บทที่ 26
คำแนะนำของหลานเสวี่ย
ในตอนนั้น ทุกๆคนต่างพูดอะไรไม่ออก และคนที่กำลังจับตัวอู๋ตี้ไว้ก็ปล่อยมือแบบไม่ได้ตั้งใจด้วยเช่นกัน
แม้แต่อู๋ตี้เองยังงงเลย เขามองไปยังหลานเสวี่ยและประหลาดใจ เนื่องจากเขาเองก็ยังไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เขานั้นไม่ได้โง่ขนาดที่จะอยู่ต่อ ด้วยความได้เปรียบของโอกาสนี้ เขารีบเดินลงไปและยืนอยู่ข้างๆหลานเสวี่ยก่อนจะเอ่ยขอบคุณเสียงเบา
หลานเสวี่ยไม่ได้ตอบอะไรกลับหากแต่หันหน้าออกและเดินออกไป
ทันทีที่อู่ตี้เห็นสถานการณ์ที่นั่น เขาก็ทำได้เพียงเดินตามเธอไปด้วยความลำบากใจ
ภายในหอประชุมเล็กแห่งนั้น อาจารย์ทรุดนั่งลงไปกับพื้นที่เต็มไปด้วยซุปและมองภาพเหล่านี้ด้วยน้ำตาทันที
“มันจบแล้ว...ฉันไม่คิดเลยว่าหมอนั่นกับหลานเสวี่ยจะเป็เพื่อนกัน...เพราะงั้นแล้วเื่ที่เ้านั่นรวยก็ไม่ใช่เื่โกหกแน่ๆ… ฉันควรจะทำยังไงดี...นี่ฉันจะต้องเป็ฝ่ายถูกไล่ออกเองงั้นเหรอ...”
ชนชั้นของสังคมในปัจจุบันนั้นน่ากลัวและเข้มงวดมากๆ ซึ่งมันทำให้พวกคนรวยนั้นมีอำนาจในการที่จะจัดการคนอื่นได้ง่ายๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็อาจารย์ในมหาลัย ชนชั้นก็ยังมีผลกับเขา
นั้นจึงเป็สาเหตุว่าทำไปเย่เหลียงจึงกล้าที่จะทำแบบนั้นกับเอ้อซีซีในที่สาธารณะ และเขาที่เป็อาจารย์ไม่สามารถยุ่งกับเื่นี้ได้ เพราะไม่งั้นแล้วเขาอาจจะถูกร้องเรียนก็ได้
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ดูเหมือนว่าเื้ัของหลานเสวี่ยนั้นจะมีตระกูลที่ยิ่งใหญ่หนุนอยู่ ดังนั้นแล้วมันยิ่งทำให้เขาเกรงกลัวที่จะยั่วยุเธอมากขึ้นไปอีก
และเมื่อคิดถึงเื่นี้ เื่ที่อู๋ตี้เป็เพื่อนของหลานเสวี่ย คงไม่ต้องพูดถึงเลยว่าฐานะจะเป็ยังไง แล้วไหนจะเื่ครอบครัวอีก
พระเ้า! ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเขาพยายามเลียแข้งเลียขาและไต่เต้ามาได้จนถึงระดับนี้ ทั้งๆที่พยายามระวังตัวทุกทางเพื่อที่จะไม่เผลอไปยั่วยุคนที่อยู่เหนือเขามาโดยตลอดแท้ๆ!
