บทที่ 1 หรงม่านลี่
ต้นหลิวผลัดใบ... ถอดสีเขียวขจีเป็ส้มแสดลอยวิ่นหนาทางเดิน ปลายฤดูสารทย่างเข้าเหมันต์ บ้านพักหลังเก่าปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อยและพืชตระกูลหม่อน ด้านในปรากฎเงาเรือนร่างบอบบางซีดเหลืองของคุณหนูใหญ่จากตระกูลเก่าแก่วัยสิบเจ็ดปี นางอยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดั่งคนไว้ทุกข์ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ผุเก่าดึงด้ายสนเข็มปักลูกเต่าน้อยสีมรกต นี่เป็เพียงสิ่งเดียวที่พอจะทำฆ่าเวลา ในห้องหับเล็กแคบนี้มีผ้าปักลายลูกเต่านับได้สักร้อยชิ้นกระมัง
หน้าต่างบานนั้นเปิดทิ้งไว้เพื่อเฝ้ารอดูการมาของใครบางคน วันแล้ววันเล่าก็ผ่านไปแรมปีแล้ว ป่านนี้ท่านพ่อจะเป็อย่างไรเป็หรือตายไม่กล้าคาดเดา แต่ท่านจะรู้บ้างหรือไม่ว่าบุตรสาวแท้ ๆ ลำบากยิ่งนัก ม่านตาสีนิลกาฬประกายหม่นของนางหดแคบอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกเศร้าระทม
ดูเอาเถิดชีวิตคุณหนูใหญ่สกุลหรงอัตคัตยิ่งนัก แม้แต่สาวใช้สักคนยังไม่มีให้เรียกขาน ยามนี้ไม่ว่าใครก็มองว่าหรงม่านลี่ผู้นี้ไร้ประโยชน์ไม่ต่างอะไรกับขอทานรอวันตาย หาได้มีคนปฎิบัติกับนางสมฐานะคุณหนูใหญ่อย่างที่ควรจะเป็
"คุณหนูเ้าคะ นายท่านกลับจากเมืองจี้แล้ว จึงวานให้บ่าวมานำทางไปดูพลุด้วยกัน"
นานทีปีหนจะมีสาวใช้สักคนผ่านมาทางนี้ หรงม่านลี่ที่รออยู่แล้วดีใจยิ่งนัก ต่อให้ยามนี้ร่างกายไม่อำนายป่วยไข้จับสั่น แต่เพื่อได้ต้อนรับการกลับมาของผู้เป็บิดานางยินดีลากสังขารไร้ประโยชน์แก่นนี้ไปให้จงได้ ความยากลำบากตลอดหนึ่งปีนี้เดินทางมาถึงคราวสิ้นสุดแล้วใช่หรือไม่
วี้ด! ตู้ม! ต๊าม! ตู้ม!
เสียงอึกทึกดังแทรกแซงขึ้นมาขณะที่ม่านลี่กำลังจะลุกตามไป
"พลุจริงด้วย ท่านพ่อ... ลูกจะไปหาท่านเดี๋ยวนี้"
คุณหนูใหญ่ม่านลี่ยินดีปรีดาจนบดบังรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ไม่ไหว นางไม่อยากแม้แต่จะเสียเวลาไปกับการเก็บม้วนด้ายและแท่งเข็ม มีเื่ราวมากมายที่อยากเล่าขานให้บิดาฟังว่าตัวบุตรสาวของท่านพ่อถูกรังแกอย่างไรบ้าง จริงอยู่ว่าม่านลี่เป็บุตรสาวของฮูหยินใหญ่แต่ทว่ามารดาของนางตายจากไปหลายปีแล้ว สบโอกาสกับนายท่านหรงออกรบปราบโจรูเาตามพระราชบัญชาที่เมืองจี้จึงไม่มีเวลาใส่ใจเื่ในเรือนมากนัก อีกทั้งแม่เลี้ยงใจทรามริษยาแม้แต่กับเด็กคนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ตัวนายหญิงใหญ่ของบ้านรู้สึกรกลูกตาจึงถือวิสาสะส่งม่านลี่กักขังไว้ที่เรือนเล็กท้ายจวนคล้ายถูกลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
"แต่เอาเถอะยามนี้ที่พึ่งเดียวที่ข้ามีได้กลับมาแล้วมิใช่หรือ"
ใคร่ครวญมาถึงตรงนี้ม่านลี่ก็รีบปรี่ตัวตามไปโดยไม่ไถ่ถามให้เสียเวลา นางช่างอ่อนต่อโลกอะไรเสียอย่างนี้ แม้กระทั่งถูกลวงไปซัดซ้ำต่ำช้ายังไม่รู้ตัวอีก ยังไม่ทันก้าวขาพ้นลานเสียด้วยซ้ำเงาร่างทึบของชายสองคนขึงตัวนางไว้แน่น ท้ายทอยด้านหลังคล้ายถูกของแข็งกระแทกเข้าอย่างแรง
