“ด…ดาวอังคาร ?”
ภายในรถตู้สีดำ เรเวอรี่อุทานออกมาด้วยความตกตะลึงกับประโยคที่ยากจะเชื่อของหญิงสาวตรงหน้า
‘ดาวอังคาร…. ดาวอังคารเนี่ยนะ !? ยัยป้านี่สติไม่ดีแน่ ๆ’
เด็กหนุ่มผมบลอนด์นึกย้อนไปถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารมากมายตลอด่ชีวิตของเขา และสรุปได้ในทันทีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ก็จริงอยู่ที่มนุษยชาติเคยไปเหยียบบนพื้นทรายสีแดงของดาวอังคารมาแล้ว แต่การไปตั้งรกรากหรือสถานกักกันผู้มีพลังพิเศษขึ้นบนดาวอังคารนั้นเป็เื่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าขึ้นมากใน่ 4-5 ปีมานี้ แต่ด้วยเหตุผลไร้สาระและความขัดแย้งกันเองของชนชั้นผู้นำ ทำให้มนุษยชาติยังคงไม่สามารถขยายถิ่นฐานออกไปยังนอกอวกาศได้
ด้วยที่ทุก ๆ ประเทศมหาอำนาจสนใจแต่เื่การแย่งชิงผลประโยชน์ทางการตลาด การสำรวจอวกาศจึงถูกมองว่าเป็เื่ไร้สาระ
หรือก็คือมนุษยชาติหยุดลงแค่การปักธงโง่ ๆ และทิ้งซากจรวดไว้บนดาวอังคารมาหลายสิบปีแล้ว …
ไม่ว่าจะมองมุมไหน นึกหาเหตุผลแปลก ๆ อะไรมา เรเวอรี่ก็ไม่คิดว่าปลายทางของเขาจะเป็ดาวอังคารแน่ ๆ ให้หลอกว่ามีสถานกักกันผู้มีพลังพิเศษอยู่ใต้ดิน หรืออาณาจักรลับแลยังดูฟังขึ้นมากกว่าด้วยซ้ำ
“ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เชื่อฉันสินะ ?”
“เอาเถอะ คนส่วนมากก็คงไม่เชื่อเื่แบบนี้กันอยู่แล้ว”
หญิงสาวผมเงินพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังพลางถอนหายใจ ก่อนจะนอนพลิกตัวคะแคงหลบหน้าเด็กหนุ่มราวกับกำลังจะสื่อว่าตนเองหมดความสนใจที่จะเสวนากับเขาต่อแล้ว
‘ย..ยัยป้านี่… ร…รู้สึกไม่สบอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้เลยแฮะ… ช่างมันปะไร ยังไงซะก็พูดคุยกับเธอไปเราก็ไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไร…’
เรเวอรี่มองไปที่หญิงสาวฝั่งตรงข้ามแว่บนึง แล้วจึงกลับไปนั่งคิดเรื่อยเปื่อยต่อ คิดถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดบางอย่างก่อนที่เขาจะถูกพาตัวมาตรวจที่โรงพยาบาล
ก่อนหน้านี้มีกล่องพัสดุปริศนาส่งมาที่คฤหาสน์ของเรเวอรี่โดยระบุว่าเป็มรดกตกทอดชิ้นสำคัญจากพ่อของเขา โจนาธานรี้ด
มันเป็ วัตถุสีดำสนิทรูปร่างเหมือนรีโมทโทรทัศน์ที่ไม่มีปุ่มและมีแถบสีเขียว ๆ ตัดตรงกลาง ดูมินิมอล แต่ก็สรรหาประโยชน์ใช้สอยอะไรไม่ได้นอกจากเอาไว้ใช้ทับกระดาษ
ของพรรค์นั้นที่โคตรจะดูไร้ประโยชน์ มักจะถูกวางทิ้งไว้โง่ ๆ บนชั้นหนังสือสักที่ในคฤหาสน์ แต่ด้วยที่หน้ากล่องที่ใส่มันมาเขียนว่าให้เรเวอรี่พกมันติดตัวตลอดเวลา เขาจึงพกมันมาด้วยแม้กระทั่งตอนนี้
‘ไอ้แท่งนี่มันมีประโยชน์อะไรกันแน่นะ ?’
