การฝึกทหารอันยาวนานสองสัปดาห์สิ้นสุดลงในที่สุด
อิ๋งเย่กลับมาสวมชุดไปรเวทปกติอีกครั้ง ชายหนุ่มนั่งคำนวณเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับเรือนสี่ประสานที่เขากำลังทยอยขนของเข้าไปเก็บ การรอรถเมล์และต่อรถไฟใต้ดินใช้เวลาเที่ยวละเกือบชั่วโมงครึ่ง ซึ่งถือเป็การสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ในโลกของธุรกิจ เวลาคือต้นทุนที่แพงที่สุด เขาจึงตัดสินใจว่าควรจะซื้อรถสักคัน
เนื่องจากจางเฉิน รูมเมทจากเวินโจวเป็คนเดียวในห้อง 302 ที่เชี่ยวชาญเื่รถ อิ๋งเย่จึงเอ่ยปากชวนเขาไปโชว์รูมด้วยกันในเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์
ทั้งสองคนนั่งมาในรถปอร์เช่ 718 สีเหลืองสดของจางเฉิน เสียงท่อไอเสียดังกระหึ่มดึงดูดสายตาคนทั้งถนน แต่สำหรับอิ๋งเย่ที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ เขากำลังขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอามือลูบหลัง่ล่างของตัวเอง
่ล่างของรถสปอร์ตนั้นแข็งกระด้าง ทุกครั้งที่ตกหลุมหรือทับลูกระนาด แรงกระแทกจะส่งตรงถึงกระดูกสันหลังโดยไม่ประนีประนอม
‘ในชีวิตก่อน...’
อิ๋งเย่หลับตาลง นึกถึงความทรงจำอันขมขื่น เขาเคยเอาเงินประกันชีวิตของพ่อแม่ที่จากไป ไปดาวน์รถสปอร์ตมือสองสภาพย้อมแมว เพียงเพื่อขับไปรับส่งลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ หวังจะสร้างภาพลักษณ์ว่าตัวเองมีฐานะ
ผลลัพธ์คืออะไร? เขาได้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทตอนอายุยี่สิบห้า ต้องเสียเงินค่ากายภาพบำบัดไปหลายหมื่นหยวน ยิ่งไปกว่านั้น รถสปอร์ตมีแค่สองที่นั่ง ในวันที่เขาล้มละลายและต้องย้ายของหนีหนี้หัวซุกหัวซุน รถที่เขาภูมิใจนักหนากลับจุสัมภาระได้แค่สองกล่อง สุดท้ายมันก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลยนอกจากจอดทิ้งไว้รอให้ไฟแนนซ์มายึดไปอย่างน่าสมเพช
ชาตินี้ ต่อให้มีเงินพันล้าน เขาก็สาบานว่าจะไม่มีวันเอาหลังตัวเองไปทรมานกับรถพวกนี้อีกเด็ดขาด
เมื่อถึงโซนตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ อิ๋งเย่เดินผ่านโชว์รูมรถซูเปอร์คาร์ไปอย่างไม่ไยดี และเลี้ยวเข้าโชว์รูมรถยนต์หรูแบรนด์มาตรฐานอย่างออดี้แทน
การซื้อขายเป็ไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ไม่มีพนักงานคนไหนดูถูกลูกค้า และไม่มีฉากตบหน้าอวดรวยใดๆ อิ๋งเย่เพียงแค่ชี้ไปยัง ‘ออดี้ A6L’ สีดำสนิท รุ่นฐานล้อยาวที่จอดอยู่กลางโชว์รูม แล้วรูดบัตรจ่ายเงินสดเต็มจำนวนทันที
จางเฉินยืนเกาหัวแกรกๆ มองรถซีดานสีดำที่ดูเคร่งขรึมและเป็ทางการสุดๆ
"ลูกพี่... นายอายุเพิ่งสิบแปดสิบเก้านะ ทำไมเลือกรถทรงคุณลุงข้าราชการแบบนี้ล่ะ? ทำไมไม่เอาพวกรุ่นสปอร์ตคูเป้ หรืออย่างน้อยก็สีอื่นที่มันวัยรุ่นหน่อย"
อิ๋งเย่รับกุญแจรถมาจากพนักงาน ก่อนจะหันมาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"รถสปอร์ตมันนั่งได้แค่สองคน"
อิ๋งเย่ตบหลังคาออดี้ A6L เบาๆ
"แต่คันนี้ห้องโดยสารกว้าง นั่งสี่คนได้สบายๆ... ห้อง 302 ของพวกเรามีสี่คนพอดี ถ้าจะไปกินข้าวหรือไปไหนพร้อมกัน คันนี้คันเดียวจบ ไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
จางเฉินชะงักไปชั่วขณะ
คำพูดเรียบง่ายนั้นกระแทกใจลูกเศรษฐีผู้รักพวกพ้องอย่างจางเฉินเข้าอย่างจัง...
