ตอนที่ 1 เทียนเอิน (2)
ม้าดีของเหล่าถีฉีวิ่งทะยานผ่านไปโดยไม่สนใจสิ่งรอบกาย และไม่มีผู้ใดคิดจะสนใจสองดรุณีน้อยที่ยืนอยู่ข้างสนามอาชาเช่นกัน
เสิ่นเหวินฮุ่ยถอนใจหนักเสียงหนึ่ง เอ่ยปากว่า “โชคดีที่ไปกันแล้ว…”
ไม่ทันสิ้นเสียงก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตึก ตึก ตึก’ ที่แท้ขณะที่ถีฉีกำลังจะผ่านไป ยังมีถีฉีอีกสองสามคนกำลังเดินเอื่อยเฉื่อยมาทางนี้ประหนึ่งเดินกินลมชมวิวก็ไม่ปาน
ถีฉีสามคนนี้สวมใส่ชุดคำรามอสรพิษเช่นกัน ทั้งยังพกดาบเจ็ดดาราติดเอว เห็นชัดเจนว่าเป็หน่วยสืบราชการลับ
เยี่ยสุยอดใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นหน้าบุรุษผู้เป็หัวหน้าคนนั้นอย่างชัดเจน
คนผู้นี้ คนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือนี่...
บุรุษผู้นี้สวมชุดคำรามอสรพิษ ยิ่งเผยให้เห็นผิวพรรณอันขาวผ่องราวหิมะ รูปโฉมหล่อเหลาไร้ที่ติประหนึ่งบดบังทุกสิ่งในโลกหล้าให้วูบดับ
ทว่าสีหน้าเขาเฉยชาถึงขั้นไม่น่ามอง อีกทั้งยังแผ่ไอสังหารคร่าคนได้อย่างไร้เหตุผล
ยามเขาเดินผ่านไป ทุกคนล้วนก้มหน้ากลั้นหายใจ ไม่กล้าปรายตามองแม้แต่คราเดียว
ราวกับว่าแค่ชำเลืองมองเขาเพียงแวบเดียว ร่างกายตนก็อาจจะถูกแยกส่วนเืไหลนองพื้นอย่างไรอย่างนั้น…
แท้จริงแล้วก็เป็เช่นนี้ บุรุษหนุ่มรูปงามไร้ที่ติผู้นี้คือผู้ที่ฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็ผู้บัญชาการในหน่วยสืบราชการลับ มหาขันทีอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าอัน
เขามีอำนาจเหนือราชสำนักและปวงชน กระทั่งสามสำนักส่วนกลาง[1] ล้วนให้เกียรติขนานนามอย่างนอบน้อมว่า ‘ท่านผู้บัญชาการ’ เมื่อพบหน้า
วังอิ้นหรือใต้เท้าวัง ผู้บัญชาการของหน่วยสืบราชการลับดันมาอยู่ที่นี่ตรงนี้เสียด้วย!
เยี่ยสุยมองเขาอย่างตกตะลึง สิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดของนางคือประโยคเดียวว่า ‘เขายังมีชีวิตอยู่ เขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ’
ใช่แล้ว ใช่แล้ว นางเพิ่งถึงวัยปักปิ่นได้ไม่นาน ตอนนี้ยังคงเป็รัชศกหย่งเจาปีที่สิบแปด เขาย่อมมีชีวิตอยู่แล้ว!
‘ตึก ตึก’ เสียงกีบม้าค่อยๆ แ่ลง เสิ่นเหวินฮุ่ยผลักเยี่ยสุยที่กำลังเหม่อลอยพลางเอ่ยเสียงทุ้มว่า “อาหนิง เ้าอยากตายหรือไง ไยถึงเอาแต่จ้องเขาเล่า เ้ารู้ไหมว่าเขาเป็ใคร”
เยี่ยสุยพยักหน้ารับ นางย่อมรู้ว่าเขาคือใคร ทั้งยังเคยพบเขาหลายครั้งด้วย
เสิ่นเหวินฮุ่ยกลับตระหนกสงสัย รีบเอ่ยเตือน “เ้ารู้ว่าเขาเป็ใครจริงหรือ นี่คือใต้เท้าวังผู้บัญชาการหน่วยสืบราชการลับ! เ้าอย่าเลอะเลือนสิ คนผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้!”
