เวณิกเดินนำทั้ง 3 คนผ่านทะลุเขตชายแดนของหุบเขาราตรีที่มืดมิดมาจนถึงเขตของน้ำตกราตรี ทั้ง 2 เขตที่แม้จะข้ามผ่านกันด้วยเส้นบางๆ แต่กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิงเหมือนคนละโลก เพราะเขตน้ำตกราตรีจะมีแสงสว่างสาดส่องลงมาเสมือนโลกปรกติ ทั้งยังมีความร่มรื่นของต้นไม้เขียวขจีที่แตกยอดผลิใบแข่งกับดอกไม้ที่เบ่งบานส่งสีสวยงามและกลิ่นหอมเย้ายวน
“สวยมากเลยท่านเวณิก” แสงเหนือวิ่งพรวดพลาดเข้าไปตรงพุ่มดอกไม้สีสดพร้อมยื่นมือเข้าไปัั
“โอ๊ะ” แต่แล้วเขาก็ต้องรีบดึงมือกลับเพราะดอกไม้นั้นมีหนามพุ่งออกมาใส่เขาเหมือนหางแมงป่อง
“ที่นี่คือเขตน้ำตกราตรี และเ้าก็เลิกทำตัวเหมือนเด็กไล่จับสิ่งที่เ้าไม่รู้จักได้แล้ว” เวณิกดุหนุ่มน้อย
“ข้าก็แค่เห็นว่ามันสวยดี และบนโลกของข้าก็ไม่มีดอกไม้แบบนี้ด้วย”
“ของสวยงามมักจะมีอันตรายแฝงอยู่เสมอ เ้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้”
“ข้าจะระวังตัวให้มากขึ้น” แสงเหนือเดินหน้าหงอยกลับมา
“ท่านเวณิกดุจนแสงเหนือหงอยเป็ไก่แล้ว ” เตชินท์ว่าพลางเอามือโอบไหล่บีบเบาๆ ปลอบใจแล้วหัวเราะ
“ไปๆ เดี๋ยวข้าพาเดินเที่ยวเองไอ้หนู”
ทั้ง 4 คนเดินทางผ่านเข้ามาจนถึงผาน้ำตกหลากชั้นสลับซับซ้อนเรียงตัวสูงตรงหน้า มันประดับประดาตกแต่งด้วยไม้พรรณตามธรรมชาติ มวลดอกไม้มากมายหลากชนิดสีสวยรูปร่างแปลกตา ไอน้ำที่กระเซ็นนั้นกระทบแสงอาทิตย์จนเกิดประกายรุ้งหลายสายพาดทับกันไปมา เสียงสัตว์น้อยใหญ่ส่งเสียงกันอย่างมีความสุขท่ามกลางความสวยงามดุจแดน์
“ไม่น่าเชื่อว่าหุบเขาที่น่ากลัวจะมีน้ำตกที่สวยขนาดนี้อยู่แฮะ” แสงเหนือตื่นตาทำหน้าตื่นเต้น
“ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน” เตชินท์เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“ทุกคน ข้าว่าพวกเราคงต้องแยกออกเป็ 2 กลุ่มแล้วล่ะ” เพราะเส้นทางตรงหน้ามีทางแยกออกเป็ 2 ทาง จิรายุเสนอขึ้น และทุกคนก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เตชินท์และจิรายุจึงแยกตัวออกไปทางฝั่งซ้ายของน้ำตก ขณะที่เวณิกและแสงเหนือแยกไปทางฝั่งขวา
“เอ่อ…” เป็แสงเหนือที่พยายามหาเื่คุยตลอดทางเพื่อไม่ให้การเดินทางเงียบจนเกินไป
“เ้ามีเื่อะไรจะถามข้าอีก”
“คือทำไมท่านถึงรู้จักที่นี่ดีจังเลย” แสงเหนือถามอย่างคนช่างสงสัยขณะเดินที่ 2 เท้ายังคงก้าวเดินตามหลังเวณิก
“ข้าเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนน่ะ”
“ในเขตอันตรายแบบนี้มีบ้านคนให้อยู่ด้วยหรอครับ”
“อื้ม” เวณิกตอบสั้นๆ “แล้วนี่เ้าหิวหรือยัง”
“ยังเลยครับ แล้วท่านล่ะ”
