เมือง หลิงเซียว เป็ชื่อเมืองหลวงของเผ่ามาร ตั้งรกรากอยู่บนูเาอีเรบัสที่มีอาณาเขตติดกับแม่น้ำ์ เนื้อที่ของเมืองแห่งนี้ได้ครอบคลุมทวีปมืดไว้ประมาณ 3 ใน 10 ส่วน เป็ูเาที่มีระดับความสูงเสียดฟ้า พ้นระดับของเมฆขึ้นไป ตั้งอยู่บนใจกลางของทวีป อีกทั้งทวีปแห่งนี้เกือบทั้งหมดยังถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี
บนยอดเขาอีเรบัสมีตำหนักงานหลังหนึ่งที่มีชื่อว่า "วังสุริยันต์จันทรา"
มันถูกสร้างขึ้นด้วยแร่หินลึกลับที่มีชื่อว่า "ศิลาจันทรา" มีลักษณะเป็สีเงินแวววาว คุณสมบัติของมันคือสามารถดูดซับและกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้ได้ หากอยู่ในสถานที่ไร้แสง ก็สามารถส่องแสงสว่างคล้ายกับแสงของดวงจันทร์ในยามค่ำคืนได้อีกเช่นกัน
วังแห่งนี้มีขนาดใหญ่ประมาณ 152 ไร่ หรือ 243,200 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนปากของปล่องูเาไฟที่มอดไหม้จนกลายเป็พื้นหินสีดำและแข็งแกร่งเป็อย่างมาก หากแต่ยังสามารถพบบางส่วนที่ยังไม่ดับสนิทดี ทำให้เมื่อมองไกล ๆ แล้วจะพบว่าที่นี่เป็ที่เดียวที่สามารถพบสีสันและแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดได้
ทำให้ตำหนักแห่งนี้มีแสงสีเงินส่องสว่างดั่งดวงจันทร์และแสงสีแดงส้มคล้ายกับดวงสุริยันต์เพียงหนึ่งเดียวของที่แห่งนี้ จนเป็ที่มาของชื่อวังสุริยันต์จันทรานั่นเอง
บริเวณห้องโถงส่วนหน้าของวังสุริยันต์จันทรา แสงสว่างขาวนวลสาดส่องจนเผยให้เห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ อายุประมาณ 30 - 40 ปี ผมสีดำยาวมัดเกล้าขึ้นไว้บนศีรษะอย่างลวก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วคมเข้มสีดำกับั์ตาคู่สีแดงดุดัน ตรงกลางหน้าผากมีรอยแผลเส้นบาง ๆ ลากยาวมาเกือบถึงระหว่างคิ้ว
เขาสวมกางเกงผ้าขายาวสีขาว ท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า เผยให้เห็นผิวสีน้ำผึ้งอ่อนและมัดกล้ามที่ดูแข็งแกร่งราวกับภูผา กำลังนั่งเอนหลังพิงกายอยู่บนบัลลังก์ที่ทำขึ้นจากหินหยกสีขาวงดงามด้วยท่าทีอันเฉยเมย ทว่าบนร่างกายของเขาก็มีออร่ารัศมีบางอย่าง แผ่ออกมารอบกายจนชวนให้ผู้มองดูต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นครั่นครามอยู่ตลอดเวลา
