ตอนที่ 15 คุณหนูที่แสนใจดี
“คุณหนูดูอะไรอยู่คะ”
“อุ๊ย” มือบางรีบกระชากม่านปิด ก่อนจะหันมาพูดกับพี่เลี้ยงสาว “ใหมดเลย พี่ฤดี”
“หืม ใอะไรคะ คุณหนู นี่พี่เองนะ” พี่เลี้ยงสาวถามกลั้วขำ
“ก็พี่มาเงียบ ๆ หนูก็ใสิ”
“แล้วว่าแต่เมื่อกี้คุณหนูดูอะไรคะ”
“ก็รับลมปกติน่ะค่ะ พี่” หญิงสาวทำหน้าตาปกติกลบเกลื่อน ก่อนจะปิดหน้าต่าง
เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงสาวนำนมอุ่นวางไว้บนโต๊ะ
“อย่าตากนานนะคะ คุณหนู เดี๋ยวจะไม่สบายเอา มาค่ะ กินนมอุ่น ๆ ก่อนนอนนะคะ”
รินนรีถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอกที่พี่เลี้ยงสาวไม่ได้สงสัยอะไรต่อ
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ตรงมุม ๆ หนึ่ง เรวัตรก็ได้แอบมองชั้นสองนั้นอยู่ห่าง ๆ เสียงบทสนทนาได้ยินมาแว่ว ๆ และเขาก็จำได้ในทันทีว่านั่นเสียงใคร เขานั้นเอะใจั้แ่คืนแรกแล้ว
คุณหนู...แสบไม่เบานะครับ
ชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้น ในขณะที่รินนรีที่ตอนนี้นอนอยู่บนเตียงพลิกตัวไปมานอนไม่หลับเพราะภาพของเขา รูปร่างของเขา ไหนจะการพูดจาที่ดูเป็สุภาพบุรุษ ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปนั่นอีก
นอกจากทำสวน ดูแลต้นไม้ กวาดใบไม้ที่ร่วงตามทางเดินเหมือนทุกวันนั้น ในวันนี้เขาได้หน้าที่พิเศษเพิ่มมาอีก 1 อย่าง ซึ่งนั่นก็คือ การพาคุณหนูไปสวนตาล เนื่องด้วยว่าเป็คนออกความเห็นเื่นี้ เธอจึงอยากให้เขารับผิดชอบ ส่วนลุงยงค์ไปส่งคุณนายที่ทำงานแทน
“ไปที่สวนคุณสุรชัยหรือครับ”
“ใช่ นายมีอะไรหรือเปล่า” ท่าทางที่ถามดูเหมือนจะกวนมากกว่าอยากได้คำตอบจริง ๆ
“อ๋อ เปล่าครับ”
“งั้นก็ขับไป อย่าชักช้า”
ใช้เวลาพักใหญ่ เรวัตรก็ขับรถไปจนถึงสวนตาลของคุณสุรชัย โดยพื้นที่ที่ปลูกตาลนั้นอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปจากไร่ใหญ่ไม่กี่กิโลเมตร
“โห ต้นตาลเรียงตัวกันสลอนเลยนะคะ คุณหนู ดูสิ” พี่เลี้ยงสาวก็ถึงกับอึ้งไม่น้อยกับสวนตาลที่ชูต้นกันสลอนเป็ทิวแถว
“ขึ้นชื่อว่าไร่คุณสุรชัยน่ะ พี่ฤดี จะเล็ก ๆ ได้ยังไงกัน” รินนรีว่า ก่อนจะเปิดกระจกรับลม “ขับช้า ๆ หน่อยนะ นายเรย์ ฉันอยากรับลม”
ทันทีที่จบคำสั่ง เรวัตรก็ค่อย ๆ ชะลอความเร็วรถลงเล็กน้อย ก่อนจะตบไฟเข้าซ้าย ในขณะที่รินนรีลดกระจกลงก่อนจะยื่นใบหน้างามนั้นรับลมเย็น ๆ ที่พัดมาในยามเช้า
“ระวังนะคะ คุณหนู อย่ายื่นมือส่ง ๆ นะคะ” พี่เลี้ยงสาวเอ่ยเตือน