เมื่อครู่นางก้มศีรษะ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ สายตาดันเหลือบไปเห็นเยี่ยสุยในอารามตกตะลึง จึงกลัวว่าเยี่ยสุยจะก่อเื่อะไรเข้า
ใต้เท้าวังผู้นั้น ใช่คนที่จ้องเขม็งตรงๆ แบบนั้นได้หรือ?!
“โชคดีที่ใต้เท้าวังไม่เอาเื่ ต่อไปอย่าเสียมารยาทเช่นนี้อีก อาหนิงเ้าต้องจำไว้ คนบางคนแม้แต่มองก็ไม่ได้!” เสิ่นเหวินฮุ่ยกล่าวย้ำ
เยี่ยสุยผงกศีรษะอีกครั้ง เสิ่นเหวินฮุ่ยจึงวางใจ ทว่าแววตายังเจือความสับสนน้อยๆ
แม้แต่มองก็ไม่ได้...ผู้บัญชาการวังอำนาจมากล้นจวบจนทุกวันนี้!
ย่อมเป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว ยามนี้หน่วยสืบราชการลับยังคงมีอยู่ ถีฉียังไม่กลายเป็ประวัติศาสตร์ ผู้บัญชาการวังมีหน้าที่ควบคุมดูแลหน่วยสืบราชการลับ อำนาจยิ่งใหญ่เทียมฟ้า ไม่มีผู้ใดบั่นทอนได้
แล้วอย่างไรเล่า
ใครจะคาดคิดว่าในสามปีต่อมา ผู้บัญชาการวังผู้อยู่ใต้คนคนเดียวอยู่เหนือคนนับหมื่นจะตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้น
ใครจะคาดคิดอีกว่าสามปีต่อมา หน่วยสืบราชการลับที่ผู้คนหวาดกลัวจะไม่มีอยู่อีกต่อไป
พอถึงวันเกิดในวัยสี่สิบปีของนาง ถีฉีผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโด่งดังน่ายำเกรง ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงมานานแล้ว
นึกถึงตรงนี้ เยี่ยสุยพลันตัวแข็งทื่อ ถูกต้อง ผู้บัญชาการวังตายแล้ว แต่ผู้คนในตระกูลเยี่ยกลับตายเร็วกว่าวังอิ้นเสียอีก!
ตระกูลเยี่ย ตระกูลที่นางเติบโตมา ท่านพ่อและท่านแม่ของนาง…
บัดนี้เยี่ยสุยพลันฟื้นคืนสติโดยสมบูรณ์แล้ว ในที่สุดนางก็ตระหนักได้อย่างแจ่มชัด นางกลับมาแล้ว! ย้อนกลับมาในอดีตเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว!
นางอยากไปจากสนามอาชาเทียนเอินเสียเดี๋ยวนี้ อยากรีบกลับไปดู…
ตระกูลเยี่ย ตระกูลที่นางไม่เคยกลับมานานมากกว่ายี่สิบปี ตอนนี้จะเป็เช่นไรบ้าง
ไกลออกไป ในสถานที่ที่เยี่ยสุยไม่ได้ยิน มีถีฉีเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ ว่า “หัวหน้ามีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ”
วังอิ้นส่ายหน้า เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร”
ดรุณีน้อยผู้นั้นถึงขั้นกล้ามองข้าตรงๆ ช่างใจกล้ายิ่งนัก…
เชิงอรรถ
^ สามสำนักส่วนกลาง ประกอบด้วย เสนาบดีฝ่ายบริหาร ราชเลขาธิการ และเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบ