เวลาเคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า ไม่นานพื้นด้านหน้าประตูทางเข้าอาณาจักรวายุอัสนีก็สั่นสะเทือน ฝีเท้านับพันเดินผ่านเข้ามาในอาณาจักรอย่างอาจหาญ พร้อมทรัพย์สมบัติมากมายบนคันรถ
เหล่าทหารชั้นยอดของกองทัพวายุอัสนีที่เดินทางไปจู่โจมกลุ่มพยัคฆ์โลหิตเมื่อสองวันก่อน ได้กลับมายังอาณาจักร แม้ในยามออกไปจะเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ไร้ซุ่มเสียง ไร้ร่องรอย ไร้ผู้พบเห็น หากแต่ในยามกลับมาพร้อมชัยชนะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เสียงร้องโหวกเหวกโวยวายของเหล่าทหารดังลั่นในทุกย่างก้าวที่พวกเขาพาดผ่าน ผู้ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าทหารกลุ่มนี้มิใช่ใครอื่นนอกจากนายพลพานเซอ โดยด้านข้างถูกประกบไว้ด้วย เอิล และเทซา
ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงกลุ่มคนขนาดใหญ่ ก็พากันออกมามุงดูเต็มทั่วท้องถนน ทำให้อาณาจักรวายุอัสนีตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนทุกย่างก้าว
“พวกเขาไปทำอะไรกันมารึ เหตุใดข้าถึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“บางทีอาจเกี่ยวข้องกับข่าวลือ เรื่องที่กลุ่มโจรภายในป่าพันวิญญาณถูกสังหาร”
“ข้าว่ามิใช่ บางทีพวกเขาอาจออกไปล่าสัตว์อสูรในยามค่ำคืน พวกเราจึงมิรู้ว่าพวกเขาออกไปเมื่อใด”
“จริงสิเมื่อเร็วๆนี้ก็มีข่าวลือเรื่องยักษ์ป่าขนโลหิตถูกสังหาร หรือว่าพวกเขาจะเป็นผู้สังหารมัน”
ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเริ่มคาดเดาถึงเรื่องราวกันอย่างแพร่หลาย แต่ท้ายที่สุดการคาดเดาของทุกคนต้องจบลง เพราะเมื่อพานเซอนำกำลังพลเดินมาถึงลานกว้างใจกลางเมือง เขาก็สั่งให้ทหารนำถุงใบใหญ่จำนวนสิบถุงบนคันรถลงมา
ไม่นานถุงทั้งหมดก็ถูกแกะออก ในทันทีหัวไร้ร่างจำนวนนับไม่ถ้วนได้กลิ้งหลุนๆออกมาจากปากถุง ใช้เวลาเพียงครู่ศีรษะทั้งหมดก็ถูกกองสุมขึ้นจนกลายเป็นภูเขาขนาดย่อม
“นำมันออกมา”
พานเซอกล่าวเสียงค่อย เอิลที่ยืนอยู่ด้านหลังก้มตัวทำความเคารพ ก่อนเดินไปยังถุงอีกใบที่ถูกแยกไว้พิเศษ ด้านในถุงใส่ไว้ด้วยหัวไร้ร่างจำนวนเก้าหัว มีแปดหัวที่เป็นของผู้นำกลุ่มพยัคฆ์โลหิต และอีกหนึ่งเป็นของผู้นำสูงสุด
ศีรษะทั้งเก้านี้ไม่ได้เข้าไปกองรวมในภูเขาหัวไร้ร่าง หากแต่ถูกนำไปเสียบไม้ยาว ตั้งประจานเอาไว้กลางลานกว้าง
ผู้คนโดยรอบที่เห็นสัญลักษณ์รูปกรงเล็บแดงบนใบหน้าหนึ่งในศีรษะทั้งเก้า ก็เข้าใจทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นี่ทำให้เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง
“ผู้ลงอาคมประจำตระกูลฟอลลิชเล่า”
พานเซอกล่าวไปทางเทซาที่ยืนอยู่ด้านหลัง เทซานิ่งเงียบอยู่สักพัก จึงกล่าวพร้อมก้มหัวลง
“เรียนท่านแม่ทัพ มันหนีไปได้ขอรับ”
พานเซอมองเทซาอย่างนิ่งเงียบ ไม่นานก็กล่าว
“แล้วหัวหน้าพ่อบ้านแรนเชอล่ะ”
เอิลก้าวเท้าออกมาพร้อมก้มหัวลง
“หัวหน้าพ่อบ้านแรนเชอก็หนีไปได้เช่นกันขอรับ”
“พวกเจ้าทำงานกันประสาอะไรถึงได้ปล่อยให้ผู้นำกลุ่มพยัคฆ์โลหิตทั้งสองหนีไปได้!!!”