“แหม เตือนเสียฉันเป็เด็ก ๆ เลยนะ พี่” เสียงหวานนั้นแหวขึ้นมาเล็กน้อย
โดยในขณะที่ขับรถไปนั้นเอง เรวัตรก็อาศัยโอกาสนี้แอบมองอิริยาบถคนข้างหลังที่กำลังมองวิวนอกกระจกผ่านกระจกหลังอยู่อย่างเนือง ๆ จนกระทั่งมาถึงไร่ตาลตามที่คนงานในไร่บอก
“สวนกว๊างกว้างเนอะ นายเรย์ว่าไหม” ฤดีหาเพื่อนชวนคุย
“นั่นสิครับ”
“แล้วสวนบ้านเธอกว้างประมาณนี้ด้วยหรือเปล่า”
“กว้างกว่าไร่ผมเยอะเลยครับ” ใบหน้าคมรีบหันมาตอบทันควัน “ขึ้นชื่อว่าคุณสุรชัย ที่ของผมคงเป็แมวดิ้นตายไปเลย”
จนเมื่อมาถึงที่ขายตาล ฤดีก็นำทั้งหมดเข้าไป ก่อนจะมุ่งไปยังแผงขายแผงหนึ่งที่อยู่ในเพิงย่อม ๆ จากหลาย ๆ แผง
“คุณหนูลองดูลูกตาลเชื่อมสิคะ ส่วนใหญ่ถ้าทำขนม เขาจะเอาลูกตาลเชื่อมไปทำ” ฤดีแนะนำ
“ก็หนูอยากเชื่อมเองนี่นา”
“เอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าคุณหนูอยากทำเอง ก็ซื้อแบบสดไปจำนวนหนึ่ง กับแบบเชื่อมไปก็ได้ครับ ที่นี่ก็น่าจะเชื่อมอร่อยนะครับ”
“ก็ฉันอยากเชื่อมเองนี่ เอางี้ เดี๋ยวฉันซื้อแบบสดไปทั้งหมดนี่ล่ะ”
หลังจากนั้น เธอก็เหมาลูกตาลสดมาหลายถุง ไม่ซื้อลูกตาลเชื่อมเลย
จนเมื่อได้ตาลที่ถูกใจหลายถุง เรวัตรก็อาสาถือให้ ส่วนฤดีก็คอยกางร่มกันแดดร้อนให้คุณหนูของเธอ ทว่าระหว่างทางกลับนั้นเอง ฤดีก็ได้หันไปทักคนงานที่ทำสวนตาลที่นี่เข้า อีกทั้งยังไม่เจอกันมานานแล้วด้วย
“ยัยปอ นี่ ยัยปอใช่ไหมน่ะ”
คนงานสาวที่ตอนนี้กำลังเดินอยู่กับเพื่อนคนงานคนอื่น ๆ หันมามองตามเสียงเรียก ก่อนจะขยับหมวกผ้าที่ตนใช้ใส่บังแดดอยู่ออกไป
“เฮ้ย ฤดี”
พี่เลี้ยงสาวหันรีหันขวางมองคุณหนูของเธออย่างลังเล
“คือพี่จะไปคุยกับเพื่อนนิดนึงน่ะค่ะ คุณหนู เราไม่ได้เจอกันนานเลยน่ะค่ะ”
“แต่พี่ถือร่มให้ฉันอยู่นะ” น้ำเสียงจากร่างเล็กติดจะไม่พอใจ
“เอ่อ ขอแค่แป๊บเดียวเองค่ะ”
เรวัตรที่เดินอยู่ก็ชะงัก ก่อนจะเงี่ยหูฟังบทสนทนานั้นอย่างเงียบ ๆ ขณะที่สีหน้าของฤดีนั้นวิงวอนอย่างสุดซึ้ง
“หึ ๆ ได้สิ พี่ แต่เอาร่มมาให้ฉันก่อน”
“อ๋อ ได้ค่ะได้” ฤดีโล่งอก ก่อนจะยื่นร่มให้เธอไป
“อ่ะ นี่ค่ะ พี่ หมวกปีกกว้างบังแดดเอาไปใส่นะ หรือจะเอาร่มที่รถด้วยไหมคะ ฉันจะให้นายเรย์ไปหยิบให้”
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณหนู วันนี้พี่ใส่เสื้อแขนยาวมารับมือแล้ว ยังไงพี่จะรีบไปรีบกลับนะคะ หืม คุณหนูเอาน้ำมาให้พี่ทำไมคะ” ฤดีมองขวดน้ำที่ผู้เป็นายสาวยื่นมาให้อย่างสงสัย
