ตอน 06
ชุดสีขาว
(ส่วนตอนท้าย)
สุรีย์รัตน์ได้แต่หยีตาพริ้มเขิน ๆ “คำแรกน้องพูดขอบคุณน่ะค่ะ แต่... เอ่อ... คำถัดมา หนู ไม่รู้น่ะ ฮ่า ๆ” ว่าแล้วหันไปทางพ่อที่เอาแต่ขำไปเกาหัวไปจนผมยุ่ง
“จนใจเลยลูก ไม่มีวนัสช่วยแปล แต่น้องก็ดูดีขึ้นนะ เศร้าน้อยลง”
“น้องเอามาอุ้มกอดแล้วนะ ดูสิ” คนตัดชุดให้ดีใจยกใหญ่
สาววัยสิบแปดแย้มรวยรินส่งให้น้าไสว “ว้าว... จริงด้วยค่ะ...” ชั่วอึดใจจึงหันไปสบมองตาแสนอ่อนโยนของลอริส
ยามนี้ ชุดสวยใหม่แลพองฟูอยู่บนตักหญิงสาวตุ๊กตา สองมือจากพี่เลี้ยงััประคองอีกสองมือนุ่มนิ่มของหญิงสาวกำพร้า ถ่ายทอดทุกอณูความจริงใจและห่วงหาอาทร
เกริกไกรช่วยเก็บรูปถ่ายครอบครัวที่ตกพื้น ยื่นใส่บนตักอุ่นนุ่มเหนือชุดฟู ลอริสก้มผงกเล็กน้อยดั่งตอบรับ ดูแล้วคงอยากขอบคุณแต่อาจตื้นตันจนกลั่นวาจาไม่ออก น้ำตาพลันคลอเอ่อแต่ไร้เสียงสะอื้น
“น้องตื้นตันแน่เลย...” สุรีย์รัตน์อุทาน “อยากให้น้องมีกำลังใจสู้ชีวิตนะคะ”
ชายวัยสี่สิบพลันน้ำตาไหลไปด้วย “น้องคงดีใจ พวกเราดูแลไม่ห่าง พวกเราคอยให้กำลังใจไม่ให้อ้างว้างเดียวดาย”
น้าไสวยิ้มภูมิใจในฝีมือของตน ส่วนเกริกไกรก็พลอยซาบซึ้งน้ำใจ
“ไหวเองก็เป็ปลื้ม น้องได้ชุดใหม่จนร้องไห้เลย”
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณน้องไหวจริง ๆ นะ”
“น้ำก็ขอขอบคุณน้าไหวนะคะ สุดยอดเลย” หลานสาวยกมือไหว้ แต่ไม่วายขอแซวคนเป็พ่อ “ดูสิ พ่อหนูทำซึ้งซะน้ำตาไหลเลย”
เกริกไกรส่งยิ้มกริ่มทั้งน้ำตาคลอให้ลูกสาว “แซวอีกแล้วลูกคนนี้”
“แล้วน้าจะตัดแบบนี้มาให้อีกนะ น้องจะได้ใส่หลายชุดมากขึ้น ตัดชุดแล้วมีความสุข” หญิงร่างท้วมยิ้มหน้าบานพลางบิดเอวอวบไปมา
สุรีย์รัตน์หลับตาพริ้ม วาดฝันจินตนาการเป็ภาพหวานของหญิงสาวตุ๊กตา “ลอริสคงอยากใส่นอนคืนนี้นะคะ ใส่แล้วน่ารักน่ากอดแน่เลย”
บ่ายสามน้าไสวขอตัวจากลา เมื่อรู้ว่าสองพ่อลูกและผู้ลี้ภัยจะต้องไปโรงพยาบาลตามแพทย์นัด เหลือหนึ่งชั่วโมงเพื่อเตรียมตัว
ชุดใหม่พองฟูวางบนโซฟายาว กระเป๋าหนังที่เก็บทุกชุดจากรัสเซียยังวางเคียง นับแต่วันปั๊มพาสปอร์ตผ่านแดนก็ไม่เคยถูกนำกลับขึ้นไปบนห้องนอนสุรีย์รัตน์อีกเลย บนกระเป๋ามีรูปใบเก่าพร้อมหน้าครอบครัววางอยู่
