“เ้าอุ้มเสี่ยวอี้ขึ้นไปนั่งบนรถเข็นเถิด”
“เ้าคะ?” เขาจะให้นางขึ้นไปนั่งบนรถเข็นหรือ แต่บนรถเข็นมีถังใส่ปลาอยู่ 2 ถัง ถ้านางขึ้นไปนั่งน้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้นอีกนะสิถึงแม้ว่าจะไม่มากก็เถิด
“เ้ากับลูกขึ้นไปนั่งบนรถเข็นเถิด” เขาเอาผ้ามาปูให้นางนั่งแล้วด้วย
“ไม่เป็อันใดเ้าค่ะ ข้าเดินได้” นางปฏิเสธ
“ข้ารู้ว่าเ้าเดินได้ แต่ข้าอยากให้เ้านั่งมากกว่า”
เมื่อพูดไม่ชนะเขา อี้หลันจึงต้องยอมอุ้มลูกขึ้นไปนั่งบนรถเข็นที่เขาปูผ้าไว้ให้ก่อนแล้ว
เมื่อนางกับเ้าก้อนซาลาเปาที่ขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มเข็นรถเข็นเข้าเมืองทันที
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เดินทางมาถึงประตูเมืองแล้ว หยางหยางจ่ายค่าผ่านทางสำหรับเข้าไปในตัวเมือง
“ไปขายปลาก่อนนะเ้าคะท่านพี่” อี้หลันที่นั่งอุ้มหยางอี้หันมาบอกสามี ดูเหมือนบุตรชายที่อยู่ในอ้อมแขนนั้นจะคึกคักมากเป็พิเศษ คงเพราะไม่เคยออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านเช่นนี้
“ได้ พี่จะนำไปขายที่เหลาอาหารที่พี่มาขายหมูป่าเมื่อวาน” เขาค้าขายกับเหลาอาหารแห่งนี้มานานแล้ว
“แล้วแต่ท่านพี่เลยเ้าค่ะ” ขายที่ไหนนางก็ไม่มีปัญหาอันใดหรอก
เมื่อได้คำตอบจากภรรยาตัวน้อย หยางหยางก็เข็นรถเข็นไปยังเหลาอาหารฝูทันที
ด้านหลังเหลาอาหารมีผู้คนต่อแถวกันอยู่หลายคน เพื่อนำสินค้าของตนมาขาย ส่วนใหญ่ก็เป็สัตว์ที่ล่ามาได้ หยางหยางก็ไปต่อแถวเช่นกัน
จนมาถึงหยางหยาง หลงจู๊เหลาอาหารฝูจำเขาได้เพราะค้าขายกันมานาน และเมื่อวานชายหนุ่มตรงหน้ากับสหายของเขาก็เอาหมูป่ามาขายให้กับเหลาอาหารฝูของเขาด้วย
“วันนี้เ้ามีของดีอะไรมาขายให้เหลาอาหารข้าหรือ” หลงจู๊ถามด้วยความตื่นเต้น
“สวัสดีท่านหลงจู๊ขอรับ นี่อี้หลันภรรยาของข้า และหยางอี้บุตรชายของข้าขอรับ"
“สวัสดีท่านหลงจู๊เ้าค่ะ” อี้หลันทักทายชายที่มีาุโกว่าด้วยความนอบน้อม
“แอ้” เด็กน้อยในอ้อมแขนอี้หลันก็ส่งเสียงทักทายเช่นกัน
“สวัสดีๆ บุตรชายเ้าช่างรู้ความเสียจริง ฮ่าฮ่า”
“แอ้” ตอบรับไปหนึ่งทีพร้อมส่งรอยยิ้มที่เห็นเหงือกแดงๆ ให้ด้วย เรียกเสียงหัวเราะจากท่านหลงจู๊ได้ไม่น้อย
“ขอบคุณขอรับ วันนี้ข้ามีปลามาขายขอรับ ไม่ทราบว่าท่านหลงจู๊รับซื้อหรือไม่ขอรับ”
แม้จะผิดหวังนิดหน่อยที่ชายหนุ่มไม่มีของดีเช่นเมื่อวานมาขาย แต่ปลาก็ถือว่าเป็วัตถุดิบที่ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
“ไหนๆ ให้ข้าดูหน่อย”
หยางหยางเดินไปหยิบถังใส่ปลามา 1 ใบ เปิดฝาให้หลงจู๊ได้ดูปลาที่อยู่ในถัง
“ปลายังมีชีวิต?” การจับปลาว่ายากแล้ว แต่การจับปลาแล้วปลายังมีชีวติอยู่ยิ่งยากกว่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาหารจานปลาถึงมีราคาแพง
“ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านหลงจู๊รับหรือไม่ขอรับ”
“รับสิ มีเท่าไหร่ข้ารับไว้ทั้งหมด เสี่ยวเอ้อร์เ้าไปติดป้ายหน้าร้านว่าวันนี้ร้านเรามีอาหารจานปลา” ตอบหยางหยางแล้วหลงจู๊ก็หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อร์ของร้านทันที ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็ไปรอช้ารีบไปทำตามคำสั่งของหลงจู้อย่างไม่รีรอ
“ข้ามี 2 ถังขอรับ”
“ข้าให้ชั่งละ 30 อีแปะ เ้าพอใจหรือไม่”
“พอใจขอรับ” ได้ชั่งละ 30 อีแปะ ก็ไม่ถือว่าน้อยอันใด อีกทั้งเขาก็ไม่ได้เหนื่อยอันใดเลย เพียงแค่ออกแรงในการขุดหลุมเท่านั้น
“เดี๋ยวข้าจะให้เด็กในร้านเอาไปชั่ง” เด็กในร้าน 2 คนมายกถังปลาเข้าไปชั่งก่อนจะกลับออกมาบอกน้ำหนักปลาพร้อมกับเอาถังใส่ปลามาคืน
“ทั้งหมด 120 ชั่ง ชั่งละ 30 อีแปะ เป็เงิน 3 ตำลึง 600 อีแปะ” หลงจู๊ยื่นเงินให้กับหยางหยาง “ถ้าเ้ามีปลาอีกก็อย่าลืมเอามาขายข้าอีกเล่า”
“ไม่ลืมขอรับ ขอบคุณหลงจู๊มากขอรับ วันนี้ข้าต้องขอตัวลาก่อนขอรับ”
“อี้หลันขอตัวลาเ้าค่ะท่านหลงจู๊” อี้หลันก็กล่าวลาเช่นกัน
“พวกเ้ากลับเถิด ข้าก็จะไปดูของที่ชาวบ้านเอามาขายแล้วเช่นกัน”
แล้วพวกเข้าก็แยกย้ายกันไป ครอบครัวหยางเดินห่างออกจากเหลาอาหารออกมาเรื่อยๆ เพื่อไปยังตลาดที่อยู่อีกฝั่งของเมืองนี้
“ไม่น่าเชื่อเลยเ้าค่ะ ว่าปลาแค่ 2 ถังจะขายได้ตั้ง 3 ตำลึงกว่า”
“เพราะไม่ค่อยมีใครจับมันได้ ถึงจับได้บางทีพวกมันก็ตายแล้ว แต่ของเราปลายังมีชีวิต ถ้าขายไม่หมดก็ยังเก็บไว้ได้” หยางหยางอธิบาย “ไปร้านไม้เลยหรือไม่”
“เ้าค่ะ”
“แอ้” เ้าซาลาเปาน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของมารดา มองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจ เห็นสิ่งใดก็ส่งเสียงออกมาให้พ่อกับแม่ได้หันมองตาม เรียกรอยยิ้มได้ไม่น้อย
อี้หลันดึงผ้าที่นางใช้คลุมหัวให้กับหยางอี้เพื่อให้มันกระชับขึ้น เมื่อไม่มีหมวกสำหรับเด็กนางจึงเอาผ้ามาคลุมป้องกันแดดให้ลูกชายแทน
เดินไปอีก 2 ตรอก ก็ถึงร้านทำไม้ เป็ร้านที่อยู่เกือบสุดตรอก ร้านมีขนาดเล็กมีคนงานในร้านไม่กี่คน
“สวัสดีขอรับ ไม่ทราบว่าอยากได้สิ่งใดขอรับ” คนงานในร้านที่นั่งตบยุงอยู่หน้าร้านเพราะไม่มีลูกค้า ลุกขึ้นมาต้อนรับพวกนาง
“สวัสดีขอรับ ข้าอยากขอพบเถ้าแก่ร้านขอรับ”
“เชิญทางนี้ขอรับ” คนงานชายเดินนำพวกนางเข้าไปในร้าน มายังโต๊ะที่มีชายชรานั่งอยู่
“ข้ากัวจิ้ง เป็เ้าของร้านนี้ พวกท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่ขอรับ”
“สวัสดีเถ้าแก่กัวขอรับ ข้าหยางหยาง ส่วนนี้ภรรยาข้าอี้หลันขอรับ ข้าอยากให้เถ้าแก่ช่วยทำรถเข็นเด็กให้ขอรับ” หยางหยางรับหน้าที่เป็ผู้เจรจา ยื่นแบบรถเข็นที่อี้หลันวาดให้กับกัวจิ้ง