“ฉันเห็นว่าคนงานเดินกันมาคงร้อน ๆ น่ะ พี่ แต่พอดีฉันพกจากที่รถเผื่อมาขวดเดียว ยังไงก็แบ่งให้พี่เขากินหน่อยล่ะกัน”
“คุณหนูของพี่ใจดี๊ใจดีจริง ๆ ค่ะ”
“ก็ชมไปค่ะ เอ่อ แต่หนูจะไม่รอพี่ตรงนี้หรอกนะคะ หนูจะไปรอที่รถแล้วกันค่ะ” ว่าจบหญิงสาวก็หันไปหาชายหนุ่ม “ไป นายเรย์ ไปสตาร์ทรถให้ฉัน ร้อนจะแย่แล้ว”
“ครับ คุณหนู” เขารับคำก่อนจะหันหลังเดินนำไป แอบยิ้มออกมาด้วยความพอใจเบา ๆ ที่เห็นการปฏิบัติของเธอที่มีต่อพี่เลี้ยงสาวและคนที่ด้อยฐานะกว่า แต่ทำไมพอเป็เขาถึงได้ตรงข้ามกันนะ
เมื่อไปถึงที่รถ ชายคนสวนก็ขันอาสาเอาของที่ได้มาไปเก็บที่หลังรถให้
“ขอบใจนะ” หลังเอ่ยเสร็จ หญิงสาวก็เดินไปที่ประตูรถ แต่ก่อนที่จะถึงนั้นเอง ร่างเล็กก็ััได้ถึงอะไรบางอย่างมาััที่ขา พาลให้รู้สึกจั๊กจี้พิกล จนเมื่อดวงตาหวานจ้องมองลงไปยังเท้า รินนรีก็กรี๊ดลั่นจนทำให้เรวัตรที่กำลังเก็บของอยู่นั้นใจนต้องผละจากสิ่งที่ทำแล้ววิ่งมาดูตามทิศทางเสียง
“คุณหนู เป็อะไรไปครับ”
“ค...คือ” ทว่าเสียงที่ออกมาจากกลีบปากบางนั้นกลับกระท่อนกระแท่นจนฟังไม่ได้ความเสียแล้ว เขาจึงต้องมองตามนิ้วเรียวที่ชี้ไปที่เท้านั้นแทน จึงได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่ขดตัวกลมเป็ก้นหอยอยู่ไม่ไกลจากล้อรถหน้าฝั่งคนขับ
“กิ้งกือเองนี่ครับ ไม่เห็นน่ากลัวเลย” น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความแอบขัน แต่ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ขำด้วย ซ้ำยังตัวสั่นอยู่อย่างงั้น
“นาย” พูดจบ มือบางก็เผลอจิกแขนเขาแน่น มือยังคงสั่น รวมถึงน้ำเสียง “เมื่อกี้ กิ้งกือมันเลื้อยบนขาฉัน อี๋ ขยะแขยง”
“ไม่ต้องกลัวนะครับ เดี๋ยวมันก็ไป”
“ขอน้ำบนรถเอามาให้ฉันที”
“นี่คุณหนูชอบนั่งในสวน ไม่เคยเห็นตัวพวกนี้หรือครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นหลังจากยื่นขวดน้ำให้
“เคยสิ แต่ถ้ามาเลื้อยโดนตัวแบบนี้ฉันก็ไม่โอเคนะยะ ฉันไม่ใช่คนไร่คนสวนที่ชินกับตัวพวกนี้เสียหน่อย” รินนรีว่าไป มือก็ราดน้ำบนเท้าที่ตัวกิ้งกือเลื้อยผ่านไป แต่ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังยกขาแล้วเอาน้ำรดอยู่นั้น ร่างเล็กก็เผลอเสียหลักกำลังจะล้มหงายหลัง
“ว้าย”
“คุณหนูครับ ระวัง”
ในตอนนั้นเอง เรวัตรก็ได้เข้ามาประคองร่างเล็กนั้นได้ทันท่วงที หญิงสาวที่กำลังตกตะลึงอยู่นั้นก็ได้สติเมื่อได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงความร้อนใจดังขึ้นข้างหู