พี่เลี้ยงใจดีพาลอริสอาบน้ำแล้วแต่งตัวที่ชั้นล่าง ชุดสวมใส่เหมือนอย่างวันแรกที่เยือนถิ่นประเทศไทย ขาวสะอาดผุดผ่องต่างจากวันนั้นที่ต้องกระดำกระด่าง วันนี้ดูช่างงดงามไม่เหมือนวันเก่าที่น่าเศร้าสังเวช
อีกอย่างที่แปลกต่างในคราวนี้ ลอริสเลือกกิ๊บโบผ้าขาวแกมครีมประดับผมจากฝีมือของน้าไสว มองทีไรก็น่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนเคย
แม้หญิงสาวรัสเซียยังดูหม่นเศร้า แต่กลับคงความนุ่มนวลน่าเอ็นดูไม่เจื่อนจางเลย ช่างเหมือนตุ๊กตามีชีวิตที่แสนน่ารักของทุกคน
เกริกไกรยกหูโทรศัพท์เครื่องสีดำ หมุนหมายเลขติดต่อมือถือของวนัสแสนคล่องแคล่ว ปลายสายรับฉับไวแต่สุรีย์รัตน์กลับได้ยินไม่ชัดนัก
“กำลังจะพาลอริสไปโรง'บาลโรดสามสิบเอ็ด ฉันเลยมารายงานให้ทราบ ฝากบอกพี่สานิตย์ด้วยนะ”
บทพูดกระชับมากกระทั่งไม่รู้ปลายสายตอบอะไร ชายวัยสี่สิบวางหูโทรศัพท์ลงในที่สุด
“เรียบร้อยลูก สบายใจได้ ทำตามคำสั่งพี่สานิตย์”
สุรีย์รัตน์ยิ้มปนขำ “พวกเราเหมือนอยู่ในกฎอัยการศึกยังไงก็ไม่รู้นะคะพ่อ ฮ่า ๆ”
พ่อที่แสนเข้าใจลูกจึงแย้มกรุ้มกริ่ม พลางตบบ่าเบา ๆ “เอาน่า... แบบนี้ก็เป็ความเมตตาแล้วล่ะ พ่อไม่ต้องติดคุก... ปะ!ออกเดินทางกัน”
ลูกสาวมอบยิ้มหวานรวยริน นานหลายวันแล้วที่ไม่ได้แย้มยิ้มแบบนี้ พลางจูงมือลอริสก้าวตามพ่อที่จะเข้าไปสตาร์ตรถ แล้วตนอาสาช่วยเปิดประตูเหล็กให้
รถเคลื่อนไกลจากบ้านเมื่อทุกอย่างปิดล็อกเรียบร้อย มุ่งหน้ายังโรงพยาบาลโรดสามสิบเอ็ด สถานที่แรกที่เคยช่วยชีวิตลอริส
“ก่อนมา... พ่อเห็นลอริสใส่ชุดเสื้อขาวตัวในและกางเกงขาวขาจั๊มพองพลิ้วแล้วนะคะ ดีใจด้วย” ลูกสาวส่งเสียงถามจากเบาะหลัง สองมือนุ่มพลางประคองอีกสองมือขาวนวลของหญิงสาวรัสเซีย
“บังเอิญเห็นน่ะ แต่น่ารักมาก ๆ ถ้าลูกพาลอริสไปแต่งตัวที่ห้องนอนพ่อก็ไม่ได้เห็นหรอก” พ่อผลิยิ้มไปขับรถไป
“หนูอยากให้น้องลองอาบน้ำชั้นล่าง ก็ชุดน้องสุภาพมากแม้แต่ตัวใส่ข้างใน น้องก็เข้าไปอาบแล้วก็เปลี่ยนในนั้นเป็ชุดเดรสขาวคลุมมิดน่อง”
“ลอริสใส่เอวสูงมากเลย เรียบร้อยน่าเอ็นดูนะ” พ่อพลางนึกเปรียบเทียบการแต่งตัวของสองสาว “น้ำก็ใส่เอวสูงนี่นา พ่อเคยเห็นใส่กางเกงลายทางทับเสื้อซะเอวสูงเลยตอนออกมาเลื่อนประตูให้รถเข้า”