‘ทายาทตระกูลลับระดับนี้ ซื้อรถทั้งทีไม่ได้สนเื่ความเท่หรือภาพลักษณ์ แต่เลือกรถที่กว้างที่สุด เพียงเพื่อให้รูมเมทในหอพักสามารถนั่งไปด้วยกันได้ทุกคน!?’
จางเฉินลอบสูดลมหายใจ รู้สึกอบอุ่นในอกอย่างประหลาด เขาตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ
"ได้ลูกพี่! ในเมื่อนายใจป้ำขนาดนี้ เดี๋ยวเื่จดทะเบียนกับป้ายวงกลมวันนี้ ฉันจัดการให้เอง!"
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ สำนักงานบริหารจัดการยานพาหนะ
หลังจากจัดการเอกสารเบื้องต้นเสร็จสิ้น ก็ถึงขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการ ‘สุ่มเลือกป้ายทะเบียน’
จางเฉินดึงแขนอิ๋งเย่ให้หลบมาด้านข้างพลางกระซิบ
"ลูกพี่เย่ นายรอแป๊บนะ พ่อฉันมีเส้นสายในกวางโจวนิดหน่อย เดี๋ยวฉันโทรหาลุงเฉินให้เขาช่วยดึงป้ายเลขสวยๆ ออกมาให้ อย่างน้อยๆ ต้องมีเลข 8 สามตัวติดกัน รถระดับนายจะใช้ป้ายทะเบียนไก่กาไม่ได้เด็ดขาด"
อิ๋งเย่ขมวดคิ้วทันที
"ไม่ต้อง"
"เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจ เส้นสายมีก็ต้องใช้สิ!" จางเฉินยังคงตื๊อด้วยความหวังดี
"ฉันบอกว่าไม่ต้อง" อิ๋งเย่ปฏิเสธเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ชายหนุ่มผู้้าความสงบสุขที่สุดในโลกไม่มีทางยอมให้ป้ายทะเบียนตองแปดมาล่อเป้าสายตาคนบนท้องถนนแน่ๆ
"ฉันจะกดสุ่มที่ตู้รันอัตโนมัติเอง"
"ตู้สุ่มอัตโนมัติ?" จางเฉินร้องเสียงหลง
ลูกพี่ ตู้พวกนั้นมันมีแต่ป้ายทะเบียนที่คนโละทิ้งแล้วนะ! พวกเลขที่มีแต่เลข 4 หรือไม่ก็ตัวอักษรเรียงกันมั่วๆ แบบ 3Q7X2 อะไรแบบนั้นน่ะ มันดูไม่จืดเลยนะเว้ย!"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ฉัน้า" อิ๋งเย่ตอบหน้าตาย
"ป้ายทะเบียนมีไว้แค่ระบุตัวรถ จะเอาเลขเด่นๆ ไปทำไม ยิ่งมั่ว ยิ่งไม่มีใครสนใจ นั่นแหละดีที่สุด"
พูดจบ อิ๋งเย่ก็ไม่รอให้จางเฉินท้วงต่อ เขาเดินตรงไปยังตู้คีออสก์สำหรับสุ่มป้ายทะเบียนด้วยตัวเองทันที
ชายหนุ่มหยิบบัตรประชาชนขึ้นมาสแกนที่หน้าเครื่อง
ติ๊ด...
