ท่ามกลางป่าลึกที่มืดมิด ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
ัมรกตตัวน้อยยืนอยู่กลางลานหินศักดิ์สิทธิ์ ดวงตาของมันเปล่งประกายราวอัญมณีในความมืด ความตั้งใจและความมุ่งมั่นปรากฏชัดในทุกสายตาที่จับจ้องไปยังฟากฟ้า มันรู้ดีว่าเวลานี้คือ่เวลาวิกฤต
เสินดั้งเดิมของัทมิฬแม่ทัพเผ่ามารผู้ล่วงลับที่แฝงอยู่ในตัวมัน เปรียบประดุจะเิเวลา พลังงานแปลกแยกที่สะสมมานานเนิ่นพร้อมจะทำให้ร่างของมันะเิได้ทุกเมื่อ
ทว่าความคิดของัหนุ่มผู้นี้กลับแหวกแนว มันกำลังใช้พลังทมิฬนี้พามันฝ่าด่านเลื่อนขั้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้น การต่อสู้ภายในจิตใจของมันจึงรุนแรงดั่งพายุ แม้ภายนอกจะดูสงบเงียบ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ในขณะที่ัมรกตหนุ่มเริ่มรวบรวมพลัง ทุกอณูในร่างกายสั่นสะท้าน ราวกับสามารถรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดของพลังที่เริ่มก่อตัว มันหลับตาลง ปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปกับความทรงจำจากการฝึกฝนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มันใช้พลังนี้ มันรู้สึกถึงความร้อนรุ่มและความเย็นเยียบผสานกันดั่งเปลวไฟปะทะน้ำแข็ง มันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกายอย่างชัดเจน
แต่ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยเงียบสงบกลับแปรเปลี่ยน เสียงฟ้าร้องดังสนั่น เพียงแค่แสงสว่างวาบความเ็ปแสนสาหัสก็แผ่กระจายทั่วร่างกาย จนร่างที่ดูเป็ะของมันะเิออกอย่างรุนแรง
“ไม่!!!”
“…”
แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!
ภายในห้องที่มืดสนิท จู่ๆ ก็เกิดเสียงหอบเหนื่อยสะท้อนไปตามผนัง ฟางหลงที่เมาสุราจนหลับไปก่อนหน้านี้ รีบดีดตัวตื่นจากฝันร้าย เขายังคงรู้สึกถึงความหวาดกลัวและความเศร้าจากความฝันที่เพิ่งผ่านพ้นไป ดวงตาของเขาจ้องมองความมืดในห้องนอน พลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“ข้าอุตส่าห์เมาหลับได้ทั้งที กลับฝันร้ายอีกจนได้ เ้าฝันบ้าทำไมข้าถึงไม่เคยฝันถึงเื่อื่นเลยสักครั้ง”
ใบหน้าอ่อนละมุนของเขายับย่น พร้อมบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างโมโห ก่อนจะนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตนยังอยู่บนยอดเขาด้านหลังที่ตั้งตระกูล ในใจก็นึกขอบคุณสหายสนิทที่แบกตนลงจากเขาอย่างยากลำบาก
...
