ณ ดินแดนมนุษย์โลก
ในขณะที่ปรเมศธุ์ เดินเล่นที่สวนหน้าบ้าน เขาได้เห็นเหล่ามัจจุราช 2-3 ตน ที่พ่อของเขาได้ส่งไปให้ค้นหาตัววิหคเพลิง กำลังคุยอยู่กับพ่อของเขาตรงที่รับแขก พวกเขาคุยกันสักพัก แล้วเหล่ามัจจุราชจึงได้ขอตัวกลับไป ปรเมศธุ์จึงได้เข้าไปหาพ่อของเขา
“เ้ามาแล้วก็ดี” เทวฤทธิ์ เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นลูกชาย
“คืนนี้เ้าจงไปกับเหล่ามัจจุราช ไปสังหารวิหคเพลิงซะ”
“พบตัววิหคเพลิงแล้วหรือขอรับ”ปรเมศธุ์ถาม
เทวฤทธิ์พยักหน้า แล้วหยิบกริชที่วางอยู่บนโต๊ะกลางรับแขก แล้วส่งให้ปรเมศธุ์ ก่อนเขาจะนั่งลงที่โซฟา ปรเมศธุ์รับกริชมาอย่างงงงวย
“บ้านหลังนั้นมีคาถาคุ้มกันอยู่ ทำให้เหล่าบริวารของเราเข้าไปไม่ได้ เมื่อเ้าไปถึงจงใช้กริชเล่มนี้ทำลายคาถานั้นซะ คืนนี้พิภพจะเป็คนพาเ้าที่บ้านหลังนั้น เหล่าบริวารของเราจะรออยู่ที่นั่นราวๆ 10 ตน” เทวฤทธิ์ พูดพลางชี้มือไปที่พิภพ บริวารคนสนิทของเขา
“ขอรับท่านพ่อ”ปรเมศธุ์ตอบรับ
......................................................................................................................................................................
และแล้วตอนนี้ พิทักสินธิ์เองก็ได้รู้บ้านคนขายสมุนไพรผู้นั้นแล้ว เขาได้ข้อมูลจากเ้าที่แถวนั้น จึงตามพบ และตอนนี้เขายืนอยู่บนหลังคาบ้านตรงข้าม เพื่อมองหาวิหคเพลิงในบ้านหลังนั้น
เขามองเห็น ชายแก่นั่งคุยกับหญิงสาว 1 คน ตรงบริเวณรับแขก และหญิงวัยกลางคน ทำอะไรสักอย่างอยู่ในครัว เขากวาดสายตาหาไปเรื่อยๆ แล้วสายตาเขาก็หยุดที่หน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดไว้ สิ่งที่เขาเห็นคือหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ แม้จะเห็นจากด้านหลังเขาก็รู้ได้ทันที หัวใจเขาเต้นแรงแทบระบิด
“ นานเหลือเกินที่ไม่ได้พบเ้ายอดรักของข้า ดูเ้าสิตัวผอมแห้งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เ้าคงไม่ค่อยกินอะไรสินะ”เขาพรืมพรำ เขามองเธอไม่ละสายตา มันทำให้เขานึกย้อนตอนที่เขาพบเธอครั้งแรก วันนั้นเป็วันที่เขาต้องไปเป็องครักษ์คนสนิทของมหาเทพ ซึ่งตอนนั้นมหาเทพยังไม่ได้เป็ผู้ปกครองดินแดน์ ตอนนั้นเขายืนรอมหาเทพที่ห้องโถงใหญ่ ตำหนักของมหาเทพ ไม่นานนักมหาเทพก็มา เขาเดินมาพร้อมกับเด็กหญิงตัวเล็กๆหน้าตาน่ารัก แต่งตัวเป็เทพธิดาน้อยชุดสีแดง เดินตามหลังมหาเทพมา
เมื่อมหาเทพมาถึง เขาจึงทำความเคารพ แต่ก็อดชำเลืองดูเด็กหญิงคนนั้นไม่ได้ มหาเทพจึงได้นั่งลงพร้อมเชื้อเชิญให้เขานั่ง ส่วนเด็กหญิงเธอยืนอยู่ข้างๆมหาเทพ
“เ้าก็คือ พิทักสินธิ์ ที่จะมาเป็องครักษ์คนสนิทของข้าใช่ไหม?” มหาเทพถาม
“ขอรับ ท่านเทพอิศรเทพ” พิทักสินธิ์ตอบ
“ต่อไปเ้าจะต้องอยู่ข้างกายข้างตลอดเวลา ดังนั้นข้าขอแนะนำเ้าให้รู้จักกับกสุณีไว้” มหาเทพพูดพลางยื่นมือมาหากสุณี นางจึงจับมือมหาเทพ แล้วนั่งลงข้างๆมหาเทพ