“ฮ่า ๆ ใช่ค่ะ” สุรีย์รัตน์เริ่มเขิน “หนูชอบใส่เอวสูง ๆ แต่กลัวคนอื่นเห็นหาว่าบ้า เลยเอาเสื้อใส่นอกเหมือนเดิม แต่... ก็รู้จากวันแรกที่ลอริสมานอนด้วยก็เหมือนชอบใส่เอวสูง สูงแล้วเรียบร้อยพอกันเลย ใจตรงกันเลย”
“เอ้อ พ่อลืมเล่าเื่เื่นึง ตอนแรกไม่กล้าเล่า” พ่อชะงักคำพูดชั่วอึดใจเพื่อเรียบเรียง “แต่... อืม เล่าดีกว่า”
“เื่อะไรหรอคะ” สุรีย์รัตน์เบิกตาโตอยากฟังอยากรู้
“จำเช้าวันที่พ่อตื่นไปทำงานเร็วกว่าเดิมแล้วทิ้งโน้ตไว้ให้ได้ไหม”
“อ๋อ จำได้ ที่พ่อซื้ออาหารฝรั่งมาเพียบเลยตอนดึกกลับจากส่งน้าวนัส แล้วพ่อก็ทิ้งโน้ตไว้ตอนเช้า” สุรีย์รัตน์เบิกยิ้มเมื่อนึกถึงโน้ตสอนภาษา
“คืนนั้นพ่อนอนหลับน้อย แต่ก็ฝัน ฝันว่า... มีคนกระซิบข้างหู บอกพ่อว่า อย่าทิ้งเขาไป...”
“เอ๋... พ่อเคยเล่านี่คะ นานแล้ว เล่าว่า... อะไรนะ” สุรีย์รัตน์หลับตานึกชั่วครู่ก่อนพรั่งพรูความทรงจำ “ตอนสมัยพ่อจีบแม่แล้วคบกันตอนอายุยี่สิบเอ็ด แล้ว... พลาด... แม่ท้อง... พ่อเคยบอกหนูว่า แม่พูดขอร้อง ขออย่าทิ้งเขาไป พ่อก็เลยไม่คิดจะให้แม่ทำแท้ง...”
“ใช่ แต่คราวนี้เสียงมาในฝัน แล้ว... เหมือนเสียงของแม่ภาเลย...”
“แม่มาหาพ่อหรือเปล่านะ... หนูก็คิดถึงแม่” ลูกสาวเงยหน้าเหม่อลอย ห้วงรู้สึกถวิลถึงวันเก่า ๆ คราวยังมีแม่สุภาวดี
คนขับรถดูยังไม่แน่ใจเต็มร้อยได้แต่ตอบห้วน ๆ “อืม... อาจจะใช่”
“พ่อคะ” สุรีย์รัตน์ร้องทักอยากบอกความในใจ
“อะไรหรอลูก”
“ขอบคุณนะคะที่ให้หนูได้มีชีวิต... พ่อคือผู้ชายที่หนูภูมิใจนะคะ รับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป ลูกผู้ชายที่แท้จริงเลยค่ะ แม่กับพ่ออายุเท่ากัน ยังเรียนไม่จบก็ต้องมาเลี้ยงหนู แต่ก็ทำให้หนูได้เติบโตเป็สาวมหา'ลัย”
เกริกไกรพลันน้ำตาไหล
“พ่อขับรถอยู่น่ะลูก เดี๋ยวน้ำตารบกวนการมองเห็น”
“ซึ้งจนร้องไห้เลยหรอคะพ่อ โอย... น่ารักค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์แย้มหน้าบาน แต่พลันชะงักคำไม่กี่อึดใจ คล้ายอยากกลั่นกรองคำพูดละมุน “แต่... พ่อคิดว่าคำพูดในฝันหมายถึงเื่... เื่คนนี้ใช่ไหมคะ...”