แม้ว่าอากาศโดยรอบจะติดลบถึง 40 องศา จนทำให้ลมหายใจของเขากลายเป็ควันสีขาวโพลน ทว่าเขากลับหายใจเข้าออกได้อย่างสะดวกและปลอดโปร่งยิ่งนัก ราวกับว่าเขาผู้นี้มิได้รู้สึกรู้สากับอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้วในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกันที่ข้างกายของเขาก็ยังมีสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นข้างกาย นางสวมสวมเสื้อผ้าเนื้อบางสีฟ้า เผยให้เห็นทรวดทรงองเอวที่แม้แต่สตรีด้วยกันต้องอิจฉา น่าเสียดายที่ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของนางได้ เพราะนางสวมผ้าปิดหน้าคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง
ด้านหน้าบัลลังก์ มีหนึ่งบุรุษและสองสตรีที่ถูกเงาบดบังใบหน้าจนไม่สามารถเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีแสงที่เผยให้เห็นว่าตัวบุรุษสวมชุดเกล็ดัสีดำทอแสงประกายระยิบระยับ ยืนก้มหน้าอยู่พร้อมกับสตรีอีกสองคน
สตรีคนหนึ่งมีผิวสีน้ำผึ้ง ผมสีน้ำตาลอ่อน สวมชุดสีขาว ส่วนอีกคนผิวขาวกระจ่างใส ผมสีเงินยาวสวมชุดสีดำ
ทั้งคู่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี เป็ชุดคล้ายกับกิโมโนรัดรูป ตรงคอเสื้อเป็ทรงสามเหลี่ยมเว้าลึก จนเผยให้เห็นร่องลึกของหน้าอกของขนาดใหญ่ ข้างใต้มีผ้าไหมเนื้อดีสีทองผูกรัดไว้อีกชั้นหนึ่ง
ตัวบุรุษในชุดเกล็ดัสีดำค้อมศีรษะลงอย่างเคารพ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เรียนองค์จักพรรดิ ตอนนี้นักผจญภัยทั่วทวีปหลัก ได้ทำการสะสมกำลังพลและทรัพยากรต่าง ๆ อีกทั้งยังปลุกระดมผู้คนให้เข้าร่วมทำา ซึ่งเป้าหมายก็คือเผ่ามารของพวกเราขอรับ....”
เสียงทุ้มลึกของชายผู้ที่ถูกเรียกว่าองค์จักรพรรดิกล่าวเป็เชิงอนุญาตขึ้น
“ว่าไป”
ชายในเกร็ดัดำค้อมศีรษะลงอีกคราหนึ่ง แล้วกล่าวรายงานต่อไปว่า
“พวกเขากล่าวอ้างว่าพระองค์และเผ่ามารของเราเป็สิ่งมีชีวิตที่ต่ำทรามสมควรตาย เที่ยวป่าวประกาศไปว่าพวกเราเผ่ามารคอยกดขี่ข่มแหงทุกเผ่าพันธุ์บนโลกให้ยอมจำนนและทำตามทุกสิ่ง อีกทั้งยังขอเครื่องบรรณาการมากมายในทุก ๆ ปีจนผู้คนเดือดไปทั่ว พวกเขาได้กุเื่เล่าอีกหลายเื่เพื่อใส่ความเผ่ามารเราว่าเป็เผ่าที่กระทำแต่เื่เลวทรามในทุกแง่มุม”
“แต่ระหว่างที่ข้าน้อยพยายามสืบหาข่าวคราวเพิ่มเติม ข้าก็ได้ทราบว่าสาเหตุทั้งหมดเกิดจากที่นักผจญภัยไปได้ยินเื่เล่าขานของ คัมภีร์ิญญาะ และสมบัติของวิเศษอีกมากมายที่อยู่ใน หอเทียมฟ้า บนทวีปของเรา ดังนั้นข้าคิดว่านี่อาจจะเป็สาเหตุแท้จริงที่พวกมันจ้องจะประกาศาก็ได้ขอรับ”
ชายผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หัวเราะออกมาคำหนึ่งก่อนจะเค้นเสียงเอ่ยขึ้นว่า
“หึ พวกหมูสกปรกอีกฝูงหนึ่งงั้นรึ?”
