สายลมยามเช้าของย่านชานเมืองมักจะมีความสดชื่นและกลิ่นของใบหญ้าเปียกน้ำค้างมาทักทายผมอยู่ทุกวัน หมู่บ้านเดี่ยวขนาดใหญ่แถบนี้ค่อนข้างเงียบสงบ บ้านแต่ละหลังมีพื้นที่กว้างขวางและตั้งอยู่ห่างกันพอสมควรจนแทบจะเรียกได้ว่ามีความเป็ส่วนตัวอย่างแท้จริง
พ่อกับแม่บอกว่าที่เลือกซื้อบ้านแถวนี้ก็เพราะอยากให้ผมมีที่วิ่งเล่นในตอนเด็กๆ และมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ แต่ตอนนี้ผมอายุยี่สิบปีแล้ว เป็นักศึกษาปีสองเต็มตัว แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดี่ยวสีขาวหลังอบอุ่นนี้เหมือนเดิม
ข้างๆ บ้านของผม มีบ้านเดี่ยวอีกหลังหนึ่งที่ทาสีเทาเข้มสลับดำดูขรึมและลึกลับ บ้านหลังนั้นเป็ของ
'พี่ธันวา' หนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้าปีที่เป็เพื่อนบ้านกับเรามานานหลายปี พี่ธันวาทำงานเป็ฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการออกแบบและให้คำปรึกษาทางธุรกิจระดับอินเตอร์ พี่เขาทำงานอยู่ที่บ้านเป็หลัก และมักจะตื่นเช้าพร้อมกับใบหน้าคมเข้มที่บึ้งตึง คิ้วหนาเข้มพาดเหนือดวงตาคมปลาบที่มักจะขมวดมุ่นเข้าหากันจนเกือบเป็ปมแทบตลอดเวลา พี่ธันวาตัวสูงใหญ่มาก ผิวแทนเข้มตามแบบฉบับชายไทยแท้ แถมยังมีหนวดเคราจางๆ ที่ได้รับการเล็มอย่างเป็ระเบียบ ยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวและเข้าถึงยากขึ้นไปอีก
"ข้าวหอม! ระวัง!"
เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังดังขึ้นจากหน้าต่างระเบียงชั้นสองของบ้านสีเทาเข้ม ทำเอาผมที่กำลังหอบม้วนเอกสารและหนังสือกองโตเดินลงบันไดหน้าบ้านสะดุดกึก ขาเรียวเล็กสองข้างเกือบจะพันกันจนล้มคะมำ แต่เดชะบุญที่ผมใช้มือข้างที่ว่างคว้าเอาขอบราวจับบันไดไว้ได้ทันเวลา แต่ก็นั่นแหละ... หนังสือกองโตลื่นหลุดจากมือกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นปูนซีเมนต์หน้าบ้านอยู่ดี
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงดุก็พบร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีดำสนิทแสนเรียบง่ายกำลังยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างระเบียง สายตาคมปลาบคู่นั้นจ้องมองลงมาที่ผมเเบบตำหนิ แต่ผมมักััได้ถึงความกังวลใจแฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้นเสมอ
"บอกกี่ครั้งแล้วครับว่าเวลาเดินลงบันไดไม่ควรหอบของเยอะขนาดนั้น ถ้าตกลงมาแขนขาหักจะทำยังไง"
น้ำเสียงของพี่ธันวาแม้นจะดุดันและเข้มงวด แต่คำพูดคำจาของเขากลับไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว สรรพนามที่เขาใช้เรียกตัวเองและเรียกผมเเบบสุภาพเรียบร้อยเสมอ
"ก็ผมกลัวจะไปเรียนสายนี่ครับพี่ธันวา แล้วนี่ลมมันแรง ผมเลยต้องรีบหอบเอกสารออกมา"
ผมเงยหน้าเถียงเสียงอ้อมแอ้ม พลางก้มลงเก็บหนังสือกองโตขึ้นมาปัดฝุ่นเบาๆ
"สายอะไรของเธอครับ เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้าเอง มหาวิทยาลัยก็อยู่ไม่ไกลแค่นี้ เดินทางสิบห้านาทีก็ถึงแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก"
พี่ธันวาส่ายหัวเบาๆ พลางเดินหายเข้าไปในห้องทำงานของเขา ก่อนจะโผล่ลงมาที่ประตูกำแพงกั้นเตี้ยๆ ระหว่างบ้านของเราในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
