“ถ้าแพ้เ้าก็อย่ามาอ้างว่าออมมือให้ละกัน!”
[วรยุทธไร้สังกัด : จันทร์กระจ่างฟ้า]
พึ่ม!
ภายในพริบตา ร่างของกูเฉินก็ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของชูเล่ย แล้วโถมตัวลงมาฟาดฟันใส่ชูเล่ยอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากชูเล่ยหลบการโจมตีนั้นได้ทัน กระบี่จึงปะทะเข้ากับพื้นสนามจนมันแตกออกมาตามแรงกระแทก
“เฮ้ยๆ นั้นมันรุนแรงเกินกว่าจะเป็การโจมตีของระดับพื้นฐานแล้วนะเว้ย”
เมื่อทิ้งระยะห่างออกมาจากกูเฉินแล้ว ชูเล่ยจึงกล่าวออกมาอย่างประหลาดใจ ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่ประหลาดใจ คนอื่นๆที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็ไม่ต่างกัน
‘เร็วเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาโจมตีใส่ข้าเสียอีก หากเมื่อวานเขาใช้วรยุทธนี้ข้าคงแพ้เขาหมดรูปเป็แน่’
เสี่ยวชิงได้คิดขึ้นภายในใจของนางเพราะความเร็วและความรุนแรงมันเหนือยิ่งกว่าเหนือเมฆาใต้สมุทรเสียอีก นางไม่สามารถหลบการโจมตีที่เร็วขนาดนี้ได้ ป้องกันก็ไม่ไหวเช่นกัน
“ก็ใครบอกล่ะว่าวรยุทธที่ข้าใช้มันระดับเดียวกับข้าน่ะ ทีนี้ก็ถึงตาเ้าโจมตีแล้ว”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสับสนในระดับพลังของตัวเขา กูเฉินจึงท้าให้ชูเล่ยเข้ามาโจมตีใส่ตนเองด้วยท่าทางอวดดี
“อวดดีนักนะแก”
[วรยุทธสามัญ : หมัดกระแทกศิลา]
ชูเล่ยที่ถูกยั่วยุจึงพุ่งเข้าไปโจมตีด้วยความโมโห กูเฉินที่เห็นว่าเขาพุ่งเข้ามาอย่างหน้าด้านๆไร้ซึ่งกลยุทธ์ใดๆ เขาจึงนำกระบี่มาป้องกันการโจมตีเอาไว้
[วรยุทธไร้สังกัด : ศิลาไม่เคลื่อนไหว]
[วรยุทธไร้สังกัด : ศิลาถล่มภูผา]
เมื่อเห็นว่าตัวเขาชูเล่ยไม่สะทกสะท้านจะแรงสะท้อนกลับ กูเฉินจึงปล่อยหมัดขวาใส่ชูเล่ย จนมันปะทะกับการ์ดของชูเล่ยเพราะหากเทียบกับพลังทำลายแล้ว ความเร็วของมันนั้นมีไม่มากนัก ซึ่งมันก็เป็ความผิดพลาดของชูเล่ยที่ตั้งรับการโจมตีนั้น
เอื้อ!
หลังจากที่รับหมัดของกูเฉินเข้าไปเต็มๆ การป้องกันที่ไม่ได้เสริมพลังปราณใดๆจึงพังทลายลงไปในพริบตา ตามด้วยแรงกระแทกของหมัดที่ถูกซัดเข้าเต็มๆ ทำให้ตัวของชูเล่ยกระเด็นไปไกลหลายเมตร
“จะว่าไป แม่นางที่ยืนอยู่ข้างๆซื่อหยานี่น่าสนใจดีนะ เ้าคิดเหมือนข้ามะ?”
กูเฉินหันไปมองเด็กสาวผมสีชมพูหน้าตาน่ารักที่ยืนอยู่ข้างซื่อหยาก่อนจะเอ่ยออกมาพร้อมลูบคางไปพลาง ถึงกับทำให้ทุกคนทำหน้าหยีกันเลยทีเดียว
“อย่าริอาจมาคิดสกปรกกับลู่หงหยิงนะ- แอ๊ก!”
เมื่อโมโหมากไปจนขาดสติพุ่งเข้าใส่กูเฉิน ส้นเท้าหรรษาของกูเฉินจึงสับเข้ากลางหัวของเขาจนคนรอบข้างซี๊ดปากตามๆกัน ส่วนชูเล่ยก็หัวทิ่มพื้นไปแล้ว
“ข้าขอโทษแม่นางลู่ด้วยที่ทำท่าทางล่วงเกินเมื่อครู่ ข้าเพียงแค่้ายั่วยุเขาเพียงเท่านั้น”
กูเฉินหันไปก้มหัวขอโทษหงหยิงทันทีที่จัดการชูเล่ยเสร็จแล้ว เพราะเขาไม่ได้คิดอะไรไม่ดีไม่งามกับนางจริงๆ เพียงแต่เขาสังเกตเห็นว่ามันมีคนชอบชำเลืองมองนางบ่อยๆเขาจึงจงใจยั่วยุด้วยท่าทางและคำพูดนั่นเอง
“ส่วนเ้าก็คิดมากๆหน่อยๆก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ระดับพื้นฐานจะอ่อนแอกว่าระดับนักสู้หรอกนะ แล้วก็ควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ด้วยนะ มันจะดีต่อตัวของเ้าเองในอนาคตน่ะ”
ไม่หนำซ้ำยังหันกลับไปใส่สอนชูเล่ยที่กำลังลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากจากอาการมึนงงที่โดนส้นตอกเข้าศีรษะอย่างจัง แต่เขาก็ไม่ไก้ดล่าวอะไรออกมาพร้อมกับมองไปทางฟางอิง ซึ่งเขาก็ยิ้มรับอย่างอ่อนโยนโดยปราศจากความโกรธหรือความผิดหวัง ราวกับว่าเขาอยากให้ชูเล่ยพ่ายแพ้ในการประลองครั้งนี้
*เสียงปรบมือสองครั้ง*
“เอาล่ะๆได้เวลาสอนพวกเ้ากันแล้ว ฟางอิงเ้าดูแลลูกศิษย์ของเ้าด้วย ส่วนกูเฉิน เ้ากลับมานี่เลย แล้วก็เลิกก่อเกินลูกศิษย์ของอาจารย์ฟางอิงด้วย”
เมื่อสิ้นสุดการประลองของทั้งคู่แล้ว ฟานอวี่จึงปรบมือเรียกความสนใจจากทุกคน เพราะเธอและฟางอิงต้องสอนลูกศิษย์ของตนเองกันแล้ว ไม่ใช่ให้ลูกศิษย์ตีกันเรื่อยๆ
“ฮ่าๆ ข้าผิดอะไรล่ะท่านอาจารย์ ข้าไม่ใช่คนที่เริ่มก่อเื่ซะหน่อย”
กูเฉินกล่าวออกมาน้ำเสียงที่ติดหัวนิดหน่อยแต่ก็ยังพอมองออกมาว่าเขาไม่ได้กังวลอะไรราวกับว่ารู้ผลแพ้ชนะอยู่แล้ว
“แล้ววันนี้อาจารย์วางแผนว่าจะสอนอะไรกับพวกเราบ้างหรอคะ?”