ร่างอันล้ำค่าของหญิงวัยแรกแย้มถูกลากไปตามทางเดินที่โรยด้วยหินหยาบ และถูกพาออกไปทางประตูหลังของจวนที่มีไว้เพื่อขนฟืนส่งถ่าน ม่านลี่ถูกถีบตัวโยนนอนแน่นิ่งเป็ผักรอความตาย ยามนี้โลหิตสีแดงฉานไหลอาบศีรษะย้อมอาภรณ์ผ้าขาวที่นางสวมใส่ประหนึ่งกลีบโบตั๋นที่กำลังร่วงโรย ร่างกายอ่อนแอเป็ทุนเดิมเสริมกับร่างกายที่ผอมแห้งจนหนังติดกระดูกทำให้ม่านลี่ไม่สามารถขยับเขยือนได้อีกแล้ว ซ้ำแล้วสองบ่าวออกแรงลาก... หนึ่งไพร่คอยสั่งการ
ต่อให้ม่านลี่รู้ในตอนนี้ว่าถูกลวงไปฆ่า สองบ่าวหนึ่งไพร่กระทำการต่ำช้าจงใจฝังกลบเ้านายเก่าส่งคืนสู่ความตาย แต่แล้วมันจะอย่างไรต่อเล่านอกจากโทษว่าตนเองโง่เง่าไร้ปัญญา ระหว่างนอนประครองลมหายใจผ่อนพ่นเข้าออกอย่างแช่มช้า... ความทรงจำเก่าพลันแล่นเข้ามากอบกุมหัวใจดวงน้อยทันที
'หรงม่านลี่' โดยพื้นฐานเป็คนสดใสไมตรีดีเฉกเช่นเดียวกับมารดาของนาง เสียตรงที่ที่นางร่างกายอ่อนแอขี้โรคั้แ่เกิด แต่ไหนแต่ไรมาบิดามารดาจึงประคบประหงมดุจไข่ในหิน บ้านเคยเป็สถานที่อบอุ่นสำหรับนางมาโดยตลอด กระทั่งบิดาออกว่าราชการครึ่งเดือนแต่พ่วงภรรยาอีกคนกลับมาด้วย นั่นก็คือ 'หรูเหยาเหนียง' แม่เลี้ยงคนปัจจุบันที่กำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ชูคอในจวนหรง
ปีนั้น 'หรงเซิ่งเสวียน' ผู้เป็บิดาเข้ารับตำแหน่งสมุหนายกองขั้นสาม ออกว่าราชการต่างเมืองบ่อยขึ้น มารดาเริ่มเจ็บป่วยออดแอดเรื่อยมา ยามนั้นม่านลี่บังเกิดกระแสความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว อันสุภาษิตที่ว่ามีวาสนาจึงได้พบพาน หมดวาสนาจึงต้องพรากจาก ไม่ผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่น้อย เพราะมารดาร่างกายอ่อนแอไม่อาจคลอดบุตรเพิ่มอีกสักสองสามคนตามที่ท่านพ่อ้า ถึงได้พาหญิงอื่นเข้าบ้านมาบังเบียดบุตรสาวแท้ ๆ เช่นนี้
เื่เก่าก็ช่างหัวมันเถอะ นับวันวานดูแล้วหรงเซิ่งเสวียนจากบ้านไปปราบปรามโจรูเาครบหนึ่งปีเต็มพอดี เป็หนึ่งปีเต็มที่ม่านลี่ไร้ที่พึ่ง เป็หนึ่งปีเต็มที่นางถูกรังแก เป็หนึ่งปีเต็มที่นางอยู่อย่างหดหู่เยี่ยงมดหนูในรูปลวก กระทั่งวันตายคืบคลานมาเยี่ยมเยือนแล้ว
"ท่านพ่อ... ม่านเอ๋อร์ของท่านคงไม่มีโอกาสอยู่รอชมความยิ่งใหญ่ของท่าน"
ลมหายใจแ่เบาลงเต็มที ในใจรำพึงรำพันบอกลาโลก การจากไปก็ดีเหมือนกันจะได้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความอัปยศทั้งหมดทั้งปวงนี้ การมีชีวิตอยู่จะไปมีประโยชน์อะไรในเมื่อไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิง หวังพึ่งโชคชะตาโหยหารักก็ดูเหมือนจะยากไปสักหน่อย บรรพบุรุษผู้เฒ่าอยู่บน์คงเอาแต่เล่นไพ่นกกระจอกกระมังถึงได้เมินเฉยไม่สนใจทุกข์สุขของคนรุ่นหลัง แต่ช่างเถอะข้าไม่หวังพึ่งผู้ใดแล้ว...
