ตอนที่ 3 (4)
ประตูลานตากผ้าที่อยู่ด้านหลังปิดดังปังแล้วเด้งเปิดออก ไม่รู้ว่าถูกลมพัดหรืออย่างไร ทั้งคู่ใกับเสียงนั้นจนหันไปดูพร้อมกัน ใน่ที่สติยังไม่เต็มร้อยนั้นคล้ายมีเงาคนแวบผ่าน ตู้เจี้ยนโยวมองไม่ชัด แต่อันจื่อเฉิงเห็นชัดเจน เขาไม่อาจมองเงาสีน้ำเงินนั้นผิดไปได้
อันจื่อเฉิงถอนหายใจเบาๆ ความหดหู่ในแววตาเพิ่มขึ้นอีก
ไม่นานก็เอ่ยปากในที่สุด “ขอโทษด้วย ฉันทำให้นายเข้าใจอะไรผิดรึไปเปล่า”
“...” ครั้งนี้เปลี่ยนเป็ตู้เจี้ยนโยวที่พูดไม่ออก กระอักกระอ่วนเหลือเกิน
ทั้งคู่ยืนอยู่ที่ลานตากผ้ากลางแจ้ง ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ท้องฟ้ามืดลง ลมเฉื่อยๆ ที่ให้ความรู้สึกสบายตัวพัดพาความหนาวเย็นมาเชื่องช้า
“กลับไปเถอะ! ต่อไปต้องดูแลตัวเองให้ดี นายต้องเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งให้ได้” อันจื่อเฉิงทิ้งคำพูดเหล่านี้ไว้และเดินจากไป ทิ้งให้ตู้เจี้ยนโยวยืนอยู่คนเดียวในความมืด
รุ่นพี่อยากให้เข้มแข็ง เขาเลยไม่กล้าร้องไห้
จนถึงตอนนี้เขายังจำแววตาใของรุ่นพี่อันจื่อเฉิงในตอนนั้นได้ รวมทั้งการเลี่ยงไม่เจอหน้ากันนับแต่นั้น
ตู้เจี้ยนโยวดึงสติกลับมาจากเหตุการณ์ในอดีต ถูใบหน้าของตัวเองอย่างเหนื่อยล้า
เขาล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเส้นทางการเติบโต พยายามหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ แรกเริ่มหมอบคลานอย่างต่ำต้อย ส่ายหางร้องขอความสงสาร แต่การทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้โดนดูถูกมากยิ่งขึ้น ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย สิ่งที่ทำจึงเป็เพียงการผลักตัวเองเข้าไปในโคลนตมที่ลึกกว่าเดิม
โชคดีที่รุ่นพี่อันซึ่งหลีกเลี่ยงการเจอหน้ากันตลอดภาคการศึกษาได้มาหาตู้เจี้ยนโยวก่อนวันสำเร็จการศึกษาของเ้าตัว รุ่นพี่บอกว่าจริงๆ แล้วมีผู้ชายที่แอบชอบอยู่เหมือนกัน เป็เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนสนิทของตัวเอง เพียงแต่ไม่มีความกล้าที่จะสารภาพรักเหมือนตู้เจี้ยนโยว ตอนนี้พวกเขากำลังจะเรียนจบแล้ว บางทีในภายภาคหน้าอาจต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง รุ่นพี่คิดจะรวบรวมความกล้าไปบอกเพื่อนคนนั้นแต่อยากมาเจอตู้เจี้ยนโยวก่อนที่จะลงมือทำ และขอบคุณตู้เจี้ยนโยวเช่นกันที่มอบความกล้าหาญในการออกไปไขว่คว้า
รุ่นพี่บอกว่าเห็นเงาเลือนรางในอดีตของตัวเองในตัวเขา เลยคอยเฝ้าดูความขี้ขลาดและด้อยค่าในตัวเองของเขาอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้เองอีกฝ่ายจึงอยากสอนคาราเต้ให้ตู้เจี้ยนโยว และหวังว่าจะปกป้องตัวเองได้
รุ่นพี่บอกอีกว่า ‘มีเพียงแค่การรักและมองตัวเองเป็สมบัติล้ำค่าก่อน คนอื่นถึงจะปฏิบัติต่อนายแบบนี้ได้’