พานเซอตวาดเสียงดังลั่น ทำให้เสียงซุบซิบของชาวบ้านโดยรอบหายไปทันที พื้นที่ลานกว้างจู่ๆก็สงบเงียบราวกับป่าช้า
เอิลและเทซาต่างก้มหน้าลงอย่างยอมรับผิด แม้ทั้งสองจะไม่ได้เป็นผู้จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง อย่างไรในฐานะผู้สั่งการพวกเขาก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ถึงแม้ทางด้านเอิลผู้สั่งการตัวจริงจะเป็นชิลก็ตาม
ใบหน้าพานเซอแสดงออกอย่างเคร่งเครียด แม้ผู้ที่แฝงตัวเข้ามาในกองทัพวายุอัสนีจะถูกจับเอาไว้ได้ทั้งหมด แต่พวกมันก็เป็นเพียงตัวเบี้ยเท่านั้น ต่างกับอีกสองคนที่เป็นระดับผู้นำกลุ่ม
“เพิ่มกองกำลังรักษาการเป็นสองเท่าทั้งที่พระราชวังและตัวเมือง จับผู้ต้องสงสัยทุกคนที่พบเห็นมาให้ข้า ปิดทางเข้าออกทั้งหมดภายในอาณาจักรให้เหลือเพียงประตูใหญ่ด้านหน้าทางเดียวเท่านั้น”
พานเซอกล่าวสั่ง ก่อนเดินตรงไปทางอาณาเขตกองทัพวายุอัสนี
ภายในซอกเหม็นอับที่อยู่ไม่ไกลจากลานกว้าง เฟลดิชในชุดคลุมยาวสีดำยืนมองสถานการณ์อยู่กับคนชุดดำอีกสองคน
“ทำอย่างไรดี ขนาดท่านหัวหน้ายังถูกสังหาร ข้าว่าพวกเราควรรีบออกจากเมืองนี้ไห้เร็วที่สุด”
คนชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลังเฟลดิชกล่าว
“หากเจ้าคิดหนีก็ไปซะ ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อสังหารตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด”
เฟลดิชกล่าวเสียงค่อย
“ตัวต้นเหตุ?”
คนชุดดำอีกคนเอ่ยถาม เฟลดิชจ้องไปยังหัวของผู้นำสูงสุดพยัคฆ์โลหิตที่ถูกเสียบประจานอยู่กลางลานกว้าง นัยน์ตาสีดำแสดงออกอย่างวาวโรจน์
“มันคือผู้ลงอาคมของตระกูลแรนเชอ”
.
.
ตลอดระยะเวลาหนึ่งวันที่ชิลหายเข้าไปในถ้ำพฤกษาม่วง ลาม่อนได้ตรวจพบคลื่นพลังงานสวรรค์ที่หนาแน่นผิดปกติอยู่หลายครั้ง ทว่าก็ไม่คิดสนใจอะไร แต่ดูเหมือนคลื่นพลังงานที่ว่าหนาแน่นแล้วเมื่อวาน ในวันนี้กลับหนาแน่นขึ้นไปอีก
นี่ทำให้ลาม่อนอดสงสัยไม่ได้ว่าชิลทำอะไรอยู่ภายในถ้ำพฤกษาม่วง อย่างไรการเข้าไปรบกวนเวลาฝึกฝนของผู้อื่นนับเป็นเรื่องเสียมารยาท เขาจึงไม่คิดเดินเข้าไปตรวจสอบ
จู่ๆก็มีทหารนายหนึ่งพร้อมด้วยสตรีผู้แสนงดงามเดินตรงเข้ามาหา
“ท่านลาม่อน มีผู้ฝากสิ่งนี้มาให้”
นายทหารกล่าวพร้อมยื่นต้นรากวิญญาณไปให้ลาม่อนที่นั่งอยู่บนพื้น
“โอ้ ต้นรากวิญญาณอายุหกสิบปีรึ สิ่งนี้คงมิใช่ของข้าหรอกมั้ง”
ลาม่อนกล่าวพลางหัวเราะ นายทหารก้มหัวลงทำความเคารพ ก่อนหันตัวกลับพร้อมเดินจากไป
“ผู้นำตระกูลแรนเชอเป็นอย่างไรกัน ถึงได้ปล่อยให้ลูกสาวมาเดินเล่นในถิ่นที่เต็มไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์เช่นนี้”
ลาม่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เขายังอยู่ในถ้ำรึ”
ริเช่กล่าวพลางมองไปยังปากถ้ำอันมืดมิด
ลาม่อนพยักหน้าตอบ ก่อนเผยมือออกเพื่อเชิญให้นางนั่ง
“เจ้าชอบดื่มชาอะไร”
ลาม่อนกล่าวถาม ก่อนส่งสัมผัสจิตวิญญาณเข้าตรวจสอบใบชาด้านในแหวนสีขาวที่นิ้วนางข้างซ้าย
ริเช่มองไปที่ใบหน้าที่ไร้ความทุกข์ร้อนของชายชรา พลางกล่าวเสียงแผ่ว
“ข้ามิได้ชอบดื่มชา”
.