“คุณหนูไม่เป็ไรนะครับ”
“คือฉัน...” แต่ทว่าในทันทีที่หันไปมองใบหน้าคม สายตาของเธอก็สบเข้ากับเขาที่ก้มลงมาได้มุมองศาที่พอดิบพอดีอย่างบังเอิญ ทำเอาคุณหนูจอมเหวี่ยงวีนอย่างเธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก ราวกับคำพูดที่อยู่ในหัวถูกลบไปชั่วขณะจนมีแต่ความว่างเปล่า ไหนจะััอันอบอุ่นจากอกแกร่งนี้อีก
ส่วนเรวัตรเองก็ได้แต่จ้องร่างเล็กที่มองมานั้นอย่างพอใจ มุมปากเผลอยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่
“คุณหนู”
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงเรียกที่ค่อนข้างดังของพี่เลี้ยงสาวก็ดังพอที่จะทำให้ทั้งคู่หลุดออกมาจากภวังค์ได้สำเร็จ
“คุณหนูครับ คือว่า” เรวัตรชะงักเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ปล่อยร่างเล็กนั้น “ขอโทษด้วยครับ”
“อะไรกัน ไม่เป็ไรหรอก นายอุตส่าห์ช่วยฉันนะ” หญิงสาวถอยห่างจากเขาได้ทันท่วงที โชคดีที่ฤดีไม่เห็นภาพเมื่อครู่เสียก่อน “แต่ต่อไปอย่าฉวยโอกาสแบบนี้อีกนะ”
อ้าว มาว่าเขาฉวยโอกาสเสียอย่างนั้น
จนเมื่อมาถึงบ้าน เธอก็จัดการเตรียมวัตถุดิบที่จะทำ โดยเรวัตรนั้นช่วยหิ้วถุงลูกตาลมาหลายถุงมาไว้ในบ้านด้วย
“นี่ เรย์”
เสียงป้าแจ๋วที่ดังขึ้นมาทำให้เขาที่กำลังจะเดินไปทำงานต่อต้องหันมามอง
“ครับ ป้าแจ๋ว”
“คุณหนูตามให้เธอมาช่วยในครัวหน่อยน่ะ เธอกลัวไม่ทันบ่ายนี้ เพราะนี่ก็สายมากแล้ว เธอไม่ได้ยุ่งอยู่ใช่ไหม”
จนเมื่อมาถึงในครัว เขาก็ได้งานปอกตาลกับป้าแจ๋วและเจนมาเพิ่ม เนื่องจากรินนรีใช้มีดไม่เป็ เื่กับทำกับข้าวก็ไม่ต้องพูด ส่วนเขานั้น โชคดีที่ตอนเรียนปริญญาโทที่ฝรั่งเศสนั้นเคยรับงานพาร์ทไทม์เป็ผู้ช่วยกุ๊กในครัวของร้านอาหารไทยอยู่ เขาเลยทำได้อย่างสบาย ๆ
แล้วเนื่องด้วยกำลังพลที่น้อย ทำให้บรรยากาศในครัวตอนนี้จึงอลหม่านพอสมควร
นายสาวรุ่นเยาว์ของบ้านนั้นจัดการหยิบสมุดที่ตนจดสูตรมาดูอีกครั้ง ก่อนจะหยิบหม้อใบหนึ่งออกจากจากในตู้กับข้าว เดินไปเปิดน้ำจนเต็ม แล้วไปตั้งบนเตาแก๊สเพื่อต้มให้เดือด โดยความช่วยเหลือของเจนที่ให้เปิดเตาให้ ส่วนฤดีก็เข้ามาหาชายหนุ่มที่ปอกตาลใกล้เสร็จ
“เรย์ไปทำงานอื่นต่อเถอะจ้ะ เดี๋ยวงานในครัวพวกเราจัดการกันเองนะ” ฤดีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกตาลปอกเกือบจะเสร็จเพื่อเตรียมเชื่อมได้เยอะแล้ว
