ซูเจี้ยนจิ่นสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าว “ย่อมไม่ใช่ เวลาก็ไม่เช้าแล้ว เข้าจวนกันเถอะ”
โถงกลางถูกจัดเตรียมโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากฉู่จี้เฟิงไม่ได้มาปรากฏตัว วันนี้จึงถือเป็งานเลี้ยงภายในครอบครัว เฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝูก็สามารถร่วมโต๊ะได้
ซูลั่วฝูเพิ่งจะอายุครบสิบสองปี หน้าตาสดใสแจ่มใส ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองซูอิ่นเย่ว์ตลอดเวลา หากไม่ติดกฎระเบียบ เกรงว่านางคงตรงเข้ามาจับมือทักทายพี่สาวคนรองของตนแล้ว แต่หยางซื่อจงใจจัดที่นั่งให้นางทั้งสองห่างกัน พี่น้องจึงถูกแยกออกจากกันหลายที่นั่ง
สาวใช้ถือถาดนำน้ำแกงร้อนถ้วยหนึ่งเข้ามา หยางซื่อพลันกล่าวขึ้น “ฝูเอ๋อร์ น้ำแกงร้อนถ้วยนี้ทำขึ้นเพื่อพี่สาวคนรองของเ้าเป็พิเศษ เ้าจงนำไปให้เองเถอะ”
คำสั่งจากฮูหยินใหญ่ บุตรีอนุย่อมไม่อาจปฏิเสธ
ยิ่งไปกว่านั้นน้ำแกงนี้ยังทำขึ้นเพื่อซูอิ่นเย่ว์ ซูลั่วฝูย่อมไม่มีข้อโต้แย้ง ทว่าทันทีที่นางยกถ้วยน้ำแกงขึ้น มือทั้งสองกลับสั่นเทา เกือบทำน้ำแกงทั้งถ้วยหกลงไป
น้ำแกงนี้ร้อนเกินไปแล้ว!
ถ้วยน้ำแกงกลับวางลงบนถาดตามเดิม
หยางซื่อขมวดคิ้วไม่พอใจ “ซุ่มซ่ามถึงเพียงนี้ ก็แค่ให้ถือน้ำแกงถ้วยเดียวเองไม่ใช่หรือ”
ใบหน้าของซูลั่วฝูซีดเผือด เฉินอี๋เหนียงเห็นนิ้วของบุตรสาวถูกลวกจนแดงจัด ก็รู้สึกสงสารอย่างยิ่ง รีบกล่าวว่า “ฮูหยิน คุณหนูสี่ยังเด็ก ไม่รู้ความ ให้ข้าทำแทนเถิด”
หยางซื่อขยับปิ่นทองบนมวยผม มุมปากแย้มยิ้ม “ไม่เป็ไร ฝูเอ๋อร์ ยังไม่รีบนำไปส่งอีกหรือ”
พี่น้องซูเยียนหนิงแอบหัวเราะเบาๆ ส่วนซูเจี้ยนจิ่นก็ทำเป็มองไม่เห็นเล่ห์เหลี่ยมของหยางซื่อ
“เ้าค่ะ ท่านแม่” ซูลั่วฝูรับคำเสียงเบา แฝงไปด้วยเสียงสะอื้น
หัวใจของซูอิ่นเย่ว์บีบรัดแน่น มองน้องสาวคนที่สี่ซึ่งมือสั่นเทาพยายามยกถ้วยน้ำแกงขึ้น นางทนไม่ไหว จึงลุกขึ้นกล่าวว่า “น้องสี่ ให้ข้าทำเถิด!”
“ไม่...” ซูลั่วฝูรีบส่ายหน้า
หยางซื่อเลิกคิ้ว ขัดขึ้นว่า “เย่ว์เอ๋อร์ วันนี้เ้าคือแขก จะให้เ้าทำได้อย่างไร อีกอย่างฝูเอ๋อร์ก็ยังเป็บุตรสาวตระกูลซู ข้าเป็นายหญิงของบ้าน ยังสั่งนางไม่ได้หรือ”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้ซูอิ่นเย่ว์เงียบไป
ซูลั่วฝูกลัวว่าซูอิ่นเย่ว์จะออกหน้าปกป้องตนเองอีก ซึ่งอาจทำให้นางพลอยไปล่วงเกินซูเจี้ยนจิ่น จึงรีบยกถ้วยน้ำแกงขึ้นมา
แต่ทว่าขอบถ้วยบางเกินไป เพียงเดินไปได้สองก้าว นิ้วมือทั้งสิบก็ทนไม่ไหว ถ้วยน้ำแกงจึงร่วงลงสู่พื้น!