.
ด้านในถ้ำ หลังจากชิลเร่งซึมซับพลังงานสวรรค์ก้อนโตในคราเดียวไปหลายครา เขาในตอนนี้ก็แทบอยู่ในสภาพปางตาย หากไม่ได้อาคมจิตตั้งมั่นช่วยไว้ บางทีอาจกลายเป็นบ้าเพราะความเจ็บปวดไปแล้วก็ได้
กระนั้นแม้ชิลจะเร่งดูดซับพลังงานสวรรค์อย่างบ้าคลั่งตลอดทั้งวัน แท่นหินภายในห้องกลางอกก็ดูเหมือนจะไม่โผล่ขึ้นมาพ้นผืนน้ำเสียที
เลือดก้อนโตถูกสำรอกออกมาอีกครั้ง ชิลยกมืออันสั่นเทาขึ้นเช็ดคราบเลือดตรงปาก ปัจจุบันรอบตัวเขาเต็มไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรังไปทั่ว
เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนและชุดสีขาวได้สูญสลายหายไปราวกับมันไม่เคยมีอยู่ ทำให้ร่างเขาไร้ทั้งเสื้อผ้าสวมใส่ ไร้ทั้งเส้นผม แม้แต่ขนสักเส้นก็ล้วนหายไป ผิวหนังทั่วร่างเปิดลอกพร้อมมีเลือดไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย หากริเช่เข้ามาเห็นเขาในสภาพนี้ คงได้ตกใจขวัญกระเจิงเพราะรูปร่างอันน่ารังเกียจนี้เป็นแน่
ชิลพยายามขยับเปลือกตาเพื่อมองดูร่างกายอันน่าสมเพชของตน ก่อนจะหลับตาลง พร้อมซึมซับพลังงานสวรรค์ต่อ
ในที่สุดเวลาก็ล่วงผ่านไปสามวัน ร่างสีแดงที่เกิดจากการถูกชะโลมด้วยเลือดจู่ๆก็สั่นไปมาอย่างรุนแรง ไม่นานสิ่งปฏิกูลจำนวนมากได้ถูกขับออกมาทางรูทวารทั้งเก้า พร้อมหลั่งเหงื่อสีดำเข้มออกมาทางผิวหนัง ผมสีน้ำตาลอ่อนเริ่มงอกออกมาให้เห็น ชั้นผิวหนังที่ลอกค่อยๆกลับคืนสภาพอย่างสมบูรณ์
ในตอนนี้ชิลได้ก้าวเข้าสู่ระดับผสานกายขั้นสองแล้ว
แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังไม่ขยับเขยื้อนตัวแต่อย่างใด ทิ้งช่วงเพียงครู่ก็เร่งห้วงแห่งความคิดกระตุ้นคลื่นจิตวิญญาณ ร้องเรียกพลังงานสวรรค์เพื่อซึมซับต่อ
พลังงานสวรรค์ที่รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งพุ่งเข้ามาหาราวกับต้องการสังหาร ชั้นผิวที่เพิ่งคืนสภาพไม่นานได้เปิดออกอีกครั้ง พร้อมเลือดสีแดงสดพุ่งกระจายออกมา ผมสีน้ำตาลอ่อนที่เพิ่งงอกมาได้เพียงไม่กี่เซนติเมตร กลับถูกเผาทำลายจนสิ้น
ชิลไม่ต้องการให้เวลาที่ได้มาเสียเปล่า แม้เขาจะเป็นผู้ให้ความสำคัญกับการพักผ่อน อย่างไรในตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาทำเช่นนั้น
“หืม!!”