หลังจากที่มื้อเช้าผ่านพ้นไป ฟางหลงยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ท่านปู่ผู้นำตระกูลฟางหันมองหลานชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความตั้งใจแน่วแน่ ในที่สุดเสียงแก่ชราก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นหนักแน่นแต่แฝงความอ่อนโยน
“เสี่ยวหลง เ้าต้องไปเข้าสำนักศึกษา ต้องไปเห็นโลกกว้างอย่ามัวแต่หมักสุราอยู่เช่นนี้อีกเลย”
ฟางหลงเงยหน้ามองท่านปู่ที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและความลังเล
“ท่านปู่ ข้าไม่อยากทิ้งสมุนไพรและสุราพวกนี้ไป ท่านก็รู้ว่าข้า...ไม่อาจหลับได้ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้”
ชายชราผู้นำตระกูลถอนหายใจเบาๆ
“ข้ารู้ว่าเ้ากำลังจะพูดอะไร แต่เ้าเป็ผู้สืบทอดตระกูลฟาง เ้าต้องรับผิดชอบและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคตของตระกูล” ท่านปู่หยุดพูดแล้วมองไปที่หลานชายตัวดีอย่างแน่วแน่
“ข้าไม่ได้พูดเล่น ครั้งนี้เ้าต้องไป”
ฟางหลงยังคงพยายามออดอ้อน งัดลูกไม้ต่างๆ นานาออกมา
“ท่านปู่ ข้าสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้น ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ทว่าชายชรากลับส่ายหัวเบาๆ ถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เสี่ยวหลง เ้าจะต้องไป เราไม่อาจปล่อยให้ผู้สืบทอดตระกูลฟางกลายเป็คนไม่เอาไหน วันหนึ่งเ้าจะต้องรับผิดชอบต่อทุกคนในตระกูล และข้าต้องทำให้แน่ใจว่าเ้ามีความพร้อม”
คำพูดนั้นทำให้ฟางหลงรู้สึกถึงความหนักแน่นและความหวังดีของผู้เป็ปู่ที่้าให้เขาเติบโตเป็ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ
เมื่อเห็นท่านปู่ไม่ยอมใจอ่อน ฟางหลงก็เริ่มรู้สึกถึงความกดดันที่ก่อตัวขึ้น เขาจึงจำยอมกัดฟันยอมรับความจริง
“ก็ได้ๆ ข้าจะเข้าสำนักศึกษา ข้าจะทำตามที่ท่านปู่สั่ง”
ฟางหลงกล่าวด้วยเสียงอ่อนน้อม พร้อมทำใบหน้าทะเล้นเพื่อไม่ให้ชายชราตึงเครียดมากเกินไป
ท่านปู่ยิ้มอย่างอบอุ่น
“ดีแล้ว เ้ากำลังทำเพื่ออนาคตของตระกูลฟาง ข้าภูมิใจในตัวเ้า”
ฟางหลงรู้สึกถึงความหนักแน่นในใจและความรักที่ท่านปู่มีให้กับเขา เขารู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไป และเขาก็พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับอนาคตที่รออยู่
...
ฟางหลงยืนอยู่บนยอดเขา มองดูทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้า เขารู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านใบหน้า ในหัวมีแต่ความคิดคำนึงถึงการเดินทางครั้งใหญ่ เขาหันกลับไปมองฟางจื่อเหลียน สหายรักผู้คอยปกป้องเขามาโดยตลอด ฟางจื่อเหลียนสบตาพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เหมือนจะบอกว่า
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
หลังจากร่ำลาผู้คนในตระกูล ฟางหลงเข้าไปโอบกอดฟางหยุนเยว่ พี่สาวที่เขารักมากที่สุดในชีวิต
ฟางหลงน้ำตาคลอเบ้า กัดฟันแน่น ก่อนจะหันหลังเดินลงหุบเขาจากไป เสียงของฟางหยุนเยว่ยังดังก้องในหัว
“เสี่ยวหลงระหว่างทางเ้าต้องระวังตัว อันตรายมีอยู่รอบด้าน หากว่าคิดถึงข้าและท่านปู่ก็ให้อดทนเข้าไว้”
การเดินทางจากตระกูลไปยังสำนักศึกษาไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ฟางหลงคิดไว้ เส้นทางที่เคยได้ยินว่าปลอดภัยกลับเต็มไปด้วยปริศนาและความลึกลับ
ในคืนหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังนอนพักอยู่ภายในกระโจมที่ทำจากหนังสัตว์ ฟางจื่อเหลียนที่นอนไม่หลับอยู่ด้านข้างก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ข้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังตามเราอยู่”
