ตอนที่ 27 การกลับชาติมาเกิดในร่างใหม่ของยอดฝีมือ ภูมิหลังที่แท้จริงของผู้าุโิ
แผ่นดินจงโจวนั้นแบ่งออกได้เป็แปดเขต โดยเขตศูนย์กลางเทวานั้นถือเป็พื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด
สำนักบำเพ็ญตนตั้งอยู่หนาแน่น ลัทธิน้อยใหญ่ตั้งตระหง่านทั่วแผ่นดิน
ดั่งเช่นสำนักอริยะวิถีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็สำนักศึกษาแห่งอัจฉริยะภาพ ที่ซึ่งเหล่าผู้มีพร์จากทั่วหล้ามารวมตัวกัน
กล่าวได้ว่า ผู้ที่สามารถเข้าสำนักอริยะวิถีมาเพื่อฝึกบำเพ็ญตนได้นั้น ล้วนเป็ผู้มีพร์อันโดดเด่นยิ่ง ในภายภาคหน้าล้วนมีชะตาอนาคตอันรุ่งโรจน์
บรรดาประมุขของสำนักศักดิ์สิทธิ์และจักรพรรดิแห่งดินแดนจงโจว ล้วนเคยฝึกบำเพ็ญในสำนักอริยะวิถีเมื่อครั้งเยาว์วัย
ทว่าภายในห้องสงบเงียบนี้กลับมีข้อยกเว้นอยู่ผู้หนึ่ง
สตรีในชุดคลุมสีเทา ดวงตางามดุจหยาดน้ำแข็ง แสดงออกถึงความโกรธเคือง อารมณ์ของนางลุกโชน ดูราวกับกำลังขุ่นเคืองและผิดหวังในความไม่เอาไหนของอีกฝ่าย
เหล่าศิษย์ชายหญิงมากมายต่างจ้องมองด้วยสายตาเย้ยหยันให้กับเด็กหนุ่มที่ยังนอนหลับฟุบอยู่บนโต๊ะนั้นอย่างมิสนใจใคร
“เ้าขยะนี่กลับกล้าเข้ามาฝึกบำเพ็ญในสำนักอริยะวิถี ช่างน่าอับอายสิ้นดี!”
“ใช่แล้ว หากมิใช่เพราะสืบสายเืจากตระกูลหลินโบราณ อีกทั้งมีพี่สาวที่เป็ถึงผู้าุโแห่งสำนัก เขาคงมิมีวันได้มาฝึกตนอยู่ห้องเดียวกับพวกเรา”
“นับว่าผู้าุโหลินชิวหานโชคร้ายโดยแท้ ที่ต้องมารับภาระน้องชายเช่นนี้”
เหล่าศิษย์ชายหญิงต่างพากันมองไปด้วยสายตาเย้ยหยัน และกล่าววิพากษ์วิจารณ์กันเสียงเบา
แน่นอนว่าเื่ที่พวกเขากำลังพูด ล้วนเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม
ผู้มีนามว่าหลินเทียน
เด็กหนุ่มผู้นั้น นับว่าเป็ที่รู้จักกันดีในสำนักอริยะวิถี
และยังเป็น้องชายต่างมารดาของสตรีในอาภรณ์สีเทา
มิเพียงแค่พร์ในการฝึกบำเพ็ญอ่อนด้อยเท่านั้น แต่ในยามปกติก็ยังไร้ซึ่งความพากเพียร ขณะเล่าเรียนก็ยังเอาแต่ี้เีนอนหลับอยู่เสมอ
นับว่าเป็ขยะทางการบำเพ็ญเพียรโดยแท้
ในทางตรงกันข้ามกับพี่สาวของเขา หลินชิวหานนั้นกลับเป็ถึงผู้าุโที่อายุน้อยที่สุดและงดงามที่สุดของสำนักอริยะวิถี ผู้คนมากมายต่างมุ่งหมายปอง
แม้แต่เหล่าศิษย์เอกจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ และรัชทายาทจากราชวงศ์ต่างๆ ก็เคยพยายามสานสัมพันธ์กับนาง
อนาคตของนางช่างสดใสไร้ขีดจำกัด
เมื่อเทียบกันแล้วหลินเทียนจึงกลายเป็ที่รู้จักกันไปทั่วสำนักอริยะวิถี
“หลินเทียน…”
เมื่อเห็นหลินเทียนยังคงนอนหลับใหล สตรีในอาภรณ์สีเทาก็ยิ่งขุ่นเคือง น้ำเสียงของนางดังก้องอย่างมิพอใจ พร้อมกับสาวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็ว
เสียงดังนั้นเหมือนจะทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นจากการหลับใหล
