“พี่จางหมิ่น พี่จางหมิ่นเจ้าคะ”
หลิวจางหมิ่นหันไปตามเสียงเรียกก็ต้องตกใจเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ซื่อหนิงเหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”
“เพราะเหตุการณ์ของพี่ใหญ่กับพี่รองอย่างไรล่ะเจ้าคะ ที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ทนอยู่ที่เกาะต่อไปไม่ได้ ครอบครัวของเราย้ายออกมาหลังจากที่ท่านจากไปไม่นาน”
“ซื่อหนิง แล้วเวลานี้เจ้าทำอะไรอยู่หรือ”
“พวกข้าทำงานอยู่ในค่ายทหารเจ้าค่ะ อยู่ในส่วนของห้องครัวและซักล้าง”
“แล้ววันนี้เจ้าไม่ต้องทำงานหรอกหรือ”
“วันนี้เป็นเวรของข้าที่ต้องออกมาซื้อของน่ะเจ้าค่ะ”
“พระชายา ออกมาเดินสำรวจตลาดอีกแล้วหรือขอรับ” เปาเฉินจงเดินเข้ามาทักหลังจากที่เห็นหลิวจางหมิ่นและหลิวซื่อหนิงยืนคุยกันอยู่เป็นเวลานาน
“ท่านรองแม่ทัพสบายดีนะเจ้าคะ วันนี้ข้าออกมาสำรวจพื้นที่โดยรอบเหมือนเดิมนั่นล่ะเจ้าค่ะ”
“พระชายารู้จักกับนางด้วยหรือขอรับ” เปาเฉินจงถามอย่างสงสัย
“ซื่อหนิงเป็นบุตรสาวของท่านลุงกับท่านป้าสะใภ้ของข้าเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งจะพบนางวันนี้และทราบว่านางย้ายออกมาจากเกาะและทำงานอยู่ในค่ายทหาร”
“พี่จางหมิ่น เอ่อ...พระชายา ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” หลิวซื่อหนิงเอ่ยขอตัวเมื่อเปาเฉินจงเดินเข้ามา
“ซื่อหนิง หากเจ้ามีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือ เจ้าไปพบข้าที่จวนได้ทุกเมื่อ” หลิวจางหมิ่นกำชับน้องสาว
“ขอบพระทัยพระชายาเจ้าค่ะ” หลิวซื่อหนิงรีบกล่าวลาแล้วเดินออกไป
“ท่านรองแม่ทัพ ข้าฝากชานี้ไปมอบให้ท่านแม่ทัพเปาด้วยนะเจ้าคะ” หลิวจางหมิ่นส่งชาดอกไม้และขนมให้กับเปาเฉินจง
“ขอบพระทัยพระชายามากเลยขอรับ ท่านพ่อกล่าวชมไม่หยุดหลังจากที่ได้ดื่มชาและขนมที่ท่านส่งไปให้เมื่อคราวก่อน”
“ถือเป็นของขอบคุณที่ท่านแม่ทัพและท่านรองแม่ทัพช่วยดูแลเฟยหรงน่ะเจ้าค่ะ เด็กคนนี้คงรบกวนพวกท่านมากทีเดียว”
“พระชายาอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ ซื่อจื่อเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก ท่านพ่อยังเอ่ยชมว่าซื่อจื่อมีความสามารถไม่แพ้ท่านอ๋องในวัยเด็กเลยนะขอรับ”
หลิวจางหมิ่นขอตัวแยกไปเดินตลาดต่อ ส่วนเปาเฉินจงสั่งการทหารคนสนิทให้คอยติดตามดูหลิวซื่อหนิงกับครอบครัว เพราะเป็นคำสั่งของหลินอ๋องที่ให้ตรวจสอบบุคคลที่เข้ามาใกล้ชิดพระชายาอย่างละเอียดทุกคน
“ข้าจะทำได้อย่างไรขอรับนายท่าน ทหารยามยืนเฝ้าทางเข้าออกอย่างแน่นหนา นายท่านได้โปรดให้ข้าทำอย่างอื่นแทนเถอะนะขอรับ” หลิวซ่งเหอขอร้องชายชุดดำ
“เจ้าจะกลัวอะไร เจ้าเป็นถึงลุงแท้ๆ ของพระชายา หากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น เจ้าก็แค่ขอร้องให้นางช่วย” ชายชุดดำบอกกับเขา