สายตาเลื่อนจากมองคนขับข้างหน้า กลายเป็มองหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่นั่งเคียง ส่งยิ้มบาง ๆ แล้วลูบศีรษะแ่ผิว
เกริกไกรยกมือปาดเช็ดน้ำตา “อาจจะใช่นะ... แม่ภา... อาจรับรู้ แล้วก็... มาบอกพ่อ... ว่าอย่าทิ้งน้อง... น้องลอริส”
“รู้สึกดีจัง...” ลูกสาวแย้มตอบพลางซับน้ำตาคลอให้ตุ๊กตารัสเซีย “ลอริส แม้ยังเศร้าเื่ที่สูญเสียพ่อแม่ แต่น้องนับว่าเข้มแข็งอยู่นะคะ”
“ให้กำลังใจน้องคือยารักษาโรคหัวใจนะ พ่อเชื่อเช่นนั้น”
“ใช่ค่ะ... เมื่อกี๊หนูก็น้ำตาไหลคิดถึงแม่ แล้ว... อ่า... อุ๊ย...”
พ่อมองจากกระจกส่องหลัง “อ้าว... กลายเป็ลอริสซับน้ำตาให้น้ำซะแล้ว น่ารักจริง ๆ”
มือนุ่มขาวผ่องอย่างผิวสาวฝรั่งค่อยยกเอื้อม ไล้ลูบหยาดน้ำใสคลอสองเบ้าตาให้พี่เลี้ยง ฝ่ายรับพลันหัวใจพองโต ตื้นตันจับใจอย่างบอกไม่ถูก
“สปาซิบะ ลอริส...” สุรีย์รัตน์รำพันเสียงหวาน
“สปาซิบะ...” ลอริสเอื้อนคำรัสเซียแสนนุ่มนวล
เกริกไกรส่งเพจเจอร์ให้ลูกสาวอ่าน “ยังมีคำซึ้ง ๆ อีกนะ วนัสเพิ่งเพจมาหาตอนจะออกจากบ้าน อ่านดูสิ”
“อะไรเอ่ย...” สุรีย์รัตน์เปิดดูข้อความย้อนหลัง “คราซิวา แปลว่า สวย”
สาววัยสิบแปดยิ้มหวาน ส่งคำนุ่มให้หญิงสาวตุ๊กตา “คราซิวา...”
ชั่วพริบตาดั่งรางวัลล้ำค่าจนหัวใจพองฟู เสียงตอบกลับนุ่มนิ่มด้วยสำเนียงรัสเซียแท้ “คราชิวา / Красивая”
ลอริสสบตามองพี่เลี้ยงสาว สายตาซื่อ ๆ บ่งบอกความซาบซึ้งและจริงใจ
สุรีย์รัตน์แย้มบาง ๆ พลางลูบศีรษะไล้ผมนุ่มให้ตุ๊กตารัสเซียอีกครั้ง แล้วส่งมุกให้คนขับเบื้องหน้า “ครอบครัวเรากลายเป็โรงเรียนภาษารัสเซียแล้วหรอคะ ฮ่า ๆ”
เกริกไกรพลันยิ้มแก้มปริ ไม่มีไอเดียจะต่อมุกลูกสาวเลย
ค่อนชั่วโมงเดินทางรถจึงจอดยังที่หมาย เกริกไกรออกเดินนำเข้าพบพยาบาลฝ่ายต้อนรับ ยื่นบัตรคนไข้และใบนัดแพทย์ตามขั้นตอน ก่อนพยาบาลจะแนะนำให้ไปยังห้องวินิจฉัยอาคารหนึ่ง ที่เก่าที่เดิมซึ่งเคยนั่งรอเนิ่นนานกับเพื่อนวนัส
สาวไทยสวมใส่เดรสน้ำเงินโอบเอวประคองสาวรัสเซียสวมเดรสขาวเคียงก้าวตามติด มองแล้วช่างนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูเกินพรรณนา ดุจถ่ายทอดสายใยห่วงหาอาทรกันและกัน
ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะเป็นัดหมายไว้แล้วจึงไม่เสียเวลารอ พอพยาบาลหน้าห้องวินิจฉัยรับใบนัดแพทย์จากเกริกไกรจึงพาเชิญ จุดหมายเข้าพบก็ยังเหมือนเดิม เป็ห้องวินิจฉัยส่วนในสุดอย่างคืนดึกคืนนั้น
สองพ่อลูกและสาวฝรั่งได้พบแพทย์หญิงผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ หากแต่คราวนี้กลับพบเพียงหนึ่ง ต่างจากคราวก่อนที่พบถึงสองท่าน อากัปกิริยาทักทายยกมือไหว้ทั้งสองฝ่ายช่างน้อมนอบ มีเพียงลอริสได้แต่ก้มผงกเล็กน้อย แต่ทุกคนกลับไม่ถือสา ทั้งคิดว่านี่คือสัมมาคารวะของสาวฝรั่ง
เมื่อถึงขั้นตอนสำคัญ ลอริสต้องเข้าตรวจในห้องฉากม่านกั้น ชายวัยสี่สิบส่งแววตาอาทรบอกกับลูกสาว
“อยู่เป็เพื่อนลอริสนะ เข้าไปด้วยกัน พ่อจะรอข้างนอก”
“พ่อหนูขี้อายเสมอ” สุรีย์รัตน์ยิ้มหวาน “ไว้ลุ้นจากข้างนอกนะคะ”
เกริกไกรส่งสายตาเจือห่วงใยต่อหญิงสาวรัสเซีย แววตาตอบรับสีครามแกมฟ้าจางช่างอ่อนโยน บ่งบอกว่ายังบริสุทธิ์แสนเชื่องเชื่อไม่เปลี่ยน
ลอริสถูกเชิญให้นอนบนเตียงตรวจ พ่อส่งลูกสาวเข้าไปก่อนม่านกั้นเลื่อนปิด พลางรับกิ๊บโบผ้าขาวแสนน่ารักหลังจากได้ยินเสียงแพทย์พูดว่า “พลีส เลย์ ดาวน์”
หนึ่งแพทย์หญิงหนึ่งสาวรุ่นคล้ายถูกชะตา ช่วยกันสื่อสารให้ลอริสเข้าใจ ทั้ง โด๊นท์ วอร์รี่... โด๊นท์ แพนิก... พลีส ฟีล อีซี่... ไม่รู้ว่าสาวตุ๊กตารัสเซียจะฟังเข้าใจบ้างไหม
เกริกไกรได้แต่ฟังจากนอกฉากม่านกั้นเท่านั้น หวังเพียงว่าผู้หญิงช่วยผู้หญิงด้วยกันช่างเหมาะสมที่สุดแล้ว
ได้ยินเสียงจากภายในม่านกั้นแล้วก็พลอยนึกเอาใจช่วย
“น้องน้ำตาไหล เป็อะไรหรอคะ”
“อ๋อ น้องยังไม่หายเศร้าที่เสียพ่อแม่ น้องกำพร้าแล้ว วันนี้น้องไม่ร้องสะอื้น แต่น้ำตายังคลอ ๆ คงคิดถึงพ่อแม่อยู่น่ะค่ะ”
“เดี๋ยวก็ดีขึ้นนะคะ คอยปลอบโยนคอยซับน้ำตาให้น้องเรื่อย ๆ นะคะ อย่าให้น้องอ้างว้างเดียวดาย”
“หนูจะพยายามเต็มที่ค่ะ จะดูแลให้ดีที่สุดเลย”
เมื่อม่านกั้นเปิดออกอีกครั้ง สองสาวไทยสาวฝรั่งพากันออกมานั่งเคียงชายอายุสี่สิบ รอฟังผลวินิจฉัยของแพทย์ที่รับกระดาษกราฟข้อมูลจากเครื่องวิเคราะห์
“คลื่นหัวใจบ่งบอกว่าไม่คงที่ การเต้นยังไม่ค่อยสม่ำเสมอ อาการคล้ายสัปดาห์ก่อนที่ตรวจกันละเอียดแล้วให้กลับบ้านตอนดึกค่ะ”