“พวกข้าน่ะ ไม่ต้องกินอาหารก็สามารถอยู่ได้เป็ร้อยปี แต่เ้ายังไม่สามารถทำแบบนั้นได้หรอก”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงข้า…”
“ข้าไม่ว่างพอที่จะแบกเ้าตอนลมหมดสติต่างหากล่ะ” เวณิกว่าพลางโยนห่อผ้าให้แสงเหนือ
“นี่เป็ขนมพราย กิน 1 ก้อนจะอิ่มได้ประมาณ 5-6 วัน กินซะสิ”
“โอ้โห โลกนี้นี่มันช่างสะดวกสบายจริงๆ เลยแฮะ” ว่าแล้วเขาก็แกะห่อผ้านั้นออก
“แต่มันมีแค่ชิ้นเดียวเองนะ ข้าว่าท่านกินเถอะ พลังของท่านยังไม่สมบูรณ์เลย”
“ข้าบอกแล้วไง ข้าไม่ต้องกินอาหารก็อยู่ได้เป็ร้อยปี”
แสงเหนือก้มหน้าทำมือยุกยิกๆ ในห่อขนมพรายแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้น
“ได้แล้ว” พูดจบเขาก็ยื่นขนมปังครึ่งหนึ่งให้กับเวณิก
“ท่านลำบาก ข้าจะมีความสุขอยู่คนเดียวได้ยังไงล่ะ เพราะถ้าท่านมีความสุข ข้าก็จะมีความสุขด้วย”
“เ้านี่มันดื้อ”
“อย่าปฏิเสธข้าเลย เพราะนี่อาจเป็เพียงสิ่งเดียวที่ข้าจะทำเพื่อท่านได้ในตอนนี้”
เวณิกรับขนมพรายนั้นมา แล้วกัดกินพร้อมมองหน้าผู้ให้ แสงเหนือเมื่อเห็นผู้เป็มาสเตอร์กินแล้วจึงเริ่มกินในส่วนของตนเอง ทั้งคู่เดินตามทางมาจนใกล้สุดเขตของน้ำตกราตรีจนพลบค่ำ
“จากตรงนี้ไปถึงราตรีอเวจี พวกเราต้องใช้เวลานานแค่ไหน” แสงเหนือถามต่อ
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดพรุ่งนี้เราก็จะเข้าเขตภิภพราตรี เ้ามีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า ข้าแค่เห็นว่าท่านยังไม่ค่อยหายดี และข้าเองก็ยังไม่มีพลังเวทย์…”
เวณิกหันมองไปยังผู้หยุดพูด
“มากพอที่จะชวยเหลือท่านได้”
“นี่ข้าดูอ่อนแอจนถึงกับต้องให้นวมนตราอย่างเ้ามาช่วยเหลือเลยหรือ” เวณิกว่าพลางหัวเราะเบาๆ
“ท่านหวเราะ…” แสงเหนือยิ้มปากกว้าง
“อย่างน้อยข้าก็ไม่อยากเป็ภาระท่าน แต่ถ้าจะให้ดีข้าก็อยากช่วยท่านได้บ้างในเวลาท่านอยู่ในอันตราย”
“ถ้าเช่นนั้นตลอดการเดินทางภายในหุบเขาราตรีนี้ ก็ตั้งใจฝึกพลังเวทย์ของเ้าไปด้วยละกัน”
แสงเหนือยิ้มรับ
“ค่ำแล้ว ข้าว่าเราหาที่นอนก่อนเถอะ ท่านจะได้มีเวลาฟื้นฟูพลังเวทย์ด้วย” เวณิกพยักหน้า ทั้ง 2 มองหาที่สำหรับพักผ่อนในคืนนี้ จนเจอบริเวณลานโล่งที่มีเนินหินขนาดใหญ่ใต้ต้นไม้สูง แสงเหนือจัดแจงเอาผ้าปัดเนินหินเพื่อจะให้เวณิกนอน้า แต่เวณิกก็เลือกจะนั่งลงข้างกองหินนั้น แล้วก่อไฟเพื่อทำให้อากาศอบอุ่นขึ้น
เวลากลางคืนของน้ำตกราตรีอุณหภูมิจะเริ่มลดลงและเงียบจนวังเวง มีเพียงเสียงลูกไฟประทุจากกองนั้นที่ส่งเสียงทำลายความเงียบ แสงเหนือที่นอนขดตัวอยู่บนเนินหินใหญ่สังเกตเห็นมาสเตอร์ของตนนั่งนิ่งอยู่ด้านล่าง
“แล้วทำไมท่านไม่ขึ้นมานอนข้างบนล่ะ” แสงเหนือถามเพราะสงสัยว่าคนที่นั่งอยู่แบบนั้นจะหลับได้อย่างไร