กำแพงบ้านเราค่อนข้างต่ำ สูงแค่ระดับเอวของพี่ธันวาเท่านั้น ทำให้เราสองคนสามารถเดินข้ามไปมาหาสู่กันได้ง่ายดาย ร่างสูงใหญ่ก้าวข้ามกำแพงเตี้ยๆ นั้นเข้ามาหาผมอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นน้ำหอมบุรุษจางๆ ผสมกลิ่นกาแฟอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก ผมเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ที่เดินตรงเข้ามาหา พลางขยับตัวหลบเล็กน้อยอย่างเกรงใจ
"ส่งหนังสือมานี่ครับ พี่ถือให้เอง"
พี่ธันวาพูดพลางเอื้อมมือหนาที่มีผิวแทนเข้มและปูดโปนไปด้วยเส้นเืมารับหนังสือครึ่งหนึ่งไปถือไว้เองอย่างง่ายดาย มือของเขานิ้วยาวและดูอบอุ่นมาก
"ขอบคุณครับพี่ธันวา พี่ธันวาใจดีที่สุดเลย"
ผมส่งยิ้มกว้างจนตาหยิบหยีไปให้คนตรงหน้า ซึ่งนั่นทำให้ใบหน้าคมเข้มของพี่ธันวาอ่อนแสงลงในทันที คิ้วเข้มที่เคยขมวดคลายออก ดวงตาคมปลาบสีเข้มแปรเปลี่ยนเป็ความอ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ
"ไม่ต้องมาปากหวานครับ รีบไปขึ้นรถได้แล้ว วันนี้พี่จะไปส่งเอง"
"เอ๊ะ? วันนี้พี่ธันวาว่างเหรอครับ ปกติเห็นทำงานถึงเช้าเลยนี่นา"
ผมถามพลางก้าวเดินตามร่างสูงใหญ่ไปที่รถยนต์คันหรูสีดำที่จอดอยู่หน้าบ้าน
"ว่างสำหรับเราเสมอครับ"
พี่ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่คำตอบนั้นกลับทำให้หัวใจดวงน้อยของผมเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่งโดยไม่รู้สาเหตุ
ทว่า ก่อนที่เราจะก้าวขึ้นรถ เสียงรถมอเตอร์ไซค์รับส่งเอกสารก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านของพี่ธันวา พนักงานส่งของก้าวลงมาพร้อมเอกสารซองใหญ่และสีหน้าท่าทางเกร็งๆ เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของพี่ธันวายืนอยู่ตรงนั้น
"เอ่อ... คุณธันวาใช่ไหมครับ มีเอกสารด่วนจากบริษัทเอสเคต้องเซ็นรับครับ"
พนักงานพูดเสียงเบาพลางยื่นปากกาและแท็บเล็ตให้
ผมหันไปมองพี่ธันวา และนั่นทำให้ผมต้องเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง ใบหน้าคมเข้มที่เพิ่งจะส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ผมเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าเ็าและบึ้งตึงในทันที แววตาคมปลาบนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ตอบกลับไปช่างห้วนและเฉียบขาดจนคนฟังรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ
"วางไว้ตรงนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
พี่ธันวาพูดเสียงเรียบเ็า พลางก้าวเดินไปเซ็นชื่อบนจออย่างรวดเร็ว ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีหางเสียงอ่อนโยน ไม่มีคำพูดทักทายใดๆ เพิ่มเติม บรรยากาศรอบตัวเขากลบล้นไปด้วยความกดดันน่าเกรงขามจนพนักงานส่งของรีบยกมือไหว้ลวกๆ แล้วขับรถออกไปทันที
พอพนักงานส่งของคล้อยหลังไป พี่ธันวาก็หมุนตัวเดินกลับมาหาผม เพียงแค่เขาสบตากับผม ดวงตาดุดันและแข็งกร้าวคู่นั้นก็วูบไหวและกลายเป็ความอบอุ่นอ่อนละมุนทันทีราวกับเปลี่ยนหน้ากาก
"ไปขึ้นรถเถอะครับ แดดเริ่มร้อนแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"
น้ำเสียงของพี่เขากลับมานุ่มนวลและชวนฟังอีกครั้ง ผมแอบอมยิ้มและก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะข้างคนขับ พี่ข้างบ้านคนนี้นี่สองมาตรฐานจริงๆ เลยนะ!
