ตอนที่ 18 โมโห (2)
นางอมยิ้มเรียกท่านย่า ขยับตัวจากปลายเตียงเข้าไปด้านหน้า “ตอนที่ข้ามาได้คารวะท่านพ่อและพูดคุยอยู่สองคำ เห็นอย่างชัดเจนเลยเจ้าค่ะว่าด้านนอกแดดกำลังแผดเผา วันนี้ยังร้อนมาก ท่านพ่อเหงื่อเต็มศีรษะไปหมดแล้ว ท่านย่าไม่สงสารหรือเจ้าคะ”
สีหน้าของนายหญิงผู้เฒ่าเว่ยผ่อนคลายลงบ้างแต่กลับยังคงพูดอุบอิบ “ตัวเขายอมยืนตากแดดเอง ข้าจะสงสารเขาไปด้วยเหตุใด”
นี่ต่างหากที่คล้ายกับเด็กจริงๆ
แม่ลูกสองคนโมโหขึ้นมาแต่ละคนเด็กพอกัน
สวี่เฉิงอวี๋ปิดปากยิ้ม โจวฮูหยินฟังน้ำเสียงของนางก็ไม่ได้โมโหเหมือนก่อนหน้านี้แล้วจึงหัวเราะออกมาสองครั้ง “เฉิงอวี๋ เจ้าไปเรียกพ่อเจ้าเข้า...”
“ให้เขาไป อย่าให้เขาเข้ามา” ใครจะรู้ว่าคำพูดของโจวฮูหยินยังไม่ทันจบ นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยก็ชักสีหน้าแล้วหันไปมองนาง “ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเจ้าคือการพักผ่อนอย่างสงบ ให้เขาเข้ามาทำให้เจ้าโมโหหรือ”
ดูท่าแล้ว เมื่อเสี่ยวหลิ่วเหนียงจื่อจับชีพจรเสร็จท่านพ่อคงมีสีหน้าไม่ดีจริงๆ และคงไม่ได้พูดคำดีๆ อะไรแน่
ในใจของสวี่เฉิงอวี๋พอจะคาดเดาเรื่องได้ เห็นสีหน้าของท่านแม่ไม่เลว ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวหลิ่วเหนียงจื่อเองก็บอกว่าต้องพักผ่อนสงบๆ สักหลายวันหน่อยเพื่อไม่ให้กระทบกับครรภ์ รอให้ผ่านไปหนึ่งเดือนจนครรภ์มั่นคงดีแล้วก็ไม่เป็นอะไร ดังนั้นนางจึงลุกขึ้น “เดิมข้ากลัวว่าท่านแม่ร่างกายไม่แข็งแรง ตอนนี้ได้เห็นว่าท่านแม่สบายดีทุกอย่างข้าก็วางใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อยืนอยู่ด้านนอกก็ดูไม่ดี หากสาวใช้ในเรือนผ่านไปมาเห็นเข้าก็ดูไม่งาม ประเดี๋ยวข้าไปเตือนท่านพ่อแล้วให้เขาไปพักที่ห้องหนังสือก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยหนังตากระตุก ยกแขนขึ้นพาดไปที่แขนของสวี่เฉิงอวี๋พอดี คล้องนางเอาไว้ “นางหนูห้า ท่านแม่ของเจ้าตั้งครรภ์ เจ้าดีใจหรือไม่”
สวี่เฉิงอวี๋ชะงักไป ฝีเท้าก็พลันนิ่งงัน
โจวฮูหยินคล้ายจะเขินอายกับการถามเรื่องนี้กับบุตร ยิ่งไปกว่านั้นเฉิงอวี๋ยังโตแล้ว ทั้งยังเป็นคนที่มีความคิดมากจนนางเองก็ทำสีหน้าไม่ถูก จึงเพียงกระแอมไอสองครั้งแล้วเบี่ยงหน้าไป
สวี่เฉิงอวี๋ได้สติกลับมา ดวงตาและคิ้วโค้งลง “แน่นอนว่าข้าดีใจเจ้าค่ะ ท่านย่าท่านอย่าโมโหเลย เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ครอบครัวพวกเราสมควรจัดงานเลี้ยงใหญ่ เชิญคณะงิ้วให้เข้ามาในจวน ร้องเล่นกันสามวันสามคืนให้สนุกครึกครื้นกันสักหน่อย หากว่าท่านโมโหท่านพ่อจนทำให้ร่างกายย่ำแย่ เรื่องน่ายินดีนี้ก็จะไม่น่ายินดีแล้ว ท่านแม่เองก็คงเสียใจ”
นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยถึงได้เผยรอยยิ้มออกมา แรงบนมือก็ลดลงไปจนตอนหลังค่อยคลายมือออก “ท่านพ่อเจ้ามันพวกสมองท่อนไม้ สตรีตั้งครรภ์คลอดบุตรเขาจะมาวุ่นวายอะไร ท่านแม่เจ้าไม่ได้ตั้งครรภ์ครั้งแรกเสียหน่อย เสี่ยวหลิ่วเหนียงจื่อมาจับชีพจรแล้วก็ยังบอกว่าไม่เป็นไร ยังต้องให้เขามาบ่นอีกหรือ เจ้าว่าจริงหรือไม่”
หางตาของสวี่เฉิงอวี๋กระตุกสองครั้ง
นางเองก็เพิ่งจะอายุสิบสี่สิบห้าปี เป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน ปกติต่อให้มีความคิดเพียงใด ทำตัวหนักแน่นเป็นผู้ใหญ่อย่างไร แต่การยกเรื่องสตรีตั้งครรภ์คลอดบุตรมาพูดกับนางนี่ไม่กลายเป็นว่าไม่เห็นนางเป็นเด็กมากเกินไปหรอกหรือ...
ทว่าก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นายหญิงผู้เฒ่ามีนิสัยเช่นนี้เสมอกัน ปากใจตรงกัน มีอะไรก็พูดออกไป และสนิทกับนางเป็นที่สุด รักใคร่นางไว้ในใจ คำส่วนตัวอะไรก็ยินดีพูดกับนางที่สุด
สวี่เฉิงอวี๋จึงได้แต่ยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน “ท่านพ่อเองก็ห่วงเกินไปจนจิตใจว้าวุ่น ท่านอย่าได้โมโหเขาเลยเจ้าค่ะ ให้ข้าไปโน้มน้าวเขาเองเถอะ ว่ากันตามตรง นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่ายินดีหรือ จู่ๆ กลับต้องมาทำให้คนในครอบครัวขัดในกันเพราะเด็กคนนี้ ไม่คุ้มค่าเลย”
นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยถูกนางกล่อมจนยินยอมคล้อยตาม พูดรับคำว่าดีติดๆ กัน “เจ้าไปบอกเขาเสียว่าข้าจะเชิญคณะงิ้วเข้ามาร้องในจวนสามวันสามคืน ไม่เพียงเท่านี้ ตระกูลที่ปกติมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวพวกเราข้าก็จะส่งเทียบเชิญทั้งหมด เขามีลูกตอนอายุมาก อย่ามาทำเป็นไม่พอใจ เด็กในครรภ์ท่านแม่เจ้าไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็เป็นหลานของข้า เขาอย่าคิดจะมาแตะต้องแม้แต่ปลายนิ้ว”