เกริกไกรพอฟังคำวินิจฉัยจากแพทย์หญิงพลันหวั่นวิตก “มีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลงครับหมอ”
แพทย์หญิงช่วยอธิบาย “ตอนนี้ตอบไม่ได้ค่ะ น้องมีอาการคงที่ คือผิดปกติเหมือนเดิม แต่นับว่าที่ให้น้องทานยาก็ช่วยประคับประคองไม่ให้แย่ลง ยาบำรุงโลหิต ยาบำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ ยาบำรุงหลอดเืหัวใจ ทั้งหมดช่วยให้น้องมีชีวิตปลอดภัยน่ะค่ะ ก็ต้องประคับประคองกันไปเรื่อย ๆ”
“ก็คือ... ดูแลน้องต่อไปเหมือนเดิมใช่ไหมคะ ให้ทานยาต่อเรื่อย ๆ” สุรีย์รัตน์ถามเพื่อให้แน่ใจ
“ใช่ค่ะ มาตรวจครั้งต่อไปก็ลองไปตรวจใกล้บ้านก็ได้นะคะ”
คำบอกจากแพทย์กลับทำให้ชายวัยสี่สิบเริ่มงงงวย “อ่า... ยังไงหรอครับหมอ”
“เห็นข้อมูลที่อยู่ พำนักแถวบางกระสอ ไม่ลองย้ายไปโรงพยาบาลในเครือหรอคะ เครื่องไม้เครื่องมือที่นั่นก็มีพร้อมเหมือนกันค่ะ”
แพทย์หญิงช่วยไขกระจ่าง ชายวัยสี่สิบก็คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้
“เอ๊ะ ขับผ่านมา ใช่ โรง'บาลโรดสามศูนย์สองหรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะ ครั้งต่อไปพาไปตรวจที่นั่นก็ได้ค่ะ เอาบัตรของคนไข้จากที่นี่ไปใช้บริการที่นั่นได้เลยเช่นกันค่ะ” แพทย์หญิงบรรจงเล่าเพื่อให้เข้าใจกว่าเดิม “ดิฉันตรวจให้คนไข้ที่นั่นด้วยค่ะ เพราะเครือโรงพยาบาลเดียวกัน จำอีกคนที่มาช่วยตรวจวันที่น้องหมดสติแล้วกลับดึก ๆ ได้ไหมคะ คนนั้นวันนี้ไม่ได้มาที่นี่ค่ะ มีตรวจคนไข้ที่โรดสามศูนย์สองน่ะค่ะ”
“อ๋อ จำได้ครับ... ดีจัง” เกริกไกรเริ่มยิ้มตอบรับ “งั้นครั้งต่อไปก็พาไปตรวจแถวบ้านได้เลยสินะครับ”
“ใช่ค่ะ ดิฉันกับแพทย์อีกคนก็ตรวจคนไข้ที่นี่ โรดสามสิบเอ็ด กับที่นั่น โรดสามศูนย์สองเสมอค่ะ ทีนี้คุณพ่อไม่ต้องพาน้องมาไกลถึงที่นี่ก็ได้ค่ะ ไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้บ้านสะดวกกว่า เผื่อมีอะไรฉุกเฉินก็ใช้ที่นั่นได้เลย”
“ฉุกเฉิน...” เกริกไกรได้ฟังพลันสะท้านรู้สึกไหวหวั่น สุรีย์รัตน์ก็คล้ายหายใจไม่ทั่วท้อง ใจคอไม่อยากให้มีอะไรต้องกลายเป็เหตุ 'ฉุกเฉิน' เลย
