพิงกำแพง หอบหายใจอย่างหนักจนอกกระเพื่อม เขารีบเช็คที่ข้อมือซ้าย... เส้นเืสีดำค่อยๆ จางลงจนเกือบมองไม่เห็น แต่มันยังคงทิ้งรอยจางๆ ไว้ราวกับรอยสักที่ลบไม่ออก
เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต ัักับปึกเงินที่เขา 'ขโมย' มาจากกาลเวลาที่หยุดนิ่ง ความสั่นเทาที่มือนั้นไม่ใช่เพราะความกลัวอีกต่อไป แต่มันคือความตื่นเต้นที่บ้าคลั่ง
เงินจำนวนนี้เท่ากับที่เขาทำงานส่งของทั้งเดือน... และเขาได้มันมาในเวลาไม่ถึงห้านาที
"มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ..." นนท์พึมพำ ดวงตาที่เคยอิดโรยกลับวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน เขาเริ่มมองเห็นเส้นทางลัดที่จะพาเขาออกจากขุมนรกแห่งความยากจนนี้ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า ทุกเหรียญทองที่เขาได้มา มันแลกมาด้วยลมหายใจที่สั้นลง
ห่างออกไปไม่กี่เมตร มีนายังคงยืนอยู่ในมุมมืดเดิมแม้เวลาจะกลับมาเดินปกติแล้ว ร่มสีดำของเธอไม่เปียกฝนแม้แต่น้อย เธอมองตามแผ่นหลังของนนท์ที่ขี่รถออกไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
"ิญญาที่แปดเปื้อน... เริ่มต้นขึ้นแล้ว" มีนากระซิบ ก่อนที่ร่างของเธอจะเลือนหายไปในม่านฝน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง ผู้บัญชาการเวนกำลังยืนจ้องมองนาฬิกาทรายบนโต๊ะทำงานที่ทรายหยดสุดท้ายกำลังจะตกลงมา เขาขยับข้อมือซ้ายที่มีรอยสักนาฬิกาทราย และรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืบางอย่างที่แผ่ออกมาทางอากาศ
"เจอตัวแล้ว..." เวนเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากขยับยิ้มเ็า "กุญแจดอกที่หายไป"
เขากดอินเตอร์คอมเรียกเบอร์ภายใน "เอเวอลีน... เตรียมตัวให้พร้อม เรามีงานด่วนในย่านสลัม"
นนท์เริ่มหลงระเริงกับพลังแล้วครับทุกคน! แต่ยิ่งใช้นาฬิกา ร่างกายก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ แถมตอนนี้พวก Order of Eternity ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วด้วย นนท์จะรอดไหมเนี่ย? ขอบคุณที่ติดตาม นะครับ ฝากกดหัวใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจให้ไรต์ด้วยน้าาา สัญญาว่าจะมาต่อให้เร็วที่สุดครับ! ❤️