“ข้ามีความเห็นว่าพระองค์โปรดรับสั่งให้เรากวาดล้างพวกมันเถิดเพคะ” เสียงอ่อนหวานของสตรีในชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าเอ่ยดังแทรกขึ้น
“แล้วเื่ที่พวกมันเป็ะเล่า? ได้ความอะไรเพิ่มหรือไม่?” จักรพรรดิมารถามต่อ
สตรีผมเงินยาวในชุดสีดำ ค้อมศีรษะลงก่อนจะกล่าวตอบว่า
"เรียนนายท่าน หลังจากที่พวกมันตาย ร่างกายของพวกมันจะสลายเป็แสงธุลี ก่อนจะควบรวมเป็ดวงไฟิญญา พุ่งหายเข้าไปยังทิศทางของวิหารที่ใกล้ที่สุด
หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งวัน คนเหล่านี้ก็จะฟื้นคืนชีพออกมาจากวิหารแห่งนั้นได้อีกครั้ง พร้อมกับระดับพลังที่ลดลงอีกนิดหน่อย แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เพราะพวกมันพัฒนาฝีมือกลับมาได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ที่ข้าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือวิหารของพวกมันมันมีปราการไร้สภาพครอบคลุมเอาไว้ อยู่ ปราการของพวกมันดูไปแล้วยังเหนือล้ำยิ่งกว่าของเผ่าเทพเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พวกนักผจญภัยจึงได้พัฒนาพลังฝีมือกันอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ เพราะพวกมันไม่กลัวที่จะบุกค้นพื้นที่อันตรายต่าง ๆ บนโลกแม้แต่น้อย นั่นจึงทำให้พวกมันค้นพบทรัพยากรและนำของวิเศษมากมายกลับมาเพิ่มพลังให้กับตนเองอย่างรวดเร็ว นี่ยังไม่รวมกับพวกที่เป็อัจฉริยะในหมู่พวกนักผจญภัยด้วยนะเพคะ"
จักรพรรดิมารพยักหน้ารับคำแล้วเอ่ยว่า “เห็นทีข้าคงทำเป็เมินเฉยไม่ได้อีกแล้ว”
บุรุษในชุดเกล็ดัสีดำนึกขึ้นได้ จึงได้ล้วงเอาถุงผ้าจำนวนหลายใบออกมาแล้วยื่นมอบให้กับจักรพรรดิมาร เป็ถุงผ้าที่แผ่กลิ่นอายของมิติออกมาอย่างลึกลับ เป็ผ้าไหมแวววับสีน้ำเงินเข้ม ปักดิ้นลายสีทองเป็รูปัสวยงามและมีเชือกทองผูกมัดปากถุงเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"อ่อ...แล้วก็นี้ขอรับ พวกนักผจญภัยมักใช้มันไว้สำหรับเก็บสิ่งของต่าง ๆ สามารถเก็บของได้จำนวนมากกว่าความเป็จริง ไม่ว่าจะมีน้ำหนักมากเพียงใดก็ตาม เมื่ออยู่ภายในถุงนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าพกเพียงถุงผ้าชิ้นหนึ่งเท่านั้น"
ทันทีที่ถุงดังกล่าวปรากฏสู่สายตาของจักรพรรดิมาร คนพลันร้องออกมาด้วยความใ
“นี่มัน..!! พวกมันถึงกับรู้จักสิ่งนี้?!!”