“อ๊าก ข้าผู้เป็ราชันมิยินยอม…”
เขาส่งเสียงร้องโหยหวน ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาฉายแววสับสนและงงงวย ราวกับยังอยู่ในภวังค์ฝัน
“ที่นี่คือที่ใด”
“เ้าเป็ผู้ใด”
“ยังกล้าเรียกตนเองว่า ‘ข้าผู้เป็ราชัน’ เช่นนั้นหรือ ฮ่าๆ ทำเอาข้าขำจนแทบขาดใจแล้ว”
“เ้าไร้ค่าผู้นี้ฝันเห็นสิ่งใดกัน”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นรอบทิศ
ใบหน้าของหลินชิวหานยิ่งบึ้งตึงขึ้นด้วยความโกรธ
ช่างไม่เกรงใจเสียเลย มิเพียงแต่นอนหลับกลางคาบ แล้วตอนนี้ยังกล้าแสร้งทำเป็ไม่รู้จักพี่สาวของตนอีกงั้นหรือ
แม้ว่าตนจะเป็พี่สาวของเขา แต่ก็มิอาจปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจได้ นางจะต้องอบรมสั่งสอนเขาให้รู้สำนึกเสียบ้าง
“สำนักอริยะวิถี เขตศูนย์กลางเทวา ดินแดนจงโจว…”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง”
ยามนั้น หลินเทียนทำราวกับมองไม่เห็นผู้คนตรงหน้า
เขาพึมพำกับตนเองด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนที่ประกายในดวงตาจะกลับมาอีกครั้ง
ไม่คาดคิดเลยว่าข้าผู้เป็จอมราชันเทพสังหารจะต้องถูกชะตาพลิกผันให้มาร่างใหม่
ถูกต้องแล้ว บัดนี้หลินเทียนมิใช่ผู้อ่อนแอที่ใครดูิ่ได้อีกต่อไป
เขาคือราชันเทวะผู้ได้รับสมญานามว่า “หลู่เทียน” ผู้ซึ่งกล่าวกันว่าสามารถสังหารแม้แต่์ได้
แต่ทว่าในระหว่างที่เขาทะยานขึ้นสู่์ กลับต้องเผชิญกับรอยแยกแห่งมิติอันน่าสะพรึงกลัว
จนต้องสิ้นชีพลงเสียก่อนที่จะได้ไปถึงแดน์ตามที่ตั้งใจไว้
ด้วยความเมตตาแห่ง์ช่วยชุบชีวิตไว้
เศษเสี้ยวิญญาของเขาจึงมิได้ดับสูญไป สุดท้ายจึงได้เข้าร่างและเกิดใหม่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้
แต่ในยามนี้ หลินเทียนกลับรู้สึกข้องใจอยู่บ้าง
ในโลกเดิมของเขานั้น ผู้ฝึกตนจะต้องบรรลุถึงขั้นราชันเทวะจึงจะทะลวงผ่านห้วงมิติและขึ้นสู่แดน์อันลี้ลับได้
ทว่าโลกที่เขาอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่าเพียงแค่บรรลุถึงขั้นเทวะมายาก็เพียงพอที่จะทำลายม่านฟ้าและขึ้นสู่แดน์ได้แล้ว
หากเป็เช่นนี้ ด้วยความทรงจำจากชาติที่แล้ว การที่จะกลับมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกนี้ได้อีกครั้งก็คงมิใช่เื่ยากเย็นอันใด
เมื่อคิดถึงเื่นี้ หลินเทียนก็อดมิได้ที่จะแสดงแววตาเปี่ยมความมั่นใจและทระนงตน
ถูกดูิ่และเหยียดหยามจากเหล่าผู้คนในตระกูลหรือ
ข้าผู้เป็จอมราชันเทพสังหาร ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเอาคืนคนพวกนั้นให้สาสม
แอบหลงรักพี่สาว คิดอยากจะนางแต่กลับไร้ซึ่งความกล้าหรือ
วางใจเถิด ข้าจะทำให้ความปรารถนาทั้งหมดนี้เป็จริง
ส่วนเื่ศีลธรรมและความสัมพันธ์ทางสายเืนั้น ก็มิใช่สิ่งที่ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าจำเป็ต้องสนใจ!