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งพูดกับตัวเอง “นี่มันไม่มีเหตุผลเลย! ยังไงก็ตาม ฉันจะทำให้ทางบ้านของฉันผิดหวังไม่ได้! อ่า...ฉันต้องรีบหายัยนั่นให้เจอ และจัดการเธอก่อนที่ฉันจะโดนไล่ออกซะเอง…”
อีกฟากหนึ่ง หลานเสวี่ยนั้นพาอู๋ตี้มายังห้องเปียโน
ห้องเปียโนแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่และตั้งอยู่ในทำเลที่ดี มันถูกห้อมล้อมไปด้วยหน้าต่างที่ประดับประดาด้วยลวดลายแบบฝรั่งเศสอยู่ที่ทางทิศใต้ และนั้นทำให้แสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาจนห้องนี้สว่างไสวมากๆ
แต่ในห้องที่กว้างขวางเช่นนี้ กลับมีเพียงเปียโนตัวใหญ่ตัวเดียวอยู่กลางห้องเท่านั้น ซึ่งรอบๆก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอยู่เลยจนห้องดูว่างไปหมด
“ปิดประตูด้วย ที่นี่น่ะเป็ห้องเปียโนส่วนตัวของฉันเอง เพราะงั้นจะไม่มีใครรบกวนเราแน่ๆ” หลานเสวี่ยพูดขึ้นมาในทันที
อู๋ตี้ที่เข้ามาพร้อมปิดประตูให้แล้วยังคงงุนงงอยู่นิดๆหน่อยๆ เขาไม่รู้ว่าดอกไม้งามแห่งมหาวิทยาลัยนางนี้ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
และดูเหมือนว่าหลานเสวี่ยคงจะไม่ยอมบอกเขาเร็วๆนี้ เธอเพียงแค่นั่งลงไปที่เปียโนและเริ่มเล่นมัน
ปลายนิ้วเรียวสวยเหมือนหยกขาวนั้นกำลังพลิ้วแล่นไปบนเปียโนราวกับร่ายรำ เสียงที่เปล่งออกมาจากเปียโนตัวใหญ่ บางทีก็ไพเราะเสนาะหู บางทีก็ดังกังวล บางทีก็สดใสและเป็แรงผลักดัน แต่บางทีก็รู้สึกลึกล้ำและดำดิ่ง
ความแตกต่างกันอย่างชัดเจนของท่วงทำนองนี้มันเปลี่ยนสับไปมาอย่างรวดเร็ว รวดเร็วเสียจนอู๋ตี้รู้สึกได้ว่าจังหวะการเต้นของหัวใจของเขานั้นเองก็กำลังเปลี่ยนไปตามท่วงทำนองของเสียงเปียนโนด้วย และบางทีมันก็ทำให้รู้สึกหายใจไม่ออกเลย
หลังจากที่เพลงหนึ่งจบไปแล้ว อู๋ตี้ก็คุกเข่าลงไปพร้อมกับหายใจหอบถี่ราวกับวิ่งมาเป็กิโลเมตร
แต่กระนั้นผู้ที่นั่งอยู่ตรงเปียโนอย่างหลานเสวี่ยเองก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ใบหน้าด้านข้างของเธอนั้นดูงดงามไร้ที่ติ จมูกโค้งสวยนั้นกระทบกับแสงแดดเบาๆ มันทำให้เธอดูคล้ายกับชาวต่างชาติมากเลย
“นายรู้สึกอะไรอย่างไรบ้าง?” หลานเสวี่ยจู่ๆก็พูดขึ้นมา
“หะ-หา...” อู๋ตี้นั้นไม่เข้าใจคำถามนั้นซักเท่าไหร่
หลานเสวี่ยจึงถอนหายใจและส่ายหน้า เธอยืนขึ้นและเดินมาทางเขา
“บางทีสิ่งที่ฉันจะพูดต่อจากนี้นั้นอาจจะทำให้นายรู้สึกแปลกใจก็ได้ แต่ว่าฉันอยากจะบอกนายไว้หน่อย บางอย่างที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้นกับอนาคตอันใกล้ของนาย”
หา? อู๋ตี้สับสนยิ่งกว่าเดิมอีก
“เธอหมายความว่าอะไรเหรอ? นี่เธอ...กำลังดูดวงให้ฉันรึเปล่า?”
หลานเสวี่ยไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่เธอเดินออกไปและเปิดประตูห้องแทน
“ในเวลาอันสั้น จำเอาไว้ว่าฉันพูดอะไร จากนี้เป็ต้นไปชีวิตของนายจะเหมือนกับท่วงทำนองที่ฉันเล่นให้ฟังเมื่อครู่ มันจะมีทั้งขึ้นและลงสลับกันไปนับไม่ถ้วน และก็การที่จะผ่าน่นี้ไปได้ บางทีนายอาจจะเกือบตายเลยก็ได้นะ...”
เมื่อพูดจบ หลานเสวี่ยก็เดินออกไปเลย ทิ้งอู๋ตี้ให้ยืนอยู่คนเดียวในนั้น
เขาเดินออกมาและกลับไปยังหอของตนเอง ตลอดทางที่เดินกลับหอมานั้น เขาพยายามคิดเื่ที่หลานเสวี่ยพูดไว้ในตอนท้าย แต่ก็ยังไม่เข้าใจเสียที มันหมายถึงว่าจะมีบางสิ่งแย่ๆเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า?