ฟางหลงพยักหน้ารับรู้ เขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกตินี้เช่นกัน…
แสงจันทร์ส่องประกายแ่เบาบนท้องฟ้า ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามา ฟางหลงและฟางจื่อเหลียนต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ ครั้งนี้เป็ฟางหลงเองที่นั่งเฝ้ายามเพื่อให้ฟางจื่อเหลียนได้พักผ่อนเตรียมเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้
รุ่งเช้าวันใหม่ การเดินทางได้เริ่มต้นอีกครั้ง
ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับป่าโบราณที่หนาทึบ แม้จะมีแสงแดดส่องลงมาเบาบาง แต่บรรยากาศกลับเย็นสบายน่าหลงใหล
“นายน้อย! ท่านเคยคิดไหมว่าแผ่นดินนี้กว้างใหญ่เพียงใด?” ฟางจื่อเหลียนถามขณะเดินผ่านแนวต้นสน
“ข้าเคยคิด แต่ไม่เคยคาดว่าจะมีเื่ลึกลับมากมายเช่นนี้” ฟางหลงตอบพลางมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย
เย็นวันเดียวกัน เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ฟางหลงสังเกตเห็นว่าผู้คนที่นี่ดูเงียบเหงา และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว จึงรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
“มีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่นี่” ฟางหลงกระซิบกับฟางจื่อเหลียน
“ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น” ฟางจื่อเหลียนตอบกลับด้วยเสียงเคร่งเครียด ทั้งคู่ไม่อาจเดินต่อไปได้อีกแล้ว ค่ำคืนนี้พวกเขาจำต้องพักที่หมู่บ้านแห่งนี้โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ค่ำคืนนั้นในหมู่บ้านเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยต้นไม้โบราณ ฟางหลงเฝ้ามองพระจันทร์ที่แขวนอยู่บนท้องฟ้าด้วยความเงียบสงบ แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สงบเหมือนเคย เมื่อมองเห็นเงาดำเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ทันใดนั้น เขาก็รีบปลุกฟางจื่อเหลียน สหายรักที่หลับอยู่ด้านข้าง
“จื่อเหลียน! ตื่น…ตื่นเร็วเข้า!” เขากระซิบเรียกอย่างกระสับกระส่าย
ฟางจื่อเหลียนที่ตื่นขึ้นมาเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นะเืที่ไม่ปกติ แต่ก่อนจะได้ถามอะไร กระท่อมที่พวกเขาใช้พักก็พังคลืนลงมา ฟางจื่อเหลียนรีบชักกระบี่ที่เขาถือไว้ตลอดขึ้นเตรียมต่อสู้
เสียงไม้แตกดังสนั่น ฟางจื่อเหลียนรีบกวาดสายตาไปมาพร้อมกับชูกระบี่ในมือ แต่สิ่งที่ทั้งคู่เห็นกลับไม่ใช่สิ่งที่คาดคิด มันไม่ใช่โจรชั่ว แต่เป็ภูตผีปีศาจมากมายมหาศาลมาปรากฏอยู่ตรงหน้า พวกมันร้องโหยหวนอย่างน่ากลัว
ทันใดนั้น ฟางหลงที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านข้างก็รีบควักกระดาษยันต์สีเหลืองที่มีตัวอักษรสีแดงขึ้นมา เสี้ยววินาทีนั้นกระดาษยันต์เ่าั้ก็ปลิวว่อนทันใด เมื่อกระดาษยันต์ัักับอากาศ เสียงร้องโหยหวนของวิญาณร้ายพลันดังก้องเป็ระลอกคลื่น
เมื่อเห็นโอกาสทอง ฟางจื่อเหลียนที่ถูกฝึกให้เป็ผู้พิทักษ์ย่อมหูไวตาไว เขาไม่ยอมให้เสียเวลา เขาดึงตัวนายน้อยในคราบสหายรักะโลงจากกระท่อมเพื่อหาที่ตั้งหลัก หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงเหมือนจะะเิ
“นายน้อย ท่านต้องระวังตัวอยู่ด้านหลังข้าเข้าไว้!” เขาะโขณะที่ทั้งคู่ลงสู่พื้นดิน ฟางหลงหันไปมองภูตผีที่กำลังเข้ามาใกล้แล้วพูดเสียงสั่น
“ไม่…ข้าจะใช้ยันต์คุมพวกมันไว้ เ้ารีบเตรียมกระบี่ให้พร้อม!”