---
ผมมองเด็กหนุ่มตัวเล็กผิวขาวที่นั่งคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ข้างๆ พลางลอบระบายลมหายใจยาว ข้าวหอมในวัยยี่สิบปีช่างสดใส สะอาดสะอ้าน และใสซื่อจนบางครั้งผมก็นึกโมโหในความไม่รู้เื่รู้ราวของเ้าตัว ดวงตากลมโตสว่างไสวที่มักจะมองผมอย่างเทิดทูนและออดอ้อนนั้นช่างอันตรายต่อหัวใจของชายวัยสามสิบห้าอย่างผมเหลือเกิน
ผมชอบข้าวหอม... ชอบมานานหลายปีแล้ว ั้แ่ตอนที่น้องยังเป็เด็กมัธยมปลายตัวเล็กๆ จนกระทั่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ความรู้สึกของผมมันเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะตัดใจ และที่สำคัญ พ่อกับแม่ของข้าวหอมรับรู้ความรู้สึกนี้ของผมหมดทุกอย่างแล้ว
พวกท่านไฟเขียวและยินดีสนับสนุนเต็มที่ เพราะเห็นว่าผมเป็ผู้ใหญ่ มีฐานะมั่นคง และดูแลข้าวหอมได้เป็อย่างดี ติดอยู่เพียงเื่เดียว... คือตัวต้นเื่อย่างข้าวหอมนั่นแหละที่ไม่เคยรับรู้อะไรเลย ใสซื่อจนบื้อ คิดเพียงว่าผมเป็พี่ชายข้างบ้านที่ดุแต่ใจดีเท่านั้น
เย็นวันนั้น พ่อกับแม่ของข้าวหอมเดินข้ามกำแพงมาที่บ้านของผมพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ข้าวหอมเดินตามหลังมาด้วยท่าทางหงอยๆ เพราะพ่อแม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศยาวนานเกือบสามเดือน
"ธันวาเอ๊ย แม่ฝากเ้าตัวแสบไว้ด้วยนะลูก ไปคราวนี้ยาวเลย คงไม่มีใครคอยทำอาหารหรือเตือนข้าวหอมเื่นอนดึกแน่ๆ"
คุณน้ากิ่งแก้ว แม่ของข้าวหอมพูดพลางส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้ผม
"ยินดีครับคุณน้า ผมจะดูแลข้าวหอมอย่างดีที่สุดครับ ไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ"
ผมยกมือไหว้ตอบรับอย่างนอบน้อม สายตาเหลือบมองเด็กหนุ่มตัวเล็กที่ยืนทำปากยื่นปากยาวอยู่ข้างๆ
"ผมโตแล้วนะแม่ ดูแลตัวเองได้ซะหน่อย ไม่เห็นต้องรบกวนพี่ธันวาเลย พี่ธันวาทำงานยุ่งจะตายไป"
ข้าวหอมบ่นอ้อมแอ้มเสียงเบา
"โตอะไรกันเรา ปล่อยให้อยู่คนเดียวทีไร ครัวเกือบไหม้ทุกที แถมยังชอบนอนดึกตื่นสายจนไปเรียนเกือบไม่ทันอีก พ่อฝากเื่ความปลอดภัยด้วยนะธันวา ถ้าข้าวหอมดื้อหรือทำตัวไม่น่ารัก ดุได้เต็มที่เลยนะลูก พ่ออนุญาต"
คุณน้าชาญชัย พ่อของข้าวหอมพูดพลางหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงและท่าทางแสดงออกชัดเจนว่าไว้วางใจผมมากแค่ไหน
"พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงครับ ผมมีแผน... เอ๊ย ผมเตรียมตารางดูแลน้องไว้เรียบร้อยแล้วครับ"
ผมตอบรับพลางลอบสบตากับคุณน้าทั้งสองอย่างรู้กัน