เรเวอรี่หยิบที่ทับกระดาษ(อนุมานเอาเอง) สีดำออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วพยายามหาประโยชน์ใช้สอยจากมัน
แต่ท้ายที่สุดแล้วแท่งสีดำที่มีแถบสีเขียวก็ไม่ได้เกิดปฏิกิริยาอะไรทั้งสิ้น หลังจากเอามันออกมาได้สักพักเขาก็เก็บมันกลับไปในกระเป๋า
ปัง ปัง !
เสียงประตูถูกเปิดออกและปิดลงอย่างกะทันหัน จากนั้นรถตู้ที่พวกเขากำลังโดยสารอยู่ก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ
เมื่อเห็นว่าคงหนีไปไหนไม่รอดแล้ว เรเวอรี่ก็หลับตานอนลงไปบนเบาะของรถตู้ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป
….
ภายในห้วงภวังค์หลับลึกแห่งความฝัน
ร่างของเรเวอรี่จมดิ่งลงไปในความมืดเย็นะเือันไม่มีที่สิ้นสุด หมุนวน ไหลเวียนไปเรื่อย ๆ ราวกับทุกอณูของร่างกายได้กลายเป็ของเหลว ก่อนที่แสงสีเขียวจะปรากฏขึ้นดึงตัวเขาเข้าไป
รู้สึกตัวอีกที เด็กหนุ่มก็ตื่นขึ้นมาใต้ร่มของต้นไม้ขนาดใหญ่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่กว้างไกลไปจนถึงเส้นขอบฟ้า
เขาค่อย ๆ ทรงตัวขึ้นมาพิงกับต้นไม้ใหญ่ เงยหน้าขึ้นมองไป้าและหันซ้ายขาว ตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างระหวาดระแวงพร้อมกับคำถามในใจ
‘ที่นี่มันที่ไหนกัน ?’
ในหัวของเรเวอรี่เต็มไปด้วยคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มรู้สึกตัวได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย
‘ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ไอ้ที่เขาเรียกกันว่า Lucid dream สินะ…’
ทั้งสายลมที่พัดผ่านมากระทบตัวของเรเวอรี่และเสียงใบไม้ที่พลิวไหว ทุกอย่างดูเหมือนของจริงมาก ราวกับว่าเขาหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่งมากกว่าความฝัน
น่าแปลกตรงที่ แม้ว่าเรเวอรี่จะไม่เคยเห็นทิวทัศน์นี้มาก่อนในชีวิต แต่เขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างน่าประหลาด
“ยินดีต้อนรับสู่สวนแห่งจินตภาพ ผู้สืบทอด”
“ดิฉันมีนามว่า เอสทริเซีย เป็ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้”
“หากไม่เป็การรบกวนโปรดบอกนามของท่านให้ดิฉันทราบด้วยค่ะ”
จู่ ๆ ร่างของหญิงสาวผมสีดำในชุดคล้ายกับนักบวชสาวสีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเรเวอรี่อย่างน้อบน้อม
ั์ตาสีเขียวมรกตของเธอจ้องไปที่เขาราวกับมองทะลุความเป็จริงทั้งหมดบนโลกลึกเข้าไปในหัวใจอ่านถึงตัวตนทั้งหมดในคราวเดียว
น่าแปลกที่ทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ไม่รู้ทำไม เรเวอรี่กลับรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้านั้นเป็คนที่พึ่งพาได้อย่างบอกไม่ถูก
‘ถึงมันจะเป็ฝันแปลก ๆ ก็เถอะแต่เล่น ๆ ตามน้ำไปก็แล้วกัน’