“แต่การลักลอบขนย้ายเสบียงทหารมีโทษหนักถึงประหารเลยนะขอรับ” หลิวซ่งเหอพูดอย่างหวาดกลัว
“มีโทษหนักอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปหาเงินมาใช้หนี้พนันที่เจ้าก่อไว้เสียสิ หรือไม่อย่างนั้นเจ้าก็นำเมียกับลูกสาวของเจ้าไปขายที่หอนางโลมเพื่อใช้หนี้ซะ”
“ไม่ได้นะขอรับ ข้าเหลือลูกสาวเพียงคนเดียว ท่านให้เวลาข้าอีกหน่อยเถอะนะขอรับ” หลิวซ่งเหอพูดอย่างวิงวอน
“ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกสามวัน หากพ้นกำหนดนี้ข้าจะมาพาตัวลูกสาวของเจ้าไปชดใช้แทนดอกเบี้ย และถ้าหากเจ้ายังหาเงินต้นมาชดใช้ให้ข้าไม่ได้ เจ้าคงไม่ต้องให้ข้าบอกหรอกนะว่าครอบครัวของเจ้าจะถูกจัดการอย่างไร” ชายชุดดำพูดเสียงดุดัน
“ขอรับนายท่าน ขอบคุณนายท่านมากขอรับ”
เมื่อชายชุดดำเดินจากไป หลิวซ่งเหอได้แต่นั่งหมดแรงอยู่ตรงนั้นอย่างไม่สามารถขยับไปไหนได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายคนโตและลูกสาวคนรองทำให้ครอบครัวของเขาอับอาย จนพวกเขาอาศัยอยู่บนเกาะไม่ได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจขายบ้านและข้าวของทุกอย่างที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้ แม้แต่แอบขายเรือของหลานเขยหรือก็คือเรือของหลินอ๋องนั่นเอง
พอเขาได้เงินมาเขาก็พาภรรยาและลูกสาวคนเล็กร่วมเดินทางไปกับขบวนขนส่งสินค้าทางเหนือ ตลอดการเดินทางเขาและภรรยาทำตัวดี ช่วยเหลืองานในขบวนขนสินค้าอย่างขันแข็งเป็นที่ถูกใจของหัวหน้าเป็นอย่างมาก จนมาถึงทางเหนือก็ได้หัวหน้าขบวนแนะนำให้เขาเข้ามาทำงานที่โรงครัวในค่ายทหารแห่งนี้
แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีชายคนหนึ่งมาชักชวนเขาให้ไปเล่นการพนันที่บ่อน ชายคนนั้นนำเงินออกมาให้เขาดู เป็นเงินจำนวนมากอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ด้วยความโลภ เขาจึงตามชายคนนั้นเข้าบ่อนไป แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่เขาวาดหวัง แทนที่จะได้เงินจำนวนมากจากการเข้าบ่อน กลายเป็นเขาต้องเป็นหนี้จำนวนมหาศาลแทน
ชายชุดดำมาติดตามทวงหนี้ และให้ข้อเสนอว่าหากเขาอยากปลดหนี้โดยไม่ต้องเสียเงินสักตำลึง เขาจะต้องทำหน้าที่เป็นต้นทางเพื่อให้คนของชายชุดดำเข้าไปลักลอบขนเสบียงออกมา ข้อเสนอนี้ถึงแม้มันจะฟังดูยาก แต่มันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน
เพราะหลิวซ่งเหอมีความสนิทสนมกับนายทหารที่เฝ้าประตูห้องเก็บเสบียง นายทหารคนนั้นพอใจในตัวหลิวซื่อหนิง หากเขายื่นข้อเสนอที่จะยกหลิวซื่อหนิงให้ไป นายทหารคนนั้นจะต้องไม่ปฏิเสธเงื่อนไขอย่างแน่นอน นอกจากเขาจะปลดหนี้ได้แล้ว หลิวซื่อหนิงก็จะไม่ต้องถูกขายไปที่หอนางโลมอีกด้วย