“น้ำตกราตรีนี้เต็มไปด้วยอันตราย ข้าจะคอยดูอยู่ตรงนี้ เ้าน่ะ รีบนอนพักผ่อนเสียเถอะ”
“แต่ถ้าท่านไม่พักผ่อน พลังของท่านก็จะไม่ฟื้นนะครับ”
เวณิกหันมองผู้พูดพลางสบตาอยู่ชั่วขณะ แสงเหนือเองก็ไม่เข้าใจในท่าทีของเวณิก และเกรงว่าที่เวณิกมองเฉยชามานั้นเพราะกำลังไม่พอใจเขาอยู่
“ข้าเป็ห่วงท่านน่ะ” แสงเหนือรีบบอก “ก็ที่อิสรินทร์นี้ข้าก็มีแค่ท่านเพียงคนเดียว ข้าไม่ได้อยากจะทำให้ท่านรำคาญใจเลยซักนิด”
“ใครบอกข้ารำคาญล่ะ…” เวณิกตัดบท “นอนหลับได้แล้ว เด็กน้อย”
‘นอนหลับได้แล้ว เด็กน้อย’ แค่คำพูดสั้นๆ กับแววตาที่เปลี่ยนไปชั่วขณะ ก็ทำให้แสงเหนือรู้สึกอบอุ่น เขาพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วขดตัวนอนหลับด้วยความอ่อนเพลีย เวณิกที่นั่งนิ่งหน้ากองไฟนั้นกำลังรวบรวมพลังเวทย์เพื่อฟื้นฟูเวทย์เทวะ แต่เขาก็ได้ยินเสียงหายใจถี่หอบด้วยความหนาวของแสงเหนือ เขาจึงจึงถอดเสื้อเกราะเบาชั้นนอกของตนเองออก แล้วค่อยๆ ห่มให้แสงเหนืออย่างแ่เบา
—-----------------------
‘ที่พี่เล่นนี่อยู่เค้าเรียกอะไรอ่ะครับ’ เด็กชายวัย 10 ปี ถามถึงเครื่องดนตรีที่คนโตกว่ากำลังเล่นอยู่ภายในร้านขายเครื่องดนตรี
คนขายเครื่องดนตรีหยุดเล่นเครื่องสายนั้นแล้วหันไปยิ้มให้เขาก่อนตอบ
‘เขาเรียกพิณ เหนือรู้จักไหม’
‘ไม่รู้จักอ่ะพี่ สายเยอะแยะแบบนี้ คงเล่นยากน่าดู’
‘ไม่ยากหรอก ถ้าเหนืออยากเล่นเป็ หัดเล่นบ่อยๆ ก็เก่งเอง เหมือนตอนที่เหนือเล่นฟุตบอลไง ยิ่งเล่นก็จะยิ่งเก่ง’
‘ถ้าให้ผมไปหัดดีดพิณนะ ผมนั่งฟังพี่แบบนี้ดีกว่า สบายกว่าเห็นๆ’ เด็กชายว่าพลางยืดแขนบิดี้เีแล้วทิ้งตัวลงนอนเอาหัวหนุนตักพี่
‘ไม่เล่นต่ออ่ะพี่ กำลังเพลินเลย’
‘แล้วถ้าวันไหนเหนืออยากฟังเพลงที่เหนือชอบ เหนือจะทำไง’
‘ผมก็มาหาพี่ไง’เด็กหนุ่มว่าพลางนอนอมยิ้ม ‘แล้วก็ให้พี่เล่นให้ฟัง’
‘จะโตเป็หนุ่มแล้ว อ้อนเหมือนเด็กเลยนะเรา’ เขาว่าพลางขยี้หัวหนุ่มน้อยที่นอนหนุนตัก
‘ผมก็อ้อนได้แค่พี่กับแม่นี่แหละ’ แม้ตอนนี้เด็กชายจะส่งเสียงหัวเราะออกมา แต่มันก็เป็เสียงแค่นหัวเราะปนความรู้สึกเศร้าๆ
‘ก็ผมไม่มีใครให้อ้อนนี่นา’ คนเป็พี่จึงเอามือลูบหัวเด็กชายเบาๆ
‘ถ้าอย่างนั้นวันไหนอยากอ้อนพี่ เหนือก็มาที่ร้านละกัน’ เขายิ้มอ่อนโยนให้แล้วดีดพิณต่อจนแสงเหนือค่อยๆ หลับไป
—-----------------------
แสงเหนือสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝัน เวณิกรีบยื่นมือปิดปากของเขาไว้ เขาสังเกตุเห็นว่ากองไฟตรงหน้าตอนนี้มอดสนิทแล้ว และร่างของเขาก็มีเสื้อเกราะเบาคลุมอยู่
“เ้าอยู่นิ่งๆ ห้ามส่งเสียงเป็อันขาด”
และแล้วก็มีเสียงคำรามแปลกประหลาดดังมาจากทางป่าด้านหน้ามุ่งตรงมาทางพวกเขา
—-----------------------