เสี่ยวชิงได้เอ่ยถามออกมาเมื่อกูเฉินเดินกลับมารวมกลุ่มสามกับพวกเธอแล้ว
“เอาเป็ว่าพวกเธอคงรู้กันอยู่แล้วใช่มั้ยว่าแหล่งกำเนิดพลังปราณภายในร่างทั้ง12จุดถูกเรียกว่าดวงดาวทั้ง12ดวง ใช่มั้ย”
เมื่อลูกเสร็จทั้งสองมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว ฟานอวี่จึงได้ถามทั้งสองเกี่ยวกับเื่พื้นฐานสำหรับผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเขา
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วสิ่ท่านอาจารย์ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะฝึกฝนได้อย่างไรล่ะ”
กูเฉินพูดออกมาพร้อมกางแขนออกนิดหน่อยแทนการเสริมว่า มันก็ต้องรู้กันอยู่แล้วปะ ส่วนเสี่ยวชิงนั้นไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่พยักหน้ารับเพียงเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็นั่นแหละ ส่วนหนึ่งในวิชาของเ้าที่พเึ่งให้ไป ไปศึกษาเอาเองซะ”
“หะ! ก็ว่าทำไมท่านถึงไม่มีลูกศิษย์”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองนั้นรู้จักดีอยู่แล้ว ฟานอวี่ืจึงไล่ให้กูเฉินไปฝึกเองคนเดียว จนเขาถึงกับทักเื่ไม่มีใครมาเป็ลูกศิษย์ของนางด้วยตนเอง แต่นางไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใดและเดินเข้าไปหาเสี่ยวชิง
“ส่วนเ้าตามข้ามา ข้ามิอาจปล่อยให้เ้าฝึกตัวคนเดียวได้”
นางได้กล่าวออกมาพร้อมกับเดินออกห่างจากกูเฉินและมีเสี่ยวชิงเดินตามหลังนางไปด้วย
“ข้าคงต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเองอีกแล้วสิ่นะ เห้อ… เอิ่ม… นี่ท่านอยากให้ตัวข้าะเิขนาดนั้นเลยงั้นรึ?”
เมื่อกูเฉินศึกษาเนื้อหาภายในตำราเล่มบางที่ฟานอวี่นั้นได้ให้เขาเอาไว้ และได้พบว่ามันคือวิชาะเิตัวตายเองชัดๆ วิชาภายในนั้นคือการะเิดวงดาวภายในร่างเพื่อเร่งระดับพลังปราณให้สูงขึ้นชั่วคราวในชั่วพริบตา แต่หลังจากผลของวิชานี้ได้หมดลง มันจะทำให้ตัวผู้ใช้ตกอยู่ในสภาวะพลังปราณภายในเหือดแห้ง หรืออีกนัยนึงก็คือ เดี้ยงจนกว่าพลังปราณร่างจะถูกฟื้นฟู
“อื่ม… นี่ท่านเป็คนยังไงกันแน่เนี่ย อยากได้ศิษย์เพิ่มหรืออยากฆ่าลูกศิษย์ของตัวเองกันแน่… เดี๋ยวนะ ถ้ามันทำให้พลังปราณเหือดแห้ง งั้นถ้าใช้กับไอ้นั่นล่ะก็น่าจะพอทดแทนกันได้อยู่”
กูเฉินที่นั่งทบทวนเนื้อหาอยู่สองถึงสามรอบก็ได้เกิดความคิดสุดบรรเจิดขึ้นมาภายในหัว โดยการใช้ปลดปล่อยิญญาเพื่อเร่งพลังปราณภายในร่าง และใช้วิชาของฟานอวี่เพื่อเร่งระดับไปอีกขั้น เมื่อผลของมันหมดก็จะดึงพลังปราณที่ถูกเพิ่มมาจากปลดปล่อยิญญาแทน นี่ไงที่เรียกว่าบรรเจิด
พุ่ม!
“เกิดอะไรขึ้น!”x2
เมื่ออาจารย์ทั้งสองััได้ถึงพลังระดับนักรบขั้นกลางที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมา ทำให้ทั้งคู่รีบหันไปทางแหล่งที่มาและพบกับกูเฉินที่ยืนทำหน้ามึนๆอยู่