“เป็อะไรหรือเปล่าคะ” แพทย์หญิงเริ่มจับสังเกตสีหน้าสองพ่อลูกที่แปรเปลี่ยน
สุรีย์รัตน์รีบกลบเกลื่อนปฏิเสธ “เปล่า... เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
“ไม่ทราบว่า รับดูแลน้องฝรั่งแบบลูกบุญธรรมหรือเปล่าคะ”
สองพ่อลูกสาวหันหน้าสบตาชั่วครู่ คำว่า 'บุตรบุญธรรม' เหมือนกระตุกกลางใจชอบกล อันที่จริงเื่เช่นนี้ก็เคยถามวนัสมาบ้างแล้ว แต่เพราะความไม่แน่ใจเื่สัญชาติ ลอริสคงยังไม่อาจได้สัญชาติไทยโดยง่าย จึงไม่แน่ใจกฎเกณฑ์จุกจิกเื่บุตรบุญธรรม เมื่อรู้ว่าคงยากทั้งสองก็ไม่ได้เก็บมาใคร่ครวญอีกเลย
เกริกไกรจึงได้แต่ตอบออกไปตามจริง “เปล่าครับ น้องยังเป็แค่ผู้ลี้ภัยแล้ว... ผมกับลูกสาวอาสาช่วยดูแลให้ที่พักพิง น้องเพิ่งกำพร้าพ่อแม่”
“อ๋อ หรอคะ น่าสงสารมาก” แพทย์หญิงเชยชมจากใจจริงผ่านประกายแววตา “แต่น้องก็... เหมือนอยากสู้ชีวิตนะคะ ดิฉันดูจากอาการแล้ว น้องอยากมีชีวิตสู้ต่อไป จิตใจน้องแท้จริงเข้มแข็งนะคะ ถึงแม้แสดงความอ่อนแอให้เราเห็น”
“จริงหรอคะ...” สุรีย์รัตน์พลันปลาบปลื้มจนผลิรอยแย้มบาง ๆ
“ดิฉันแนะนำว่าพยายามให้กำลังใจน้อง ให้ความรักความอบอุ่นแก่น้องมาก ๆ เข้าไว้ค่ะ กำลังใจสำคัญมากต่อคนป่วยโรคนี้เลยน่ะค่ะ” แพทย์หญิงกล่าวคำสละสลวยเพื่อให้จดจำ “ดูแลหัวใจของน้องด้วยหัวใจของเรา”
“ดูแลหัวใจของน้องด้วยหัวใจของเรา” เกริกไกรทวนย้ำคำแนะนำ “เป็คำที่สวยงามจริง ๆ ครับ ผมชอบมาก”
“หนูก็ชอบค่ะ ฟังแล้วเหมือนมีกำลังใจขึ้นมาเลย” พี่เลี้ยงสาวยิ้มหวานละมุน ท่วมท้นอิ่มเอมใจแต่กลับคงอยู่เพียงไม่นาน เมื่อแพทย์หญิงอธิบายยังไม่จบ
“อย่างที่บอกไปวันนั้น ปกติคนเป็โรคนี้อายุสั้น แต่ถ้าช่วยดูแลให้กำลังใจ น้องจะมีชีวิตต่อไปยาวนานขึ้นค่ะ ถ้าปาฏิหาริย์มีน้องก็จะอยู่ได้อีกหลายปีเลยค่ะ อยู่จนได้รับผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจใหม่ที่แข็งแรงขึ้น”
สุรีย์รัตน์พลันใจหายชั่วขณะ น้ำเสียงอ่อนเอื่อยเล็กน้อย “หรอคะ วันนั้นหนูไม่ได้มา หนู... เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เองค่ะว่าน้องอาจอายุสั้น แต่... จะพยายามดูแลให้ความอบอุ่นให้มาก ๆ ให้น้องอยู่กับเรานานที่สุดค่ะ”