พวกเขาทั้งสามที่ได้เห็นถุงนี้ครั้งแรกก็นับว่าอัศจรรย์ใจแล้ว ทว่าปฏิกิริยาขององค์จักพรรดิมาร กลับดูตื่นตระหนกกว่ากันหลายเท่า
“มันคืออะไรหรือเพคะ/ขอรับ” ทั้งสามคนที่ยืนอยู่หน้าบัลลังก์เอ่ยถามอย่างสงสัยใครรู้
จักรพรรดิมารมีสีหน้าเคร่งเครียด นั่งนิ่งเงียบด้วยท่าทีพินิจอยู่นาน ก่อนจะตอบมันออกมาว่า
“เดิมพลังงานเหล่านี้ควรจะมีข้าเพียงผู้เดียวบนโลกใบนี้ที่ััถึงมันได้ แต่พวกมันกลับ….สามารถหยิบพลังเหล่านี้มาสร้างเป็ของใช้”
สิ้นประโยคทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบงันเนิ่นนาน สีหน้าเคร่งเครียดของจักรพรรดิมารมิได้ผ่อนคลายลงแต่อย่างใด จวบจนกระทั้งเขาเงยหน้าขึ้นถามอีกครั้งว่า
“ช่างเถอะ เ้าเล่าต่อสิ”
บุรุษชุดเกล็ดัสีดำได้ยินก็กล่าวต่อไปว่า
"เท่าที่พวกเราสังเกตุพฤติกรรมพวกมันมาตลอด ทันทีที่พวกมันย่างก้าวเข้ามาโลกของเรา พวกมันก็จะพยายามสมัครขอเป็ศิษย์สำนักต่าง ๆ เพื่อเรียนทักษะการต่อสู้และเคล็ดวิชาฝึกตนต่าง ๆ อีกทั้งพวกมันยังแสดงอาการดีใจเป็อย่างมากเมื่อมันฝึกสำเร็จแม้จะขั้นเล็ก ๆ ก็ตาม คล้ายกับว่าพวกมันไม่เคยรู้จักการฝึกพลังเช่นนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย
ยังดีที่พวกเ้าสำนักเ่าั้ยังพอมีสมองอยู่บ้าง จึงยื่นข้อตกลงข้อเสนอแลกเปลี่ยน และบังคับให้นักผจญภัยอยู่ในกฏเกณฑ์ที่ตนเองสามารถควบคุมได้
ดังนั้นนักผจญภัยเหล่านี้ส่วนมากก็จะยอมทำตามแต่โดยดี แต่ก็ยังมีบางพวกที่ชอบแหกกฏอยู่อีกเช่นกัน
ขนาดระหว่างพวกนักผจญภัยด้วยกันเอง ก็หาใช่มิตรที่แท้จริงเสมอไป เพราะพวกมันมักจะต่อสู้เข่นฆ่า ประกาศอำนาจต่อกันอยู่เสมอ บ้างก็สังหารกันเพราะแย่งชิงสิ่งมีค่า บ้างก็สังหารกันเพราะความแค้นส่วนตัว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเราทราบแล้วขอรับ...”
หลังจากที่พวกเขาทั้งสามรายงานเื่ราวที่ได้ไปสืบมาจนหมดสิ้น บรรยากาศก็กลับมาตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง พวกเขาเงยหน้ามองไปยังนายเหนือเพื่อรอคอยคำสั่งบางอย่าง
ชายผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั่งครุ่นคิดอยู่นาน จนกระทั่งประกายแววตาแปรเปลี่ยน เขายกมือวางบนบ่าของสตรีที่นั่งข้างกายตนเอง แล้วก้มหน้าลงเอ่ยกับนางว่า
"ครั้งนี้ข้าฝากเ้าดูแลที่นี่ชั่วคราว ข้ามั่นใจว่าพวกมันไม่ได้เป็ะจริง ๆ ดังนั้นข้าจะต้องออกไปยืนยันด้วยตัวเองเสียหน่อย"
เขาลุกขึ้นยืนตัวตรง จนทำให้พบว่าที่จริงแล้วจักรพรรดิมารมีร่างกายที่สูงใหญ่ถึง 190 เซ็นติเมตร พร้อมกับเอ่ยว่า
"ทูตหิมะทมิฬและหลงหวังไปทวีปหลักกับข้า ตามตัวจี๋ฮ่าวกลับมา ส่วนที่เหลือรอรับคำสั่งข้าที่นี่"
"น้อมรับคำสั่งองค์จักรพรรดิ" ทุกคนเอ่ยพร้อมกับทำความเคารพด้วยท่าทีตื่นเต้น
จักรพรรดิมารแสยะยิ้มขึ้นพลางกล่าวว่า “นี่เป็เวลาเหมาะแล้วที่จะให้เด็กคนนั้นปรากฏตัวสู่โลกหล้า…..."