“เด็กหญิงผู้นี้ คือ วิหคเพลิง ที่ท่านมหาเทพประทานให้ข้า นางเป็น้องหญิงของข้า ไม่ต่างอะไรกับเทพธิดาสุพรรษา นางจะติดตามข้าไปทุกที่เหมือนกับเ้า นางมีชื่อว่า กสุณี” เขามองหน้าเด็กหญิง เด็กหญิงจึงยิ้มตอบกลับมา วินาทีนั้นเขาได้ตกหลุมรักนางเข้าอย่างจัง
หลังจากวันนั้นทั้งสองก็จะอยู่ข้างกายมหาเทพแทบตลอดเวลา ทุกครั้งที่ฝึกซ้อมวิทยายุทธแล้วได้รับาเ็ กสุณีก็จะเป็คนช่วยรักษาาแเ่าั้ให้ ด้วยความใกล้ชิดกันั้แ่เล็กจนเติบใหญ่ ผู้คนทั้งดินแดน์ต่างก็พูดกันว่า เขาและนางเหมาะสมกันราวดั่ง กิ่งทองกับใบหยก แม้แต่มหาเทพเองก็คิดจะให้ทั้งสองหมั้นหมายกัน
.......................................................................................................................................................................
เมื่อถึงเวลารัตติกาล พิภพจึงได้นำทางพาปรเมศธุ์ไปบ้านที่วิหคเพลิงอยู่ ระหว่างเดินทางมา ปรเมศธุ์รู้สึกแปลกใจกับเส้นทาง เขาคิดในใจว่า เส้นทางนี้เป็เส้นทางที่เขามาประจำนี่นา ยิ่งเขาเดินตามพิภพไปเรื่อยๆทันทีที่เลี้ยวเข้าซอย เขารู้ได้ทันที นี่มันทางไปบ้านของเด็กหญิงในความทรงจำของเขานี่นา ปรเมศธุ์เริ่มคิดปะติดปะต่อ ที่เขาเคยสงสัยทำไมนางไม่ได้รับผลจาก หัตถ์ยมทูต ของเขา เขาก็ถึงกับใมาก ถึงขั้นหยุดชะงัก หรือว่าเธอจะเป็วิหคเพลิง!!!
“ท่านปรเมศธุ์ๆ ท่านหยุดเดินทำไมขอรับ เราใกล้จะถึงแล้วนะขอรับ” พิภพเห็นสีหน้าของปรเมศธุ์ไม่สู้ดีนัก ปรเมศธุ์รู้สึกร้อนๆ เหงื่อชุ่มตัวไปหมด เขาจะทำอย่างไรดี ถ้าหากนางเป็วิหคเพลิงจริง เขาคิดไม่ตก
“ท่านปรเมศธุ์ๆ” พิภพเรียกเขาอีกครั้ง
“ไม่ๆ ข้าไม่เป็ไร เดินต่อเถอะ” เขาพูดจบ พิภพจึงนำทางไปต่อ
.......................................................................................................................................................................
ด้านพิทักสินธุ์ เมื่อเขารู้ที่อยู่วิหคเพลิงแล้ว เขาจึงได้หาบ้านเช่าอยู่ตรงข้าม ใกล้ๆ คอยเฝ้าดูแลคุ้มครอง เขามักจะมานั่งที่ระเบียงมองดูนางในดวงใจประจำ เขารู้สึกมีความสุขมากที่ได้มาอยู่ใกล้ๆนาง ทันใดนั้นเข้าก็รู้สึกถึงพลังของมัจจุราช เขาลุกขึ้นยืน กวาดสายตาไปโดยรอบ สิ่งที่เขาเห็นคือเหล่ามัจจุราชจำนวนหนึ่งยืนออกันอยู่หน้าบ้านของวิหคเพลิง เขาใมาก
“นี่พวกมันรู้แล้วหรือนี่” เมื่อคิดได้ เขาจึงรีบไปที่บ้านวิหคเพลิง
เขามาถึงหน้าบ้านวิหคเพลิงแล้ว แต่แอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ เพื่อดูให้แน่ใจว่าเหล่ามัจจุราชจะทำอย่างไร
ไม่นานนักเขาก็ได้เห็นปรเมศธุ์และบริวารอีกคนมาสมทบ
“เ้ามัจจุราชคนนั้นนี่นา” พิทักสินธิ์พรืมพรำกับตนเอง และได้แต่ซุ่มดูเงียบๆ
..........................................................................................................................................................................