ท่ามกลางความสิ้นหวังของนาง ใครคนหนึ่งดันปรากฎตัวขึ้น รถม้ากลางประดับเครื่องราชตราตั้ง ผู้ใดดูก็รู้ว่าคือ 'ต้าซือหยวนเหริน' ม้าแกร่งพันธ์ดีวิ่งอยู่บนถนนอย่างมีจุดหมาย ทว่าเขาผู้นี้เป็คนช่างสังเกต เห็นสิ่งใดผิดแปลกมักจะคาดเดา เพราะสาเหตุนี้รถม้าจึงหยุดจอดกะทันหัน ยามวิกาลเช่นนี้ใครจะไปคาดคิดว่าต้าซือหยวนเหรินหรือท่านแม่ทัพโหรวจะผ่านมา เพียงด้ามง้าวกระทุ้งหน้าดินเพื่อใช้ค้ำเดิน... สองบ่าวหนึ่งไพร่ที่กำลังกระทำการต่ำช้า ขี้หดตดหายเตลิดหนีเอาตัวรอด ยอมถูกผู้เป็นายโบยจนตายดีกว่าคอหลุดด้วยง้าวกระหายโลหิตด้ามนั้น
ร่างกายกำยำสูงตระหง่าน... การมาของเขาเงียบสงบเรียบง่ายแต่เยือกเย็น รอบกายััได้ถึงอายสังหารและกลิ่นคาวเืโชยออกมาจากง้าวสีเงิน ขณะใกล้ตายลอมล่อดวงตาปรือพร่าเลือน สติสัมปชัญญะเหลืออยู่เท่าปลายนิ้วก้อย ม่านลี่แยกแยะไม่ออกว่าผู้ใดมาดีผู้ใดมาร้าย ขอเพียงได้สาปแช่งพวกระยำตำบอนที่คิดจะเอาชีวิตนางถือเป็ความปราถนาสุดท้าย
"วอนต่อเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์โปรดฟังข้า ขอให้ไอ้ชาติชั่วที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้อย่าได้พบพานเื่ดี มีภรรยาขอให้ไร้บุตร ทุกสิ่งที่รักและหวงแหนกลายเป็เ็ป ความสุขที่มีจงผันแปรเป็ความทุกข์ยาก ไม่ว่าผู้ใดก็ช่วยไม่ได้ยกเว้นแต่เป็ตัวข้า!"
ชายร่างสูงโปร่งที่กำลังค้อมลงมาช่วยเหลือถึงขั้นสะอึกอึ้งไปหนึ่งจังหวะ นี่เขากำลังทำคุณบูชาโทษหรือไร สตรีที่น่าสงสารนางนี้สมควรปล่อยให้นอนตายอนาถอยู่ตรงนี้ดีหรือไม่ แรงหายใจแทบไม่มียังอุตส่าห์ด่าทอสาปส่งผู้อื่นเช่นนี้ช่างเหมือนกาขี้รดเรือนตัวเอง
สิ้นเสียงพูดของนางลมหายใจสายสุดท้ายเหือดแห้งลงไปเช่นกัน
ชั่วเสี้ยววินาทีที่นางจากไป เกล็ดหิมะแรกโปรยกระหน่ำลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ ชายหนุ่มชะงักอึ้งเป็ครั้งที่สองพร้อมขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากัน อันความเชื่อโบราณที่มีมาั้แ่รุ่นปู่ย่าต่างเล่าลือว่าปุยน้ำค้างขาวโพลนต้นเหมันต์คือวาสนารักที่ไม่อาจหลีกหนี แต่จะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อนางตายไปแล้ว เขาส่ายศีรษะขับไล่กระแสความคิดไม่เข้าท่า สีหน้านิ่งขรึมเ็าไม่ต่างไปจากเกล็ดหิมะที่กำลังโปรยปราย
"เหอะ! ช่างน่าขัน"