“หลินเทียน เ้ากำลังหัวเราะบ้าบออันใดอยู่ หากในเดือนนี้เ้ายังมิสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับทะเลิญญาได้ เ้าก็จะถูกขับออกจากสำนักอริยะวิถี และแม้แต่ตระกูลก็มิอาจคุ้มครองเ้าได้อีกต่อไป…”
เห็นหลินเทียนยังคงเมินเฉยต่อตน หลินชิวหานก็อดขมวดคิ้วงามมิได้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเดิม
หลินเทียนเป็บุตรที่เกิดจากอนุภรรยา ผู้เป็มารดานั้นมีฐานะเพียงสาวรับใช้ อีกทั้งพร์ก็มิได้โดดเด่นอันใด จึงทำให้ฐานะในตระกูลหลินของเขาลำบากยากแค้น และไม่เป็ที่ต้อนรับ
แต่ด้วยหลินชิวหานเป็ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี นางจึงดูแลเอาใจใส่เขาอยู่เสมอมา
ทว่าหลินเทียนกลับไม่เห็นค่าน้ำใจนั้น จึงทำให้นางรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
“ขั้นทะเลิญญาธรรมดานี้ จะเป็อุปสรรคสำหรับข้าได้อย่างไร”
“ไม่เกินครึ่งวัน ข้าจะทะลวงขั้นให้ดู”
หลินเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ดวงตาฉายแววเหยียดหยามและเย้ยหยันทุกสรรพสิ่ง
หลินชิวหานส่ายศีรษะอย่างอดไม่ได้ พลางคิดว่านางคงหมดหนทางช่วยเหลือเขาแล้วจริงๆ
ในห้องฝึกอันเงียบสงบ ก็พลันเกิดเสียงหัวเราะลั่น
ทุกคนต่างคิดว่าหลินเทียนคงยังไม่ตื่นจากความฝัน จึงได้เอ่ยวาจาเพ้อฝันเช่นนี้ออกมา
ทว่าหลินเทียนกลับมีท่าทีสงบนิ่ง มิได้แสดงอาการโกรธเคืองใดๆ
อย่างไรเสียเขาก็เป็ถึงผู้มีพลังระดับราชันเทวะ จะลดตัวลงไปถือสาหาความกับเด็กพวกนี้ไปไย
จงรอดูเถิด อีกไม่กี่วันพวกเ้าก็จะต้องหน้าแตกยับเยินแน่นอน!
…
ครืน!
ท้องฟ้าไหวสั่นะเื ลมพายุโหมกระหน่ำ
เรือเหาะอันหรูหราพุ่งทะยานตัดผ่านฟากฟ้าอย่างเต็มกำลัง
แสงเรืองรองเปล่งประกายเป็ริ้วรุ้ง ขณะมุ่งหน้าด้วยความเร็วสูงเข้าสู่ดินแดนจงโจว
กู้ฉางเกอในชุดคลุมที่พลิ้วไหวตามแรงลม ผมสีดำสนิทยาวสยาย ยืนกอดอกทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในห้วงความคิด ทำให้เขาถึงกับชะงักเล็กน้อย
แต้มวาสนาของเย่เฉินลดลงอย่างรวดเร็วหรือ ดูเหมือนว่าผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่จะปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ดูท่าคงได้เวลาลงมือจัดการกับเหยื่อรายใหม่แล้ว
“ไม่คาดคิดเลยว่าบ่าวชราเช่นข้าจะมีโอกาสได้กลับมายังดินแดนจงโจวอีกครั้ง ผ่านมาสามหมื่นกว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าตระกูลที่ข้าน้อยเคยสร้างไว้จะเป็อย่างไรบ้าง”
ผู้าุโิซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้นด้วยท่าทีนอบน้อมพลางมองลงไปยังทิวทัศน์ูเา ป่าโบราณ และลุ่มน้ำที่แปลกตาเบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย ก็อดที่จะรำพึงออกมาด้วยความรู้สึกซับซ้อนมิได้
สามหมื่นปีผ่านไป ผืนน้ำก็ได้เปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้า นครโบราณก็กลับกลายเป็ซากปรักหักพัง
เขารู้สึกถึงความประหม่าเมื่อใกล้เข้าถึงถิ่นเดิมของเขา
เหล่าลูกหลานจากครั้งนั้น... จะยังมีผู้ใดหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่
“ผู้าุโิได้ขึ้นสู่แดน์จากดินแดนจงโจวเมื่อสามหมื่นปีก่อนเช่นนั้นหรือ”
ซูฉิงเกอเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้ทราบเื่นี้ เพราะนางคิดมาโดยตลอดว่าผู้าุโิคงเกิดและเติบโตในแดน์เช่นเดียวกับกู้ฉางเกอ
“ถูกต้องแล้ว ก่อนที่ข้าจะขึ้นสู่แดน์ ข้าได้ก่อตั้งตระกูลหลินขึ้นมา…”
ผู้าุโิยิ้มตอบ
มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขานั้นมีแซ่หลิน