ซูลั่วฝูไม่สนใจว่าบนพื้นจะมีเศษแตกหรือไม่ คุกเข่าลงทันที กล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ขอท่านแม่โปรดอภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี!” หยางซื่อดุว่า “วันนี้เป็วันกลับเยี่ยมบ้านของพี่สาวคนรองของเ้า เ้ากลับทำของแตก ถือเป็ลางไม่ดี!”
จากนั้นนางเรียกเถียนมามา นาง้าลงโทษซูลั่วฝูต่อหน้าทุกคน
เฉินอี๋เหนียงรีบคุกเข่าลงด้วย น้ำตาคลอเบ้า “ท่านพี่ ฝูเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจทำผิด โปรดยกโทษให้นางเถิด”
“ท่านพ่อ!” ซูอิ่นเย่ว์ร้องเรียกอย่างเร่งร้อน เกือบจะก้าวไปผลักเถียนมามาออกไป “แค่เื่เล็กน้อย ไยต้องลงโทษถึงเพียงนี้?”
แต่นางยังคงมีสติ ที่นี่คือจวนสกุลซู หากก่อเื่ขึ้นในที่นี้ ก็จะตกหลุมพรางของพวกเขา
ซูเจี้ยนจิ่นกลับเหลือบมองซูอิ่นเย่ว์ ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงจางๆ เห็นได้ชัดว่าโกรธแล้ว
เมื่อครู่เขาถูกจี้หมัวมัวขู่จนใ อารมณ์ขุ่นมัวยิ่งนัก บัดนี้ถือเป็โอกาสระบายอารมณ์พอดี
เขารู้สึกว่าหยางซื่อทำได้ดี ใช้ซูลั่วฝูเป็เครื่องมือข่มขู่ซูอิ่นเย่ว์ ให้นางเชื่อฟังมากขึ้นในภายหลัง
ซูเจี้ยนจิ่นกระแอมเบาๆ หนึ่งเสียง “ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ หากเอาแต่ปล่อยผ่านและให้อภัย นางก็จะยิ่งได้ใจ ไม่รู้จักดีชั่ว!”
เพียงส่งสายตาเป็สัญญาณ เถียนมามาก็ยกมือเตรียมฟาดลงไป
“หยุดมือ!” ซูอิ่นเย่ว์ก้าวเร็วเข้ามาจับมือเถียนมามาแล้วผลักออกไป ร่างเล็กของนางยืนขวางหน้าซูลั่วฝู ไม่ยอมให้ผู้ใดรังแก
เถียนมามาถูกผลักจนเกือบหกล้ม นางไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้ซูอิ่นเย่ว์ถึงมีกำลังมากเช่นนี้ ข้อมือของนางอ่อนแรงไปหมด
“พี่รอง...” ซูลั่วฝูน้ำตาคลอ มองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง
แม้เมื่อก่อนซูอิ่นเย่ว์จะคอยปกป้องตนเองและรับโทษแทน แต่ไม่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวเช่นวันนี้
ซูอิ่นเย่ว์ใบหน้าเ็า มองไปที่ซูเจี้ยนจิ่น “ท่านพ่อ น้องสี่แค่ทำน้ำแกงหก ท่านกลับลงโทษหนักถึงเพียงนี้ หากเื่นี้แพร่ออกไป เกรงว่าชื่อเสียงของท่านจะไม่ค่อยดีนัก”
ซูเจี้ยนจิ่นชะงักไป
ซูอิ่นเย่ว์เติบโตขึ้นมาไม่เคยกล้าเถียงเขา นี่คือลูกสาวของเขาจริงหรือ
เมื่อได้สติกลับมา
“ช่างกล้านัก!” ซูเจี้ยนจิ่นตบโต๊ะลุกขึ้น “เ้าเพิ่งแต่งงานไปได้ไม่กี่วัน ก็กล้ามาทำเช่นนี้ ต่อปากต่อคำกับบิดา? ใครอยู่ที่นั่น จงนำกฎของตระกูลมา!”
ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองของซูอิ่นเย่ว์ทันที ร่างของนางเต็มไปด้วยรอยแผลจากแส้ ขณะที่ลูกของหยางซื่อยืนหัวเราะเยาะอยู่ข้างๆ
เ้าของร่างเดิมเคยโดนเฆี่ยนตีจนชินชา นั่นทำให้ตอนนี้เพียงได้ยินคำว่า ‘กฎของตระกูล’ ร่างกายของนางก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
นางสูดหายใจลึก ตั้งสติให้มั่น แผ่นหลังยังคงตั้งตรงดั่งลำไผ่หยก “คำพูดของท่านพ่อน่าขันนัก ในเรือนเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี ข้าเป็คนของซื่อจื่อแล้ว ท่านพ่อยังคิดจะลงโทษข้าอีกหรือ”
ซูเจี้ยนจิ่นโกรธจนหน้าดำคล้ำ
คำพูดนี้ไม่ผิด ซูอิ่นเย่ว์แต่งงานไปแล้ว มิใช่คนที่ซูเจี้ยนจิ่นจะสามารถลงโทษได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป สถานการณ์จึงตึงเครียดขึ้นมาทันที
ซูเยียนหนิงขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นว่า “น้องรองแต่งออกเรือนไปแล้ว แต่น้องสี่ยังไม่ได้หมั้นหมาย ท่านพ่อจะลงโทษนางไม่ได้ได้อย่างไร ในเมื่อน้องรองบอกว่าตนเองเป็หญิงออกเรือนแล้ว เช่นนั้นก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับเื่ของตระกูลซู”
ซูเจี้ยนจิ่นคิดตามแล้วพยักหน้า “พูดถูก นางทำถ้วยกระเบื้องราคาแพงแตก เหตุใดจะลงโทษไม่ได้!”
พูดจบ ก็สั่งให้คนรับใช้ลงมือเฆี่ยนตี
บ่าวรับใช้ย่อมปฏิบัติตามคำสั่ง รีบเงื้อแส้ขึ้นฟาดลงไปบนแผ่นหลังของซูลั่วฝูทันที!
ซูอิ่นเย่ว์ไม่คิดอะไรมาก ก่อนที่แส้จะฟาดลงก็รีบคว้าตัวซูลั่วฝูมากอดไว้ แส้ฟาดลงบนแผ่นหลังของนางอย่างแรง ความเ็ปทำให้นางสูดหายใจลึก
“พระชายา!” จี้หมัวมัวและเซียงเถาร้องลั่น รีบวิ่งเข้ามาปกป้อง
ซูอิ่นเย่ว์กัดฟันแน่น ก่อนกล่าวว่า “ก็แค่แส้หนึ่งที ไม่เป็ไร”
สายตาของนางเฉียบคม
เพียงแต่แส้ที่นางได้รับวันนี้ นางจะต้องคืนกลับไปเป็สิบเท่าแน่นอน!
บ่าวรับใช้สบตากับนาง หัวใจพลันหวาดหวั่น ไม่กล้าลงมืออีก
จี้หมัวมัวโกรธจัด กล่าวขึ้นว่า “ท่านซู ซื่อจื่อของพวกเราไม่ใช่คนที่มีนิสัยอ่อนโยน หากเห็นพระชายามีรอยแผล ท่านต้องให้คำอธิบาย!”
ซูเยียนอวี่กลับไม่เชื่อ กล่าววาจาเยาะเย้ย “หากซื่อจื่อของเ้าสนใจนางจริง ไยถึงไม่มาอยู่เคียงข้าง? หมัวมัวอย่าได้ประจบผิดคน มิเช่นนั้นอาจลงเอยด้วยความว่างเปล่า”
ซูเจี้ยนจิ่นเองก็คิดเช่นนั้น อีกทั้งซูอิ่นเย่ว์และซูลั่วฝูเคยถูกลงโทษบ่อยในจวน เขาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก แต่เขากล่าวว่า
“หากนางไม่พุ่งเข้ามา แส้ก็จะไม่ตกลงบนตัวนางเอง”
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ซูอิ่นเย่ว์ขัดคำสั่งหลายครั้ง ทำให้เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ที่จะใช้ซูลั่วฝูเป็ตัวลงโทษอีกครั้ง ออกคำสั่งว่า “ยังยืนนิ่งทำไม ตีต่อไป!”
“แต่คุณหนูรอง...” บ่าวรับใช้ไม่กล้าลงมือ
ร่างของซูลั่วฝูสั่นสะท้าน พยายามดันซูอิ่นเย่ว์ออกไป “พี่รอง รีบถอยไปเถอะ...”
“หากซูอิ่นเย่ว์คิดจะปกป้อง เช่นนั้นก็ตีไปพร้อมกัน!” ซูเจี้ยนจิ่นโมโหจัด ชี้หน้าซูอิ่นเย่ว์และตวาดว่า “แต่งให้ซื่อจื่อแล้ว เ้าคิดว่าข้าจะตีเ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ! เ้าคือลูกสาวของข้า ข้าย่อมมีสิทธิ์ดุด่าและลงโทษเ้า!”
แต่ทว่า เสียงหนึ่งที่เย็นเยียบก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ใต้เท้าซู นี่กำลังคิดจะลงโทษผู้ใดกัน?”