แต่ก่อนที่ความคิดของผมจะเตลิดไปกันใหญ่จนผมคุมไม่อยู่ กล้วยก็ได้ะโบอกให้ผมรีบขับรถเร็วๆ ขึ้นหน่อย เธออยากถึงบ้านแล้ว เพราะอากาศมันหนาว... ผมถึงได้สติปัดความคิดชั่วร้ายเ่าั้ออกไป ‘นี่มันเพื่อนเรานะ ไปคิดกับมันแบบนั้นได้ไง... เกือบไปแล้ว อะไรของเราวะเนี่ยะ’ มานึกย้อนเสียใจกับความคิดของตัวเอง
หลังจากพวกเรากลับถึงบ้าน กล้วยก็ทำตัวปกติมาก มีแต่ผมที่ทำตัวแปลกไป รู้สึกกะอักกะอ่วนแปลกๆ ไม่กล้าจะสบตาเธอ จนผมต้องขอตัวกลับบ้านไปแบบอารมณ์ค้างๆ คาๆ หลังอาบน้ำเสร็จก่อนเข้านอน ผมก็พินิจถึงเื่ที่เกิดขึ้นอยู่พักใหญ่ถึงได้ข้อยุติในใจว่า
‘กล้วยมันไม่น่าจะคิดอะไร ที่ทำไปทั้งหมดก็ไม่น่าจะรู้สึกกับเราเป็อื่น คงเห็นเราเป็เพื่อนที่สนิทกันั้แ่เด็กเหมือนเคย... คงมีแต่เราที่มีโอกาสได้ลองััความรู้สึกชายหญิงเวลาใกล้กัน (ตอนไปอยู่กรุงเทพ) มาแล้ว เลยคิดไปเองคนเดียว...’ พอผมคิดได้ดังนั้น วันถัดมาผมก็พยายามปฏิบัติกับกล้วยเช่นเดิม เหมือนว่าเมื่อคืนไม่เคยมีอะไรระหว่างเราเกิดขึ้น...
จนล่วงเข้าสู่่ท้ายเทอม 2 ซึ่งต้องมีการเลือกตั้งประธานและคณะกรรมการนักเรียนแทนพี่ ม.6 ที่ต้องจบการศึกษาไป จากชื่อเสียงทั้งหมดที่ผ่านมาของผมและเพื่อนๆ คิดว่าฐานเสียงของพวกเราก็น่าจะดีพอตัวอยู่ พวกเราจึงคิดว่าน่าจะลองดู เลยรวมกลุ่มกันตั้งทีมลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้สนุกไปกับการปราศรัยและการหาเสียงพอสมควร และสุดท้ายทีมเราก็ได้รับชัยชนะ ผมก็เลยได้เป็หนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน กลายเป็อภิสิทธิ์ชนในบรรดานักเรียนไปเลยคราวนี้…
ไม่นานก็เข้าสู่่อำลารุ่นพี่ ม.6 ปีนี้พวกเราคณะกรรมการนักเรียนชุดใหม่ก็จัดให้ยิ่งใหญ่มาก (ถือเป็งานแรก) ทุกคนต่างตื้นตันกันไป ซึ่งผมก็มีแอบใจหาย มีคนที่สนิทหลายคนต้องจากกันไป ยิ่งพี่ๆ ทีมบาสบางคนเราอยู่ด้วยกันมาตั้ง 4 ปี ความผูกพันมีมากเป็ธรรมดา ก็มีน้ำตาไหลกันบ้าง..