“หวังว่าเช่นนั้น ถ้าน้องสู้ชีวิตไหว น้องก็จะอยู่กับเรานาน ๆ เลยค่ะ”
คำพูดสุดท้ายจากแพทย์ดั่งเติมเต็มกำลังใจให้สามชีวิต แม้หนึ่งในนั้นฟังแปลภาษาไทยไม่ออก
แต่เมื่อจะอำลากัน กลับได้ยินคำละมุนแฝงเศร้าหม่นเป็สำเนียงรัสเซียแท้ ทำเอาแพทย์หญิงพลันยิ้มแก้มปริทิ้งท้าย
“สปาซิบะ...” ลอริสก้มผงกเล็กน้อยดั่งบอกลา
“เสียงเพราะน่ารักจังเลย แปลว่าอะไรหรอคะ”
เกริกไกรแย้มน้อย ๆ ช่วยเฉลย “เป็คำขอบคุณของคนรัสเซียน่ะครับ ผมก็... รู้ไม่กี่คำเอง”
จากลาแพทย์แล้วรับยาเพิ่ม บัตรเครดิตถูกรูดผ่านเครื่องซิปแซ็ปอีกครั้ง สามชีวิตเหมือนร่วมชีวิตสุขทุกข์ฝ่าฟัน ต่างเดินเคียงกันออกจากแผนกวินิจฉัยอาคารหนึ่ง เดินตามทางเดิมเรื่อยมาจนอยู่นอกอาคารส่วนหน้า
อาทิตย์ลาลับฟ้าแล้ว แสงไฟถนนวิภาวดีด้านนอกเขตส่องสว่างไสว รถราแล่นผ่านไปมาเริ่มคับคั่ง
ชายวัยสี่สิบส่งกิ๊บโบผ้าขาวคืนให้หญิงสาวตุ๊กตา มือนวลผุดผ่องยื่นรับแล้วผงกศีรษะ เอื้อนคำหวานแม้ระคนเสียงเศร้าสร้อยเล็ก ๆ
“สปาซิบะ...”
ความรู้สึกช่างคล้ายคืนแรกที่รับดูแลพากลับบ้านไม่มีผิด
“สงสารพ่อจัง หมดเงินไปมากมายเพื่อลอริส” สุรีย์รัตน์เอ่ยเศร้าเคล้าตาละห้อย
เกริกไกรตบบ่าแ่ “อย่าห่วงเลยลูกรัก พี่สานิตย์กับวนัสช่วยอยู่ พ่อลืมบอกไปว่าได้รับแคชเชียร์เช็คแล้ว พรุ่งนี้จะเอาไปขึ้นเงินที่แบงก์แถวที่ทำงาน”
“ดีจัง ฝากขอบคุณน้าวนัสและท่านสารวัตรด้วยนะคะพ่อ ยังไงกลับถึงบ้านก็ต้องโทรรายงานตามกฎอัยการศึกน่ะค่ะ แฮ่...”
“ฮ่า ๆ ฟังแล้วสะดุ้งเลย... ได้เลย แล้วพ่อจะบอกให้นะ...” ชายวัยสี่สิบคล้ายเพิ่งระลึกอีกเื่ได้ “เอ้อ... มื้อเย็นนี้ แวะซื้อปลานึ่งแถวร้านใกล้สนามบิน ไว้เราสามคนทานกันที่บ้านแบบวันนั้นดีมั้ย”
“ดีเลยค่ะพ่อ ลอริสคงชอบทาน ปลาอร่อยดีต่อสุขภาพน้อง”
สุรีย์รัตน์แย้มหวานละไม ดีอกดีใจพลางประคองมือนุ่มนิ่มของสาวรัสเซีย แล้วยังเอ่ยคำสละสลวยจากแพทย์หญิง “ดูแลหัวใจของน้องด้วยหัวใจของเรา”
เกริกไกรผลิแย้มสบมองตาลอริส บรรจงวาจาเชื่อมใจผูกพัน “เล็ทส์ โก โฮม...”
รางวัลตอบกลับคือวาจาสำเนียงรัสเซียแสนละเมียดนุ่มนวล
“ด๊า...” หญิงสาวผมสีน้ำตาลก้มผงกรับคำ แม้แววตาบ่งบอกยังเศร้าสร้อยเจือจาง
-จบตอน-