หลังจากส่งพ่อแม่ของข้าวหอมขึ้นรถแท็กซี่ไปสนามบินเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศรอบตัวในบ้านชานเมืองอันเงียบสงบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความเงียบครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เหลือเพียงผมกับเด็กหนุ่มตัวเล็กที่ยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่ตรงหน้า
"พี่ธันวาครับ... งั้นผมขอตัวกลับบ้านไปเคลียร์การบ้านก่อนนะครับ"
ข้าวหอมพูดพลางเตรียมจะหมุนตัวเดินกลับบ้านตัวเอง
"เดี๋ยวครับข้าวหอม"
ผมส่งเสียงเรียกขัดไว้ ทำให้ร่างบางชะงักหันกลับมามอง
"ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ข้อตกลงในการอยู่คนเดียวของเธอมีดังนี้นะครับ ข้อแรก... ทุกเย็นหกโมงตรง เธอต้องมาทานข้าวเย็นที่บ้านพี่ ข้อสอง... ห้ามเข้านอนเกินสี่ทุ่มครึ่ง และข้อสาม... ก่อนออกจากบ้านหรือกลับจากมหาวิทยาลัย ต้องรายงานพี่ทุกครั้ง เข้าใจไหมครับ"
"เอ๊ะ! ทำไมกฎเยอะจังล่ะครับพี่ธันวา ผมไม่ใช่เด็กเจ็ดขวบแล้วนะ"
ข้าวหอมประท้วงพลางขมวดคิ้วกลมๆ เข้าหากัน ใบหน้าน่ารักงอง้ำ
ผมก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างบางอีกหนึ่งก้าว ระยะห่างลดลงจนข้าวหอมต้องเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างเกรงใจ ความสูงที่ต่างกันเกือบสามสิบเิเทำให้ข้าวหอมดูตัวเล็กกระจิริดเมื่ออยู่ต่อหน้าผม ผมก้มหน้าลงไปสบตากลมโตคู่นั้นตรงๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่หนักแน่นส่งผ่านออกไป
"พี่ตกลงกับพ่อและแม่ของเธอไว้แล้วครับข้าวหอม ถ้าเธอไม่ปฏิบัติตาม พี่จำเป็ต้องรายงานคุณพ่อคุณแม่ทันที หรือไม่... พี่ก็อาจจะต้องเข้าไปนอนเฝ้าเธอที่บ้านนู้นเพื่อให้แน่ใจว่าเธอทำตามกฎจริงๆ"
คำขู่ของผมทำให้ใบหน้าขาวใสของข้าวหอมขึ้นสีแดงระเรื่อทันตาเห็น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใและลนลานปากสั่น
"มะ... ไม่ต้องขนาดนั้นเลยครับพี่ธันวา! ผมทำตามกฎก็ได้ครับ แค่มากินข้าวเย็นใช่ไหมล่ะ... ได้ครับ! งั้นเย็นนี้หกโมงผมจะมานะ ครับ!"
ข้าวหอมละล่ำละลักพูดก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวข้ามกำแพงเตี้ยกลับเข้าบ้านตัวเองไปทันที ผมมองตามหลังร่างบางที่วิ่งหนีหายเข้าไปในบ้านด้วยความเอ็นดู มุมปากของผมยกยิ้มขึ้นมาจางๆ
แผนการดูแลเด็กดื้อเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และต่อจากนี้ไป... ข้าวหอมจะไม่สามารถหลุดรอดสายตาของพี่ข้างบ้านคนนี้ไปได้อีกแล้วครับเด็กดื้อ