เถ้าแก่กัวเมื่อได้เห็นแบบวาดแล้วก็ตาโตทันที เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
“ท่านวาดใหม่ได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ” หยางหยางหันไปทางอี้หลัน ยื่นมือไปรับบุตรชายมาอุ้มไว้เอง ส่วนอี้หลันก็หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ ลงมือวาดรถเข็นใหม่อีกครั้ง
“เสร็จแล้วเ้าค่ะ” นางยื่นให้กับเถ้าแก่กัวทันที
เถ้าแก่กัวที่มองั้แ่นางลงมือวาด จนนางวาดเสร็จก็ได้แต่ชื่นชมในใจ นอกจากจะวาดแบบให้ใหม่แล้ว นางยังเขียนรายละเอียดต่างๆ ลงไปด้วย “เ้าสิ่งนี้คือรถเข็นเด็กหรือ” กัวจิ้งไม่เคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่ารถเข็นเด็กมาก่อน
“เ้าค่ะ รถเข็นเด็ก ไม่ทราบว่าเถ้าแก่ทำได้หรือไม่เ้าคะ”
“ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อน แต่เ้าก็เขียนรายละเอียดทุกอย่างลงไปในกระดาษแล้ว ข้าจะลองทำดูว่าแต่ข้าถามได้หรือไม่ว่ามันคือสิ่งใด”
“เ้าค่ะ เมื่อเถ้าแก่กัวทำเสร็จ ข้าจะใช้มันให้ลูกข้านั่งเ้าค่ะ ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ก็สามารถพาลูกนั่งและเข็นไปได้ โดยไม่ต้องอุ้มเ้าค่ะ” นางอธิบายสั้นๆ ให้เถ้าแก่กัวเข้าใจ
“ไอหยา ดีๆ” ถ้าเขาทำสำเร็จจะขอซื้อแบบจากนางได้หรือไม่ เขาคาดว่ามันต้องขายดีแน่ๆ ไม่ว่าจะชาวบ้าน ขุนนาง หรือเศรษฐีต่างก็มีบุตรทั้งนั้น ถ้ามีรถเข็นเด็กให้พวกเขาใช้ ย่อมดีแน่นอน กัวจิ้งคิด
“ท่านจะคิดราคาเท่าใดเ้าคะ”
“7 ตำลึง เ้าคิดว่าอย่างไร ข้าขอมัดจำก่อน 3 ตำลึง”
“ตกลงเ้าค่ะ” ถ้าเป็เื่ของเ้าก้อนแป้งไม่มีคำว่าแพงสำหรับนาง
อี้หลันยื่นเหรียญตำลึงให้กับกัวจิ้ง “ท่านต้องใช้เวลากี่วันเ้าคะ”
“3 วัน”
“เ้าค่ะ 3 วันข้าจะมารับรถเข็นนะเ้าคะ”
“ได้”
“พวกข้าขอตัวลาก่อนนะเ้าคะ” เมื่อคุยกันเสร็จแล้ว ก็ขอตัวกลับเพราะยังมีอีกหลายที่ที่ต้องไป
“ลาขอรับ” หยางหยางก็เอ่ยลาเช่นกัน
“แอ้” ไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อยที่ถูกบิดาอุ้มอยู่ก็ส่งเสียงเล็กๆ น่ารักๆ ออกมา
ครอบครัวหยางออกจากร้านทำไม้ ไปยังร้านขายผ้า อี้หลันบอกว่านางจะซื้อผ้าไปเย็บเป็เบาะเพื่อใส่ในรถเข็นเด็ก เวลาหยางอี้นั่งจะได้นุ่มๆ สบายๆ นางจึงได้ผ้ามาหลายพับ
ออกจากร้านผ้าก็ไปร้านชายเมล็ดผัก ขายเครื่องปรุง เครื่องเทศ ร้านขายหมูนางจะเอาไปทำหมูแดดเดียวเก็บไว้ ร้านไหที่จะเอาไว้ใส่ผักดอง และเดินสำราวจตลาด เพื่อตัดสินใจว่านางควรทำสิ่งใดมาขายดี แต่สุดท้ายนางก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำสิ่งใดดี
**************************************
แก้คำผิดแล้วนะคะ แต่อาจจะยังมีหลงเหลืออยู่บ้างต้องขออภัยด้วยนะคะ ^_^