แต่ทำไมเขาต้องคิดเื่นี้ให้ปวดหัวด้วยนะ? แทนที่จะมากังวลกับอนาคต สู้เขาเอาเวลาไปทำปัจจุบันให้ดีๆจะดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว อู๋ตี้ก็โล่งใจ
เขาไม่ใช่คนที่ชอบเอาตัวเองไปยุ่งกับเื่ยุ่งยาก อะไรอยากจะมาก็เชิญ และเขาจะเผชิญหน้ากับมันเฉพาะเวลาที่ต้องเผชิญเท่านั้น เพราะงั้นอะไรอยากจะเกิดก็ปล่อยมันเกิดไปเถอะ
เขาทิ้งตัวนอนลงไปบนเตียง ทันใดนั้นหมู่มวลของความเหนื่อยล้าก็โถมเข้ามาจนทำให้เขาผล็อยหลับลงไปได้อย่างง่ายดาย
…..
‘ขั้นตอนแรกของระบบแลกเปลี่ยนไขมันเริ่มปฏิบัติการ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบไขมันใน 10, 9, 8...’
ฝันประหลาดนั่นกลับมาแล้วหลังจากที่หายไปเป็สัปดาห์
‘2, 1 การทดสอบเสร็จสิ้น ค่าไขมันอยู่ที่ 45.29% น้ำหนักทั้งหมด 130 กิโลกรัม เริ่มทำการเปิดช่องทางแลกเปลี่ยนไขมันใน 10, 9, 8...’
‘2, 1 ช่องทางการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ขั้นตอนแรกของระบบพร้อมใช้เงิน เปิดระบบสื่อสาร’
‘ทางเลือกที่ 1 : ยา
ทางเลือกที่ 2 : อาวุธเวทมนตร์
ทางเลือกที่ 3 : พลังเวทมนตร์
กรุณาเลือก...’
อู๋ตี้นั้นตื่นเต้นมากๆ เพราะเขาไม่คิดเลยว่าฝันประหลาดนี้จะกลับมาอีกครั้ง
เขาไม่รอช้ารีบเลือกเข้าไปที่ทางเลือกที่ 1 ในทันที
‘การเลือกเสร็จสิ้น เข้าสู่ทางเลือกเพิ่มเติมของยา’
‘ทางเลือกที่ 1 : ยาอายุวัฒนะ
ทางเลือกที่ 2 : ยาเสน่ห์
ทางเลือกที่ 3 : ยาที่ทำให้บินได้
กรุณาเลือก...’
ไม่มีการลังเล อู๋ตี้เลือกไปที่ทางเลือกที่ 3 ในทันที
นั่นก็เพราะว่าเขานั้นเคยวาดฝันไว้ั้แ่เมื่อครั้งยังเยาว์วัยแล้วว่า วันหนึ่งเขาจะสามารถบินได้ และเหมือนว่าวันนั้นมันจะมาถึงแล้วด้วยระบบแลกเปลี่ยนไขมันนี้ ยิ่งได้ของที่สรรพคุณเหลือล้นขนาดไหน ไขมันก็จะยิ่งถูกเผาผลาญมากขึ้น
ในเมื่อคุณสามารถลดน้ำหนักเพื่อแลกกับการที่คุณบินได้ ทำไมยังต้องลังเลอีก?
‘การเลือกเสร็จสิ้น เข้าสู่หน้าแนะนำการใช้งานของยาที่ทำให้บินได้’
‘ยาที่ทำให้บินได้ (ยาเฟ่ยเทียน) เป็ยาอายุวัฒนะระดับ 3 ทำให้บินได้ 15 นาที มันถูกกลั่นขึ้นมาโดยท่านผู้เฒ่าจุนที่ซึ่งสกัดมาจากขนของปลาคุนนกเผิงที่อาศัยอยู่ในทะเลลึกแดนเหนือ มันใช้ไขมัน 10 กิโลกรัมในการแลกเปลี่ยน คุณยืนยันที่จะแลกเปลี่ยนหรือไม่?’