รุ่นพี่ยังพูดอีกว่า ‘เด็กที่ไม่เหมือนคนอื่นอย่างพวกเราล้วนมีความพิเศษ ถ้าทุกคนเหมือนกันหมด มันจะไปมีความหมายอะไรล่ะ’ รุ่นพี่อยากให้เขางัดความกล้าหาญที่มีตอนสารภาพรักออกมา ยืนอกผายไหล่ผึ่งอย่างสง่าผ่าเผย
นับแต่นั้นเป็ต้นมา เสียงของรุ่นพี่มักกระทุ้งกระดูกสันหลังให้เขายืนตัวตรงเสมอเมื่อไรก็ตามที่เขา้าถอย
สุดท้ายรุ่นพี่ได้มอบกอดที่อบอุ่นและปรารถนาดีให้แก่เขาพร้อมพูดว่า ‘ยิ้มหน่อย อย่าเอาแต่ร้องไห้’
ตอนนี้เขายืนอกผายไหล่ผึ่งและก้าวย่างอย่างมั่นคงแล้ว เขาใช้เวลาสิบกว่าปีในการอนุญาตและยอมรับตัวเอง เมื่อไม่อาจเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ได้ ถ้าอย่างนั้นแค่แตกหน่อเป็ทุ่งหญ้าและพุ่มดอกไม้ก็ได้! ดอกไม้พุ่มนี้อย่างเขาไม่สนใจสายตาของฝูงชน เมื่อผลิบานเองก็จะเป็อิสระด้วยตัวเอง คนที่ยินดีจะชื่นชมก็มาชื่นชม คนที่ไม่ยินดีจะชื่นชมก็หลีกทางไปให้พ้น ถึงอย่างไรต่างคนต่างก็มีดอกไม้ที่เข้าตาเป็ของตัวเอง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยเป็ดอกไม้ที่ผลิบานและร่วงโรยเพื่อใคร มีแต่เพื่อตัวเขาเอง
ทว่าตอนนี้เขากลับเริ่มซวนเซ ความรู้สึกขาดความมั่นใจและด้อยค่าในตัวเองที่ปิดผนึกมาตลอดสิบกว่าปี กำลังทะลักขึ้นมาขณะนี้ เขาปล่อยให้ตัวเองสูญเสียการควบคุมได้อย่างไร ปล่อยให้ตัวเองสูญเสียการป้องกันไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเผชิญหน้ากับถังเฮ่อ ฉัน ตู้เจี้ยนโยวเป็เ้าแผนการผู้โด่งดังในวงการ แม้ไม่เคยวางแผนใส่ใครอย่างมุ่งร้าย แต่มักปกป้องเขตแดนของตัวเองได้เหนียวแน่นเสมอ ให้ไอ้พวกจ้องตาเป็มันรู้ว่าตู้เจี้ยนโยวน่ะไม่ได้แกล้งได้ง่ายๆ เขาเคยคิดว่าตัวเองที่แผนการล้ำลึกและใช้เหตุผลนำความรู้สึกแบบนี้ ชาตินี้อาจจะมีความรักยาก
เขาเป็คนมักน้อยและมีความยับยั้งชั่งใจมาตลอด แม้ว่าภายนอกจะทำตัวเหมือนปีศาจเย้ายวนที่เต็มไปด้วยตัณหา แต่เขากลับรู้สึกเยือกเย็นในใจเกินจะทนไหว เขารู้ว่าตัวเองไม่สนใจผู้หญิง แต่กับผู้ชายล่ะ นอกจากที่เข้าใจผิดมองความอ่อนโยนและยึดมั่นในความยุติธรรมของรุ่นพี่อันจื่อเฉิงในตอนนั้นเป็ความรัก จนมารู้ทีหลังว่านั่นเป็เพียงอาการหลงผิดที่อยากจะคว้าขอนไม้ลอยน้ำก็เท่านั้น หลายปีที่ผ่านมานี้เขายังไม่เคยเจอคนที่ทำให้หวั่นไหวได้เลย
ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาเป็ทั้งคนกระตือรือร้นและเ็า มอบความกระตือรือร้นของตัวเองให้งาน เพื่อน กระทั่งคนแปลกหน้า จากนั้นเก็บความเ็าทั้งหมดไว้กับตัวเอง
ตู้เจี้ยนโยวประพฤติตัวดีทั้งยังเก่งกาจ เมื่อความสามารถของคนคนหนึ่งได้รับการยอมรับ บรรยากาศโดยรอบก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เขาเปลี่ยนจากตุ๊ดเด็กที่ถูกเยาะเย้ยเหยียดหยันเป็ตุ๊ดโตเต็มวัยผู้เป็ที่รักและ้าตัวในวงการแฟชั่น แน่นอนว่าปัจจุบันไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าเขาแล้ว แต่เขากลับ้าเน้นย้ำเองว่า ‘ถูกต้อง ฉันเป็ตุ๊ด ฉันแม่งเป็โคตรพ่อโคตรแม่ตุ๊ดเลย’