ลาม่อนที่ยังคงนั่งอยู่ด้านหน้าถ้ำจู่ๆก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานสวรรค์ที่ควบแน่นมากกว่าครั้งที่ผ่านมา นี่ทำให้ต้องหันหน้าจ้องปากทางถ้ำด้วยสายตาใคร่รู้
‘หรือพลังงานสวรรค์ด้านในจะเกิดความไม่เสถียร’
ลาม่อนคิดก่อนดันตัวลุกขึ้น เดินตรงเข้าไปในถ้ำพฤกษาม่วง สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนได้ ทว่าเมื่อเดินเข้ามาได้ไม่กี่ก้าว ก็สังเกตเห็นเส้นพลังงานสวรรค์อันหนาแน่นไหลเข้าไปด้านในด้วยความเร็ว เขาเดินตามเส้นพลังงานสวรรค์ไปสักพักก็มาถึงพื้นที่ลานกว้างภายในถ้ำ
ดวงตาลาม่อนเบิกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพด้านหน้าที่เห็นในตอนนี้ คือกลุ่มก้อนพลังงานสวรรค์ที่หมุนวนราวกับพายุ ความรุนแรงของมันไม่ต่างจากอาคมพายุกระหน่ำเลย
ต้องรู้ว่าอาคมพายุกระหน่ำเป็นอาคมที่มีพลังในการทำลายเป็นวงกว้าง สามารถใช้กวาดล้างศัตรูจำนวนมากในคราเดียว นี่จึงทำให้อาคมพายุกระหน่ำมีความรุนแรงด้อยกว่าอาคมเรียกวายุเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครบ้าพอที่จะไปนั่งอยู่ใจกลางพายุที่ถูกสร้างขึ้นจากอาคมพายุกระหน่ำ
มองเห็นเลือดสีแดงสดที่ไหลออกมาจากผิวหนังที่ฉีกขาดของชิล ลาม่อนก็ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยือก เหตุใดเด็กชายผู้นี้ถึงต้องใช้วิธีการฝึกฝนอันบ้าคลั่งเช่นนี้ ลำพังเพียงซึมซับพลังงานสวรรค์ธรรมดาภายในถ้ำพฤกษาม่วง ก็ทำให้ระดับรากฐานฝึกฝนเพิ่มสูงขึ้นมากแล้ว หากคาดการณ์ไม่ผิดเมื่อพ้นสองเดือน อัจฉริยะเช่นชิลก็น่าจะสามารถตัดผ่านเข้าสู่ระดับผสานกายขั้นสามได้
‘นี่เขาคิดจะใช้เวลาสองเดือนฝึกฝนถึงขั้นใดกัน’
ลาม่อนจ้องมองอย่างจริงจัง เขาเคยเห็นชิลใช้ห้วงแห่งความคิดกระตุ้นคลื่นจิตวิญญาณเพื่อร้องเรียกพลังงานสวรรค์จากภายนอกมาคราหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเด็กชายผู้นี้จะใช้วิธีเดียวกันเพื่อเร่งฝึกฝน
นี่เป็นวิธีการที่บ้าคลั่งเป็นอย่างมาก
ควรรู้ว่าพลังงานสวรรค์ดิบ หรือพลังงานสวรรค์ที่ยังไม่ได้ถูกซึมซับผ่านร่างกายมีอันตรายอยู่ โดยพลังงานสวรรค์ดิบเปรียบเสมือนพลังงานสวรรค์ของผู้อื่นที่เมื่อทำการควบแน่นก็จะสามารถใช้จู่โจมไปยังเป้าหมายได้
ดังนั้นการที่ควบแน่นพลังงานสวรรค์ดิบในปริมาณมากเพื่อซึมซับในคราเดียว เท่ากับว่าใช้พลังงานสวรรค์จากภายนอกโจมตีตนเอง
ถึงจะมีวิธีการฝึกฝนอันบ้าคลั่งเช่นนี้อยู่ แต่ผู้ฝึกฝนรากฐานส่วนมากก็มิคิดใช้มัน เพราะการฝึกฝนเช่นนี้มีค่าเท่ากับฆ่าตัวตาย
ลาม่อนหรี่ตาจ้องเข้าไปยังใจกลางพายุ สักพักเขาก็ต้องตื่นตะลึงอีกครั้ง
‘ระดับผสานกายขั้นสอง นี่เป็นไปได้อย่างไร’
เพียงสี่วันตัดเข้าสู่ระดับผสานกายขั้นสอง นี่เป็นสิ่งที่ยากจะเชื่อ หากลาม่อนมิได้มาเห็นด้วยตาตนเอง คงไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีผู้ฝึกฝนรากฐานที่ใช้เวลาเพียงสี่วันตัดผ่านจากผสานกายขั้นแรกไปขั้นสองได้
ไม่นานก็ปรากฏรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความคาดหวังบนใบหน้ารูปไข่ ก่อนตัดสินใจหันตัว ก้าวเดินออกไปจากถ้ำ
‘หวังว่าเจ้าจะไม่ตายไปเสียก่อนครบกำหนดสองเดือน’