ส่วนกล้วย่แรกๆ ผมก็แอบใจหาย เรานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์กันมาก็หลายครั้ง ต่อไปคงไม่มีบรรยากาศแบบนั้นอีกแล้ว แต่ก่อนจะเสียใจไปกันใหญ่ก็รีบดึงสติกลับมาก่อนว่า ‘ไม่เป็ไร ใช่ว่าเราจะไม่เจอกันซักหน่อย มีโอกาสเจอกันอีกเยอะ เพราะพวกเราเป็เพื่อนบ้านกันนี่นา…’
จนเข้าสู่่ปิดเทอมใหญ่ ซึ่งผมยังมีความคิดที่อยากจะไปแก้ตัวในการสอบเข้าเตรียมทหารอยู่ รู้สึกว่าตัวเองยังทำไม่เต็มที่ในปีที่แล้ว ปีนี้ผมเลยตั้งใจจะเอาให้ได้ จะลองพยายามทำให้ถึงที่สุดดู จะได้ไม่มานึกเสียใจภายหลัง
รอบนี้ผมจึงเลือกไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาในกรุงเทพ โดยเลือกโรงเรียนที่ตั้งอยู่ข้างวัดสุทัศน์ ผมต้องกินนอนที่นั่นเลย ด้านวิชาการจะมีอาจารย์จากโรงเรียนดังๆ มาสอน ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันจะมีรุ่นพี่จากโรงเรียนนายร้อยต่างๆ มาช่วยดูแล ในภาคปฏิบัติเราจะไปวิ่งและออกกำลังกายที่จะใช้ในการทดสอบสมรรถภาพกันที่สวนรมณีนาถซึ่งอยู่ไม่ไกล และไปเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนวัดราชบพิธ
ตลอดระยะเวลาั้แ่เริ่มเรียนมาจนถึงตอนนี้ ดูๆ แล้ว เพื่อนๆ แต่ละคนที่มาเรียนด้วยกันนี้ ดูจะเก่งกันมากๆ ปีนี้ผมก็ค่อนข้างคาดหวังและตั้งใจเรียนพอสมควรทีเดียว…
แต่แล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น... ใน่ 2 สัปดาห์สุดท้ายของการกวดวิชาระหว่างที่ผมไปวิ่งที่สวนรมฯ อยู่นั้น บังเอิญผมได้ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอมาวิ่งคนเดียว เป็คนผิวขาว หุ่นเพรียว สูงประมาณ 160 นิดๆ (เทียบแล้วหัวเธอจะอยู่ประมาณจมูกของผม ตอนนั้นผมสูงประมาณ 175 ซม.) เธอใส่แว่น ผมประบ่า ดูแล้วน่ารักมาก ด้วยความใจกล้า (ไม่รู้อะไรดลใจตอนนั้น) ผมเลยวิ่งไปข้างๆ เธอ แล้วพูดไปว่า
“มาวิ่งคนเดียวเหรอครับ ผม…ขอวิ่งด้วยได้ไหมครับ…”
เธอก็มองมาที่ผมและก็ยิ้ม แล้วพูดว่า
“ได้สิ พี่มาวิ่งคนเดียว”
เอ้าเป็พี่เหรอ (งงเลยผม..) แต่ยังไม่ทันท่ีผมจะได้ถาม เธอก็พูดมาก่อนว่า
“เราอยู่ ม.ปลายใช่รึเปล่า.. พี่เรียนมหาลัยแล้ว…”
ผมก็ได้แต่ยิ้มแก้เขินเลยถามไปว่า
“พี่รู้ได้ไงครับ…”
เลยได้คำตอบกลับมาว่า
“พี่รู้ละกัน...”
ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าพี่แกรู้ได้ไง (หรืออาจดูจากทรงผมของผมรึเปล่าก็ไม่รู้)
จากนั้นพวกเราก็แนะนำตัวกันไป เลยได้ทราบว่าพี่แกชื่อ เจน ซึ่งพวกเราก็วิ่งไปคุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนลืมเวลา ฟ้าเริ่มมืด ถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปอาบน้ำเพื่อเรียนต่อรอบค่ำแล้ว ซึ่งวันนี้ตอนไปวิ่งผมไม่ได้พกมือถือไปด้วยเลยไม่ได้ขอช่องทางติดต่อไว้ เลยทำได้เพียงแค่พูดว่า “แล้วเจอกันใหม่นะครับ” ก่อนแยกจากกัน