อู่ตี้ไม่ลังเลเลยที่จะกดยืนยัน
‘การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ยาเฟ่ยเทียนถูกเก็บไว้ในส่วนที่พร้อมใช้งานแล้ว เพียงคิดถึงยาเฟ่ยเทียน ก็สามารถนำไปใช้ได้เลย’
เสียงลึกลับนั้นค่อยๆหายไปพร้อมๆกับการที่อู่ตี้ตื่นขึ้น
มองไปยังนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์นั้นตกลงไปแล้ว ตรงเส้นขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกนั้นเหลือเพียงแสงสีแดงที่ย้อมอาบโลกเท่านั้น
เวลาเดียวกันแต่สถานที่อื่น ณ มหาลัยตงหลิง สนามเด็กเล่นที่ซึ่งมีคนรู้จักน้อย หญิงสาวหน้าสวยได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่
ผมสีน้ำตาลแดงนั้นพลิ้วไหวไปกับลม ใช่แล้วเธอคือ หลานเสวี่ย
พักใหญ่ๆต่อจากนั้น เสียงของลมหมุนก็โหมขึ้นบนฟากฟ้าพร้อมๆกับจุดดำๆที่ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่มันเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นคือ เฮลิคอปเตอร์ เสียงของลมหมุนนั้นมาจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้นั่นเอง เพียงไม่กี่นาทีต่อมา เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวก็ค่อยๆลงจอดที่สนามเด็กเล่นเล็กๆแห่งนี้
เฮลิคอปเตอร์ลำนี้กับหลานเสวี่ยนั้นเหมือนกับราวกับแกะด้วยสีน้ำตาลแดงที่ย้อมไปทั้งลำของมันนั่นแหละ ควบคู่ไปกับแสงอาทิตย์ลับฟ้านี่ยิ่งทำให้มันสวยงามขึ้นไปอีก
ใบพัดเครื่องบินค่อยๆหยุดลง ประตูนั้นเปิดออกพร้อมกับกลุ่มคนลงมาจากในเครื่อง พวกเธอเป็ผู้หญิงที่รูปร่างสูงโปร่งสวมชุดยูนิฟอร์มไว้
หญิงสาวทั้งสองนั้นรูปร่างเพรียวและสง่างาม ชุดยูนิฟอร์มสีฟ้านั้นทำให้พวกเธอดูมีวุฒิภาวะและความสามารถ
ทั้งสองเข้าหาหลานเสวี่ยก่อนจะโค้งให้อย่างเคารพ “นายหญิง พวกเรามารับแล้วค่ะ”
หลานเสวี่ยพยักหน้าเบาๆและเอ่ยถามขณะที่เธอกำลังเดินขึ้นไปยังเฮลิคอปเตอร์ด้วย “เกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมดูเร่งด่วนจัง?”
ทั้งสองเดินตามก่อนที่ 1 ในนั้นจะตอบด้วยความเคารพ “นายหญิง ทุกๆอย่างเป็ไปตามปกติค่ะ เพียงแต่...”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็หยุดไป ดูเหมือนมันจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ยากที่จะพูดออกมา
“เพียงแค่อะไร?” หลานเสวี่ยขมวดคิ้วและถามกลับ พวกเธอที่รู้เื่นี้นั้นค่อนข้างจะอึดอัดที่จะพูดเลย แต่ท้ายสุดแล้วก็ต้องพูดออกไป
หญิงสาวอีกคนเอ่ยตอบ “ท่านหญิง นายน้อยของตระกูลฉามาที่คฤหาสน์ของพวกเราเมื่อ 2 วันก่อน และดูเหมือนจะมาเพื่อพบนายท่านค่ะ”
ได้ยินดังนั้นหลานเสวี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอกัดฟันแน่นและพูดด้วยความโกรธ “ไอ้ระยำนี่! ยังตื๊อฉันไม่เลิกอีกงั้นเหรอ! นี่เื่จริงเหรอเนี่ยที่พ่อของฉันกลัวว่าตระกูลของพวกนั้นจะมาตรวจสอบน่ะ?”
เธอพูดขณะที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปแล้ว ใบพัดขนาดใหญ่เริ่มหมุนอีกครั้งจากนั้นเสียงของอากาศที่โดนตัดก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่นั่งลงไปที่เบาะหลังที่ทำขึ้นเป็พิเศษของเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น แววตาของหลานเสวี่ยก็แสดงออกถึงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ชายแห่งโชคชะตาของฉัน นายจะปรากฏตัววันนั้นจริงๆใช่ไหม? อย่าปล่อยให้ฉันเป็อะไรไปนะ