ในวินาทีที่เลเซอร์อ่านชิปบนบัตรประชาชนของอิ๋งเย่ ข้อมูลของเขาก็ถูกส่งตรงเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางของรัฐ... ทว่า มีบางสิ่งที่ไม่มีใครในห้องนี้รู้ แม้กระทั่งตัวอิ๋งเย่เอง
เมื่อระบบทะเบียนรถยนต์ส่วนภูมิภาคตรวจพบรหัสความปลอดภัยระดับ ‘สีแดงเข้ม’ ที่ซ่อนอยู่ใต้หมายเลขบัตรประชาชนของเขา ลอจิกของคอมพิวเตอร์จึงทำงานอัตโนมัติ
หน้าจอของตู้สุ่มกะพริบแสงสีฟ้า ตัวเลขและตัวอักษรหมุนวนอย่างรวดเร็วราวกับสล็อตแมชชีน ก่อนจะหยุดนิ่งพร้อมเสียงสัญญาณเตือนดัง
ติ๊ง!
ป้ายทะเบียนที่ปรากฏบนหน้าจอขนาดใหญ่คือ
[ 粤A·00006 ]
ความเงียบเข้าปกคลุมตู้สุ่มหมายเลขทันที
เ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนของสำนักงานที่กำลังเดินถือแฟ้มเอกสารผ่านมา บังเอิญหันมามองที่หน้าจอพอดี แฟ้มในมือของเขาถึงกับร่วงหลุดมือดังตุ้บ
"ปะ... เป็ไปได้ยังไง..."
เ้าหน้าที่คนนั้นเบิกตากว้าง จ้องมองหน้าจอราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีประจบประแจง หรือพยายามเข้ามาเอาใจอิ๋งเย่ สิ่งเดียวที่แสดงออกคือความตกตะลึงระดับก้นบึ้งของจิติญญาคนทำงานราชการ
"หมายเลขหมวดศูนย์สี่ตัว... นั้นเป็ไปไม่ได้... หมายเลขนี้อยู่ในคลังสำรองของมณฑลนิ มาอยู่ตู้สุ่มของประชาชนทั่วไปได้ยังไง!?"
คำพูดของเ้าหน้าที่ทำให้ประชาชนสองสามคนที่อยู่แถวนั้นหันมามอง และเริ่มส่งเสียงฮือฮา
อิ๋งเย่ขมวดคิ้วมุ่น
‘อะไรวะเนี่ย...’
ชายหนุ่มสบถในใจ
‘ฉันตั้งใจมากดตู้สุ่มเพราะอยากได้เลขเน่าๆ ที่คนไม่เอาอย่าง 257 หรือ 451 แท้ๆ ทำไมตู้มันถึงคายเลขที่ดูอันตรายขนาดนี้ออกมาได้ล่ะ? ระบบไอทีของสำนักงานรัฐสมัยนี้มันห่วยแตกจนโค้ดรวนขนาดนี้เลยเหรอ?’
แต่อิ๋งเย่รู้ดีว่าถ้าเขากดยกเลิกแล้วสุ่มใหม่ มันอาจจะเสียเวลาไปอีกเป็ชั่วโมง ชายหนุ่มผู้เกลียดความวุ่นวายจึงเพียงแค่ถอนหายใจยาวๆ รักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่ม ‘ยืนยัน’ บนหน้าจอ
"คงเป็ความผิดพลาดของระบบมั้งครับ" อิ๋งเย่หันไปพูดกับเ้าหน้าที่และจางเฉินด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นเต้นใดๆ
"หรือไม่งั้น... วันนี้ผมก็คงโชคดีนิดหน่อย"
จางเฉินที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวแข็งทื่อไปแล้ว
ลูกเศรษฐีจากเวินโจวผู้คุ้นเคยกับเส้นสายและอำนาจมืด จ้องมองแผ่นหลังของอิ๋งเย่ด้วยแววตาที่สั่นสะท้าน
‘ความผิดพลาดของระบบ? โชคดี? ผีสิ!’
จางเฉินกรีดร้องในใจ เขารู้ดีว่าการใช้ ‘เส้นสาย’ คือการที่มนุษย์ต้องยกหูโทรศัพท์ไปขอร้องมนุษย์อีกคนหนึ่ง แต่วินาทีนี้... อิ๋งเย่ไม่ได้โทรหาใคร เขาไม่ได้เอ่ยปากขอร้องใครด้วยซ้ำ เขาแค่ยืนอยู่เฉยๆ สแกนบัตรประชาชนธรรมดาๆ... แล้วระบบของรัฐบาลก็ ‘จำนน’ ต่อสถานะของเขา และประเคนป้ายทะเบียนระดับผู้นำประเทศมาให้ถึงมือโดยอัตโนมัติ!