“ฉ..ฉันเหรอ ฉันชื่อว่า… ไม่สิ แค่ก ๆ ข้ามีนามว่า เรเวอรี่ รี้ด”
ทั้งบริบทและสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้ทำให้เรเวอรี่ต้องเปลี่ยนคำพูดของตัวเองกลางคันแบบเขิน ๆ เด็กหนุ่มรู้สึกตัวดีว่านี่เป็แค่ความฝัน และมันก็เป็ฝันที่แปลกประหลาดมาก ๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ท่านเรเวอรี่ ”
“ท่านคงจะกำลังสับสนกับสิ่งที่เผชิญอยู่ แต่ขอให้เข้าใจว่าสถานที่นี้จะต้องเป็ประโยชน์ แก่ท่านในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ”
เอสทริเซียก้มลงคำนับแล้วยื่นมือเข้าไปล้วงกระเป๋ากางเกงของเรเวอรี่แล้วหยิบแท่งที่ทับกระดาษสีดำออกมา ก่อนจะพูดพึมพำแปลก ๆ ออกมาคนเดียว
“เปิดใช้งานระบบปฏิบัติการบูสเตอร์ ยืนยันตัวตนผู้สืบทอดเป็ไปตามเงื่อนไข”
“ทำการเชื่อมต่อกับสวนแห่งจินตภาพ… ”
“เปิดระบบการรับกุญแจแห่งวีรชนและเศษเสี้ยวพลัง… ”
เมื่อเธอพูดจบแสงสีเขียวสว่างไสวก็ส่องสว่างออกมาจากแท่งที่ทับกระดาษสีดำ เจิดจ้าทำให้เรเวอรี่ต้องปิดตาของตัวเองไปพักหนึ่งรอให้มันลดแสงลงอย่างช้า ๆ
“เธอทำอะไรน่ะ แสงเมื้อกี้มันอะไร ? แล้วเมื่อกี้เธอพึมพำอะไร ? งง ไปหมดแล้วอธิบายที”
ทันทีที่แสงดับลงเด็กหนุ่มก็ยิงคำถามชุดใหญ่ใส่หญิงสาวตรงหน้า พร้อมหยิบแท่งที่ทับกระดาษสีดำของตนกลับมา
อย่างไรก็ตามเอสทริเซียนั้นไม่ได้มีท่าทีอะไร นอกจากจ้องไปที่ใบหน้าของเรเวอรี่ด้วยสายตาอันอ่อนโยน ราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่พยายามทำโจทย์เลขอยู่
“...”
“...”
ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่นิ่ง ๆ ตกอยู่ในบรรยากาศมาคุนั้นไปพักใหญ่ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เหมือนว่าต่างฝ่ายต่างกำลังรอให้อีกฝ่ายเป็คนพูด
‘ต้องถามซ้ำรึเปล่านะ ? เธอคนนี้อาจจะได้ยินเราไม่ชัดก็ได้ ?’
“คือฉันสงสัยว่าเมื่อกี้เธอทำอะไรน่ะ พอจะอธิบายได้รึเปล่า ?”
เรเวอรี่ถามออกไปอีกรอบ ทว่าท่าทีของเอสทริเซียก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป
คำพูดของเขาส่งไปไม่ถึงเธอ…
ในมุมของเรเวอรี่แล้วมันอาจจะเหมือนว่าเอสทริเซียกำลังกวนประสาททำเป็หูทวนลมอยู่ แต่สำหรับเธอแล้ว คำพูดเ่าั้ถูกตัดเสียงออกไปจนหมดสิ้น
“ดูเหมือนสิทธิ์ของท่านจะยังไปไม่ถึงระดับที่เราจะสามารถคุยกันได้มากกว่านี้...”
“หากเป็แบบนั้น หน้าที่ของดิฉันในวันนี้ก็คงหมดลงแล้ว”
เอสทริเซียกล่าวด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย
สิ้นเสียงของเธอร่างของเรเวอรี่ก็ถูกพลังบางอย่างผลักเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง ความหนาวเย็นะเืและความมืดก็ได้กลับมาอีกครั้ง เปลี่ยนวิสัยทัศน์ทั้งหมดให้ดำสนิท ทิ้งร่างของเด็กหนุ่มจมหายลงไปในทะเลแห่งความมืดมิดอันไม่มีที่สิ้นสุด
….