บรรยากาศรอบตัวมืดมิดและเย็นะเื ลมพัดแรงจนต้นไม้โบราณส่งเสียงครวญคราง ฟางหลงและฟางจื่อเหลียนยืนอยู่ในท่าพร้อมสู้ สายตาของพวกเขาจ้องมองภูตผีที่กำลังใกล้เข้ามา ความกล้าและความหวาดกลัวปะปนกันในใจ แม้จะถูกฝึกมาดีอย่างไร แต่ทั้งคู่ก็เพิ่งอายุสิบหกสิบเจ็ดปี ทั้งยังไม่เคยลงจากเขาที่ตั้งตระกูลฟางเลยั้แ่เกิด เหตุการณ์ขวัญผวาในค่ำคืนนี้จึงเป็อันตรายยิ่งสำหรับสองเด็กหนุ่ม
หลังจากการต่อสู้ได้เริ่มขึ้นท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด มีเพียงจันทร์ครึ่งดวงสาดแสงเงินยวงลงมา ต้นไม้รอบข้างโยกไหวไปตามแรงลมเย็นที่พัดผ่าน เสียงร้องโหยหวนของภูตผียังคงดังก้อง ฟางจื่อเหลียนกับฟางหลงยืนหยัดอยู่กลางลานกว้าง ทั้งสองเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลชโลมร่าง ทั้งๆ ที่อากาศเย็นะเื
“พวกมันมีจำนวนเท่าไรกันแน่?” ฟางหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง มือเขาถือยันต์ที่ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่แผ่น พวกเขาสองคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดิญญาร้ายพวกนี้จึงจ้องติดตามพวกเขาราวกับว่าเป็เหยื่ออันโอชะที่ไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปได้
ฟางจื่อเหลียนหันมองสหายรักในคราบนายน้อย กระบี่ในมือเริ่มสั่นจากความเหนื่อยล้า “อย่าพึ่งยอมแพ้ พวกเรายังมีโอกาส!” เขาพยายามให้กำลังใจ แม้ในใจลึกๆ จะรู้ว่าสถานการณ์ยากลำบากเพียงใด
ฟางจื่อเหลียนยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ ร่างของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลเป็สาย เขาหายใจหอบหนัก ทุกครั้งที่กระบี่ฟาดฟันลงไป ภูตผีปีศาจก็จะกระจัดกระจายออกไป แต่พวกมันก็รวบรวมกำลังและกลับมาอีกครั้งราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
“นายน้อย! เราต้องหาทางออกจากที่นี่!” เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลง ฟางจื่อเหลียนจึงะโด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล เขาหันไปมองอีกฝ่ายที่อยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังถือยันต์ในมือ
“ข้ารู้ แต่พวกมันมาไม่หยุดหย่อนเหมือนคลื่นทะเลที่พัดเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด!” ฟางหลงตอบพลางยกยันต์ขึ้นพึมพำคาถาเสียงดังก้อง พลังงานศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายออกมาสะท้อนแสงในความมืด แต่พลังนี้ก็มิใช่ไร้ขีดจำกัด
กระบี่ของฟางจื่อเหลียนและยันต์ของฟางหลงทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม ทว่าศัตรูที่พวกเขาเผชิญหน้าก็ไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เสียงกรีดร้องของภูตผีปีศาจทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฟางจื่อเหลียนรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ
บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมืดและความหวาดกลัว เสียงกรีดร้องของภูตผีปีศาจ และแสงสว่างจากกระบี่และยันต์ ทั้งหมดนี้สร้างฉากที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สองสหายยังคงยืนหยัดต่อสู้ แม้พวกเขาจะเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องจบลงไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็เช่นไร
“เราจะทำอย่างไรดี? พวกมันมีเยอะเกินไป!”
ฟางจื่อเหลียนถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว หลังจากต่อสู้กึ่งหลบหนีมาตลอดทั้งคืน ดูเหมือนว่าสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้จะไม่มีวันหมดไป
ฟางหลงตอบกลับ” เราไม่มีทางเลือกอื่น จำไว้ จื่อเหลียน เราต้องอยู่รอด” เขากล่าวด้วยสายตามุ่งมั่น ทั้งสองคนยืนเคียงข้างกันในความมืดมิด แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าเต็มทน