วันถัดมาก็ได้แต่คิดว่าอยากให้ถึง่เย็นเร็วๆ จะได้ไปวิ่งและเจอพี่คนนั้นอีก สติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เรียนแทบไม่รู้เื่ พอหมดชั่วโมงเรียน ก็ถึงเวลาที่รอคอย รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทันที พอผมไปถึงสวนรมฯ จึงเร่งทำกิจกรรมอย่างอื่นพวกดันพื้น ซิตอัพให้ครบก่อน แล้วค่อยมาวิ่งทีหลัง ระหว่างวิ่งก็มองหาไปเรื่อยๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เจอ กลับมายังรู้สึกเสียใจและเสียดายมากๆ คิดวนในหัวว่าพวกเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม.. (ว้าวุ้นใจทั้งคืน)
วันถัดมาอีก ผมก็มาลุ้นเช่นเดิม วันนี้พอทำทุกกิจกรรมเสร็จ ผมนั่งรอเลย มองดูคนวิ่งผ่านไปคนแล้วคนเล่า (เหมือนหมาเหงานั่งรอเ้าของเลย) จนเกือบจะถอดใจ แต่สุดท้าย... พี่เจนก็มา ซึ่งเธอมาในชุดเสื้อสีชมพูกางเกงขาสั้นสีขาว โคตรน่ารักเลย... ผมไม่รอช้าจึงทำเป็วิ่งเข้าไปหา แล้วะโไปว่า
“อ้าวพี่เจน เจอกันอีกแล้วนะครับ บังเอิญจัง งั้นวันนี้ขอผมวิ่งด้วยเหมือนเดิมนะครับ” (คิดประโยคนี้อยู่พักนึง) ซึ่งเธอก็ยิ้มปนหัวเราะแล้วก็พูดว่า
“อ้าวไม่ได้นั่งรอพี่อยู่เหรอ...” ขณะกำลังวิ่งอยู่ผมแทบพุ่งล้ม ผมนี่แทบไปไม่เป็เลย โดนรู้ทัน เลยกะวัดใจสุดๆ คิดว่าไหนๆ เธอก็เปิดประเด็นมาแล้ว จึงตอบกลับไปแบบตายเป็ตายว่า
“ใช่ก็ได้ครับ จริงๆ แล้วผมมารอพี่แหล่ะ เมื่อวานผมก็มาแต่ไม่เจอ วันนี้ผมดีใจมากเลยที่ได้เจอพี่อีก..”
แล้วผมก็โดนเธอสวนมาก่อนจะได้พูดต่อจนจบประโยคว่า
“ทำไมหล่ะ” ผมนี่แทบจะหยุดวิ่งและพยายามเรียบเรียงแล้วฝืนพูดต่อจากประโยคเดิมให้จบตามที่คิดไว้ว่า
“คือ.. เหมือนว่าผมจะชอบพี่เลยครับ ถ้าไม่ได้เจอพี่อีกผมคงจะเสียใจมากแน่ๆ”
พูดเองยังตื่นเต้นจนจะวิ่งต่อไม่ไหว เธอก็ยังทำตัวชิลๆ แล้วก็พูดว่า
“เด็กน้อย… นี่เราคิดจะจีบพี่เหรอ...”
ปากผมมันก็ไปเองว่า
“แล้วได้ไหมล่ะครับ” พลันนึกขึ้นได้ด้วยความลนลานเลยถามไปอีกว่า
“เออ คือ… ผมเห็นพี่มาวิ่งคนเดียวหลายครั้งแล้ว ลืมถามไปเลยว่าพี่มีแฟนรึยังครับ” วิ่งลุ้นรอคำตอบด้วยใจที่ทรมาน แล้วเธอก็พูดว่า
“ตอนนี้พี่ไม่มีหรอกแฟนน่ะ พี่โสดจ๊ะ…” คำตอบนี้ใจผมเริ่มมาละ
“จะลองคุยดูก็ได้นะ แต่จะไม่เสียใจเหรอพี่แก่กว่าเราตั้งหลายปีเลยนะ” คำตอบที่รอคอยก็มาแล้ว (ตัวผมแทบลอยได้ มันเบาหวิวเลย)
“จริงนะครับ ได้ใช่ไหม ผมดีใจมากๆ เลยครับ” ผมรีบตอบไปอย่างดีใจ
“อื่ม…” เธอก็พะยักหน้าแล้วก็ยิ้ม (โอ้ยผมละลายเลย)