“เหวอออ ”
เรเวอรี่อุทานด้วยความหวาดกลัวก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาในรถตู้อีกครั้ง แต่ที่แตกต่างก็คือตอนนี้รถตู้ได้หยุดลงแล้ว และหญิงสาวผมเงินที่นั่งรถมาด้วยกันก็มาโผล่ตรงหน้าเขาแทนที่ความว่างเปล่า
เมื่อกลับมาสู่ความเป็จริงสิ่งแรกที่เด็กหนุ่มนึกถึงก็คือแท่งสีดำในกระเป๋ากางเกงของตน แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็พิเศษ
‘ความฝันเพี้ยน ๆ ก็แค่ความฝันเพี้ยน ๆ สินะ…’
ที่สำคัญที่สุดก็คือประตูท้ายของรถตู้นั้นกำลังเปิดอยู่ ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาได้มาถึงที่หมายของพวกเ้าหน้าที่เป็ที่เรียบร้อย ทำให้การขัดขืนหลบหนีนั้นดูจะสายเกินไปเสียแล้ว
“อ๊ะ ตื่นแล้ว ๆ เรียกตั้งนานกว่าจะตื่น รีบไปกันได้แล้ว”
“อย่าปล่อยให้พวกเ้าหน้าที่นั่นรอนานเลย เด๊่ยวจะหงุดหงิดกันซะเปล่า ๆ”
เธอบ่นก่อนจะเดินลงจากรถไป
‘เมื่อกี้เป็แค่ความฝันจริง ๆ ด้วยสินะ ?! เป็ฝันที่แปลกชะมัด’
เด็กหนุ่มผมบลอนด์งอหัวอย่างสับสนพร้อมหันไปรอบ ๆ สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ดูเหมือนว่ารถตู้สีดำที่เขาโดยสารมาจะมาจอดหยุดอยู่ที่โกดังร้างแห่งหนึ่ง พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดแจงอย่างเป็ระเบียบมีเข้าหน้าที่ยืนคุมแต่ล่ะมุมอย่างเคร่งครัด
เบื้องหน้าของเรเวอรี่มีประตูมิติแสงกว้างประมาณ 4 เมตร สูงขึ้นไปราว ๆ 7-8 เมตร ดูอลังการเหมือนหลุดออกมาจากเกมแนวแฟนตาซีที่เขาเคยเล่น
ข้าง ๆ ประตูมิติแสงนั้นมีชายผมทองร่างสูงในชุดสูทยืนอยู่ ั์ตาของเขาส่องแสงสีทองสว่างไสวทรงพลังราวกับเป็ตัวตนที่หลุดออกมาจากพระคัมภีร์
“ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเปิดประตูมิติให้คนแค่ 2 คน”
“หามามากกว่านี้ไม่ได้แล้วรึไง ?”
ชายผมทองหันไปต่อว่าเ้าหน้าที่ชุดดำ 2-3 คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พลางจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ
“ขอโทษด้วยครับ จ่า แสตน พอดีนี่เป็เคสเร่งด่วนน่ะครับ”
“ทางเบื้องบนสั่งให้พวกเรารีบพาตัว วิริเดีย ซิริอุส ขึ้นไปให้เร็วที่สุด”
เ้าหน้าที่หนุ่มรีบเข้ามารายงานกับชายผมทองพร้อมส่งแฟ้มข้อมูลให้กับเขาด้วยมือที่สั่นครือ ซึ่งชายผมทอง หรือ ‘จ่า แสตน’ ก็รับมันมาอ่านโดยไม่ได้ต่อว่าอะไรต่อ
ด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ก็เพราะว่าความลนลานของเ้าหน้าที่หนุ่ม เสียงที่เขาพูดออกมาจึงดังมาถึงฝั่งของเรเวอรี่และหญิงสาวผมสีเงิน
และแล้ววินาทีที่ชื่อของเธอดังผ่านหูของเด็กหนุ่มผมบลอนด์วัย 14 ปี เสียงแปลก ๆ บางอย่างก็สั่นพ้องขึ้นมาในหัวของเขา
[ตรวจพบกุญแจแห่งวีรชน]
[ทำการเปิดระบบของบูสเตอร์เพื่อรับกุญแจวีรชน]
…