“ทิพย์ๆตื่นเร็วๆ” เสียงกระซิบของของบุษบาปลุกทิพย์ พร้อมเขย่าตัวเธอ ทิพย์งัวเงียตื่น
“มีอะไรหรือบุษบา” ทิพย์ยกมือขยี้ตาทั้งสองข้าง แล้วต่อด้วยตบหน้าตนเองเบาๆเพื่อทำให้หายจากอาการงัวเงีย
“ข้ารู้สึกถึงพลังของมัจจุราช อยู่ใกล้ๆพวกเรา” บุษบายังพูดด้วยเสียงกระซิบ ทิพย์ใทำตาโต
“ข้าคิดว่า กำลังมีอันตรายมาเยือนพวกเราแล้ว” บุษบาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ แววตาบ่งบอกความกลัวอย่างชัดเจน ทิพย์จับมือบุษบาไว้แน่น
“เธอไม่ต้องกลัวนะ บ้านหลังนี้ลงคาถาคุ้มกันไว้อยู่ พวกมันเข้ามาไม่ได้ง่ายๆหรอก” บุษบารู้ดีว่าทิพย์พูดเพื่อปลอบเธอ ทั้งที่ตัวทิพย์เองก็กลัวไม่ต่างกัน เพราะมือของทิพย์ที่จับมือบุษบาไว้ มันเย็นเจี๊ยบราวกับน้ำแข็ง
“เราต้องไปปลุกปู่” ทิพย์เอ่ย ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจกัน แล้วค่อยๆย่องออกจากห้องไปเคาะที่ห้องปู่เบาๆ ไม่ถึงเสี้ยวนาที ปู่ก็เปิดประตู ทิพย์สังเกตเห็นสีหน้าปู่ดูกังวล ก่อนที่ทิพย์จะเอ่ย ปู่ใช้มือทำท่าทางบอกให้รู้ว่า ห้ามพูด แล้วบอกให้เข้ามาในห้องของปู่
ทั้งสามไม่พูดจาอะไรกัน ได้แต่นั่งเงียบๆ ในความมืดที่มองอะไรแทบไม่เห็นนอกจากความกลัวของทั้งสาม รู้สึกว่าอากาศนั้นเย็นะเื แต่ทั้งสามกลับร้อน เหงื่อชุ่มตัว
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปรเมศธุ์ลังเลที่จะทำลายคาถาคุ้มกัน จนพิภพได้ทักท้วงขึ้นและรับรู้ได้ว่าเขาแปลกไป
“ท่านไม่สบายหรือเปล่า ดูสีหน้าท่านซีดๆ”พิภพถาม
“ให้ข้าทำแทนท่านดีไหม ขอรับ”พิภพถามอีกครั้ง ปรเมศธุ์ยกมือขึ้นบ่งบอกว่าไม่เป็เป็ไร
จากนั้นเขาก็ล้วงเอากริชที่เหน็บไว้ที่เอวออกมา ถอดปลอกสวมกริชออก แล้วฟาดฟันในอากาศเป็ลักษณะกากบาท ทันได้นั้นเกราะคุ้มกันบ้านให้หายไป เหล่ามัจจุราชก็เข้าไปในบ้าน
………………………………………………………………………………………………………….