จากนั้นพวกเราก็วิ่งคุยเื่ของตัวเองแนะนำกันไป เลยได้รู้ว่าเธอกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ เธออยู่ปี 2 แล้ว (หน้าอย่างเด็กเลย) ั้แ่เลิกกับแฟนคนเก่าจนปัจจุบันก็ยังไม่คบใครใหม่ ได้ฟังดังนั้นผมทั้งยินดีและดีใจมากๆ พวกเราทั้งวิ่งทั้งเดินคุยกันจนค่ำ แปลกที่วันนี้ผมวิ่งไม่เหนื่อยเลย ทั้งที่วิ่งมาเยอะมากๆ
วันนี้เหมือนจะเตรียมพร้อม ผมพกมือถือมาและได้โทรไปบอกเพื่อนก่อนแล้วว่าวันนี้จะไม่เข้าเรียน่หัวค่ำ ฝากบอกรุ่นพี่กับอาจารย์ด้วยว่าผมลาไปบ้านญาติ จะกลับไปดึกๆ (โกหกอีกต่างหาก)
พอวิ่งเสร็จเธอก็ถามผมว่าวันนี้ไม่รีบกลับเหรอ ผมก็ได้แต่บอกปัดไปว่าวันนี้เป็วันพักผ่อนไม่มีเรียน ก็เลยได้เดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนไปเกือบถึงแถวบ้านของเธอ ผมก็โดนเธอไล่ให้กลับซะก่อน (ยังไม่ทันได้เห็นหลังคาบ้านเลย..) ผมเดินกลับด้วยความปิติ เดินไปยิ้มไปคนเดียว ไฟถนนสีส้มแทบจะกลายเป็สีชมพู (เริ่มเวิ่นเว้อแล้วตอนนั้น)
กลับถึงโรงเรียน ผมรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด เข้าไปเรียนทันเบรค 2 นั่งหลังห้อง เรียนไปอย่างมีความสุข หลัง 3 ทุ่มเรียนเสร็จ ผมได้โทรไปคุยกับเธอ 2-3 นาทีประมาณว่า “พี่จะหลับรึยัง คิดถึงนะครับ ฝันดีนะครับ” (ได้แค่นี้ตอนนั้น ค่ามือถือแพงมาก) แต่เพียงแค่นั้นผมก็นอนหลับฝันดีแล้ว…
นับจากวันนั้นผมและพี่เจนก็คุยกันเรื่อยมา โดยพวกเราจะไปเจอกันตอนวิ่งที่สวนรมฯ ซะเป็ส่วนใหญ่ บางครั้งถึงจะชวนกันออกไปกินข้าวหรือกินขนมหวานกันบ้าง ซึ่งส่วนมากแล้วเธอจะเป็คนจ่าย (โดนเหตุผลว่าผมเด็กกว่า) เป็แบบนี้มาตลอดจนผมเรียนจบคอร์ส ต้องออกจากโรงเรียนแล้ว และอีก 1 อาทิตย์ถึงจะเริ่มสอบ ซึ่งผมก็ต้องย้ายกลับไปอยู่กับญาติที่ตลิ่งชัน (ไม่ไกลจากที่นี่นัก นั่งรถเมล์สายเดียวถึง)
ก่อนผมย้ายกลับไปใจหวิวน่าดู ทั้งเพื่อนๆ รุ่นพี่ อาจารย์ที่โรงเรียนที่กินอยู่ด้วยกันมาเป็เดือนต้องแยกย้ายกันไป ที่สำคัญที่สุดคือพี่เจน… ตลอดระยะเวลา 14 วันที่ได้รู้จักกัน เหมือนเราเจอกันแทบทุกวัน คล้ายกลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เธอเป็ผู้หญิงคนแรกในชีวิตที่ผมจีบแบบจริงจัง ทั้งให้ใจและคาดหวัง
ถึงจะยังไม่เคยได้เดินจับมือกันเลยก็ตาม จะมีก็เพียงแค่ดึงหรือพะยุงกับประคองตอนวิ่งด้วยกันเท่านั้น แต่แค่เพียงเท่านั้นผมก็ดีใจแทบบ้าอยู่แล้ว (ความรู้สึกเมื่อเราสองคนัักัน มันรู้สึกดีเป็มากๆ เลย) ทำใจที่จะจากไปลำบากน่าดู แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็ต้องย้ายออกไปอยู่ดี…
‘ทำใจยากจังแฮะ ถ้าไปแล้ว… เราจะยังมีโอกาสแบบนี้อีกไหมนะ เราอุตส่าห์จีบพี่เจนติดแล้วแท้ๆ ไม่อยากย้ายไปเลย…’ ผมได้แต่คร่ำครวญกับตัวเอง…
……….>> ครั้งแรก…