‘นี่ไม่ใช่การใช้คอนเน็กชัน... แต่นี่คือการที่ระบบถูกตั้งค่าไว้ั้แ่แรกว่า ตัวตนของเขาอยู่เหนือกฎเกณฑ์ปกติทั้งหมด!’
‘แล้วเมื่อกี้เขายังแกล้งบอกว่าอยากได้เลขธรรมดา... ช่างเป็คนที่พยายามซ่อนตัวตนได้ลึกล้ำจนน่ากลัวเหลือเกิน แต่ขอโทษทีนะลูกพี่ ต่อให้นายพยายามถ่อมตัวแค่ไหน ระบบของรัฐก็ไม่ยอมปล่อยให้นายโลว์โปรไฟล์หรอก!’
...
สิบห้านาทีต่อมา หลังจากจัดการเอกสารและรับป้ายทะเบียนชั่วคราวเสร็จสิ้น
อิ๋งเย่และจางเฉินเดินกลับมาที่รถออดี้ A6L คันงามที่จอดอยู่หน้าสำนักงาน จางเฉินมองรถซีดานสีดำคันนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในสายตาของเขาตอนนี้ มันไม่ใช่รถคุณลุงอีกต่อไป แต่มันคือรถประจำตำแหน่งของัซ่อนกาย!
"ลูกพี่เย่..."
จางเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
"ให้ฉันช่วยขับ…"
ยังไม่ทันพูดจบ อิ๋งเย่ก็เดินไปเปิดฝากระโปรงท้ายรถ แล้วหยิบถุงพลาสติกใสใบใหญ่ออกมา ภายในนั้นบรรจุสิ่งของบางอย่างที่ทำจากไม้
ชายหนุ่มเปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วเริ่มจัดการปู ‘แผ่นรองนั่งร้อยลูกปัดไม้’ ราคาถูกๆ แบบที่คนขับแท็กซี่ชอบใช้ ทับลงบนเบาะหนังแท้เกรดพรีเมียมของออดี้อย่างตั้งอกตั้งใจ
จางเฉินอ้าปากค้าง
"...ลูกพี่ ทำอะไรน่ะ? เอาเบาะลูกปัดไม้มาปูทับเบาะหนังแท้เนี่ยนะ?"
อิ๋งเย่ขยับลูกปัดไม้ให้เข้าที่ ก่อนจะหันมาตอบหน้าตาย
"เบาะหนังมันอมความร้อน นั่งนานๆ แล้วเหงื่อออกหลัง พอเหงื่อซึมลงไปบ่อยๆ หนังมันจะกรอบและแตกลายงา"
อิ๋งเย่ตบแผ่นรองนั่งลูกปัดไม้ดังแปะๆ
"แผ่นนี้ซื้อมาจากร้านหน้ามอแค่ 45 หยวน ระบายอากาศดีเยี่ยม ป้องกันเบาะพังด้วย... เวลาเบื่อแล้วเอาไปขายต่อเป็รถมือสอง เต็นท์รถจะได้ไม่กดราคาเพราะเบาะยับไง"
จางเฉินยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง
เขามองป้ายทะเบียนชั่วคราวหมายเลข 00006 ที่บ่งบอกสถานะระดับประเทศ สลับกับเบาะรองนั่งลูกปัดไม้ราคา 45 หยวนที่ใช้เพื่อถนอมราคาขายต่อในอนาคต
‘ภายนอกคืออำนาจล้นฟ้าที่ระบบรัฐต้องค้อมหัวให้... แต่ภายในกลับรักษามาตรฐานการประหยัดเงินสี่ห้าสิบหยวนอย่างเคร่งครัด...’
จางเฉินเริ่มรู้สึกว่า... คนระดับลูกพี่เย่ คงประหยัดในเื่ที่ควรประหยัด และฟุ่มเฟือยเฉพาะในเื่ที่จำเป็เท่านั้น