“ท่านปู่!!!”บุษบาเรียกปู่ด้วยความใ ดวงตาเบิกโพลง
ปู่เข้าใจบุษบาดี เธอััถึงพลังมัจจุราชได้ชัดยิ่งขึ้นเพราะคาถาคุ้มกันเสื่อมลง
“ ทิพย์ตั้งสติฟังปู่ให้ดี พวกเ้าต้องหนีไป ม้าสายลมจะพาเ้าไป พวกเ้าต้องไปเดี๋ยวนี้”
“ไม่นะคะปู่ เราต้องไปด้วยกัน” ทิพย์ไม่เห็นด้วยกับความคิดของปู่
ปู่ยิ้มแล้วเอื้อมมือไปจับที่ใบหน้าหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“ ั้แ่ปู่รับเ้ามา ชีวิตปู่ก็พบแต่ความสุข หากวันนี้ต้องตายก็คุ้มค่าแล้ว”พูดจบปู่ก็โอบกอดหลานสาวด้วยความรัก แล้วลุกขึ้น เดินลงชั้นล่างไป
“ไม่นะคะปู่!!” ทิพย์ร้องไห้ บุษบาโผเข้ามากอดห้ามเธอไว้
“เราต้องไปแล้วนะทิพย์ อย่าให้การเสียสละของท่านปู่สูญเปล่า”ปู่ยอมเป็เหยื่อล่อมัจจุราชเพื่อให้ทั้งสองหาโอกาสหลบหนี
ปู่ออกมายืนขวางที่หน้าบ้าน เหล่ามัจจุราชเดินเข้ามาประจันหน้า โดยที่พิภพเป็คนผู้นำ ส่วนปรเมศธุ์เดินรั้งท้ายมา ทิพย์กับบุษบาลงมาชั้นล่างแอบออกประตูด้านหลัง
“วิหคเพลิงอยู่ที่ไหน” พิภพถามปู่ ปู่ไม่ตอบ แต่ใช้ตัวขวางประตูไว้ พิภพยื่นมือออกมาข้างหน้าทำลักษณะเหมือนบีบคอคนในอากาศ ร่างของปู่ลอยขึ้นเหนือพื้น หน้าแดงก่ำ ตาเหลือก คล้ายคนถูกบีบคอขาดอากาศหายใจ ตะเกียกตะกายดิ้นอย่างทุรนทุราย แล้วพิภพก็สะบัดแขนที่ทำท่าบีบคอไปด้านข้าง ร่างของปู่ก็กระเด็นไปตามทิศทางที่พิภพสะบัดแขน ร่างของปู่กระเด็นไปชนกำแพงรั้วข้างบ้าน ตกพลุบลงพื้น
ทิพย์ที่กำลังจะแอบหนีเห็นร่างปู่ตอนที่กระแทกกำแพงรั้วพอดี เธอใสุดขีดกำลังจะกรีดร้อง ทันใดนั้นก็มีมือใครบางคนมาปิดปากเธอ ทิพย์ไม่ได้สนใจว่าคนที่ปิดปากเธอคือใคร ตาของเธอเบิกโพลงกว้าง น้ำตาไหลรินอาบแก้ม ราวกับเป็สายน้ำ เธอช็อคกับเหตุการณ์ที่เห็น ปู่ยังไม่ตาย สายตาปู่มองมาที่ทิพย์แล้วก็พูด
“หนีไป หนีไป หนีไปๆ”ปู่พูดด้วยความยากลำบาก เพราะเืทะลักออกมาเต็มปาก พูดซ้ำๆจนสิ้นลมไป
ปรเมศธุ์ สังเกตเห็นปู่มองไปที่หลังบ้านจนสิ้นใจตายเขาจึงเดินอ้อมไปที่หลังบ้าน ส่วนเหล่าบริวารก็เข้าไปในบ้านเพื่อค้นหาวิหคเพลง
บุษบายังใที่จู่ๆก็มีชายแปลกหน้า มาปิดปากทิพย์และกอดเธอไว้ ตอนนี้ทิพย์สติหลุด คลุ้มคลั่งมาก
“เ้าไม่ต้องถามว่าข้าคือใคร ตอนนี้รีบหนีไปก่อน” พิทักสินธิ์พูดกับบุษบา บุษบาพยักหน้ารับ แล้วก็เรียกม้าสายลมออกมา พิทักสินธิ์ใช้กำลังทำให้ทิพย์สลบ แล้วอุ้มนางขึ้นไว้บนหลังม้า บุษบาก็ขึ้นตาม
“ ช้าก่อน” พิทักสินธุ์ทักท้วง แล้วก็หยิบเอาห่วงทองคำสวมไปที่ข้อเท้าม้าสายลม ทันใดนั้นปรเมศธุ์ก็มาพบพวกเขาเข้าพอดี บุษบาใมาก ปรเมศธุ์มองหน้าหญิงสาวที่สลบอยู่บนหลังม้า ใช่เธอจริงๆเขานึกในใจ พิทักสินธุ์หันมามองปรเมศธุ์ แววตาของเขาดุดันบ่งบอกให้รู้ว่าเขาพร้อมจะสู้รบ
“พานางหนีไป” ปรเมศธุ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทำให้พิทักสินธิ์ฉงนใจนัก แต่เขาไม่มีเวลาแล้ว ต้องรีบไป
บุษบาจึงควบม้าสายลมวิ่งหนีหายวับเข้าไปในสายลม แล้วพิทักสินธุ์ก็วิ่งตามหายเข้าไปในสายลมเช่นกัน เหลือไว้เพียงปรเมศธุ์และความรู้สึกที่แสนจะหนักอกหนักใจของเขา
ครู่ต่อมาพิภพก็มารายงานเขา เขาพยักหน้ารับแล้วพูดด้วยแววตาที่แน่นิ่ง
“ งั้นพวกเรากลับกันก่อน”