“งั้นเดี๋ยวผมปอกเปลือกลูกตาลให้เสร็จ ก็จะไปแล้วครับ” จากนั้นเขาก็ปอกอีกสามสี่ลูก ก็ได้ลุกขึ้น เดินไปล้างมือที่อ่างล้างมือ ใกล้ ๆ กับบริเวณที่หญิงสาวกำลังต้มลูกตาลบางส่วนอยู่
ในตอนนี้หญิงสาวกำลังใช้ตะกร้อคนส่วนผสมในหม้อที่กำลังเดือดอยู่อย่างตั้งใจ โดยเรวัตรนั้นก็ได้แอบชำเลืองมองแวบ ๆ นึกชอบใจในท่าทางที่จริงจังนั้น แต่ในขณะที่เขากำลังจะกลับหลังหันเพื่อเดินออกจากครัวนั้นเอง ความรู้สึกเจ็บจี๊ดบางอย่างก็ได้นาบเข้าที่แขนของเขาเต็ม ๆ จนร้องลั่นไปทั้งครัว
“นายเรย์ ฉันขอโทษ ตายแล้ว เจ็บมากไหม ขอโทษนะ ขอโทษ” ปรากฏว่าเป็รินนรีนั่นเองที่กำลังถือหม้อลูกตาลที่ต้มกำลังจะไปวางบนตะแกรงพัก ในตอนนี้หญิงสาวใมาก ลนลานขอโทษเขายกใหญ่
“ไม่เป็ไรครับ ผมขอน้ำแข็งมาโปะแผลนี้หน่อยได้ไหมครับ”
“ไม่เป็ไรได้ไง เอ่อ ยังไงหนูขอฝากที่เหลือหน่อยนะคะ ทุกคน”
“เดี๋ยวพี่ทำให้นะคะ คุณหนู”
“ไม่ต้อง ฉันเป็คนทำเขาเจ็บ ฉันจะทำเอง”
ไม่นาน หญิงสาวก็รีบเอาผ้าผสมน้ำแข็งโปะแผลไฟไหม้ให้เขา ด้วยท่าทางห่วงใย พร้อมกับกล่าวขอโทษซ้ำอีก
“เป็ไงบ้าง เจ็บมากไหม ฉันขอโทษนะ” ในขณะที่เรวัตรแอบมองเธออยู่อย่างพิจารณาเงียบ ๆ
“ไม่หรอกครับ ไกลหัวใจ อย่ากังวลเลยครับคุณหนู เดี๋ยวผมทำต่อเอง”
“ไม่ได้ ฉันเป็คนทำนายเจ็บแบบนี้ ฉันต้องรับผิดชอบสิ ไป นั่งนิ่ง ๆ”
เมื่อเ้าบ้านสั่งมาแบบนี้ เขาในฐานะลูกน้องก็คงขัดไม่ได้เช่นกัน และแน่นอนว่า เขาคงไม่ขัดใจตัวเองอย่างแน่นอน
‘เธอก็ใจดีกับเราเป็เหมือนกันนี่นา’
------------------------------------------------------------------------------
บรรยากาศของห้างสรรพสินค้าใหญ่ประจำจังหวัดในยามนี้ โดยเฉพาะที่โซนกลางห้างนั้นกำลังมีอีเว้นท์เป็งานเปิดตัวสินค้าจากผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากไร่ของครูสะอาด โดยไม่ห่างจากเวทีนั้นก็ได้ปรากฏร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน 3 คน ที่กำลังพูดคุยกันอยู่
“นั่นนายเป็อะไรของนายวะ เจษ” ชายผิวขาว หน้าตาตี๋แบบลูกคนจีนเอ่ยถามขึ้น “ยุกยิก ๆ เป็ลิงเป็ค่างแบบนั้นน่ะ”
“รำคาญชุดเนี่ย” เจษฎารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย ก่อนจะมองเสื้อสูทที่ค่อนข้างอึดอัดสำหรับเขา อีกอย่างเขาล่ะไม่ชอบออกงานแบบนี้เลย
“เอาน่า ทนหน่อย หุ้นส่วน” ชายอีกคนที่ใส่แว่นว่าขึ้น “รูปลักษณ์เราดีก็ส่งผลให้สินค้าพวกเราน่าซื้อไปด้วยนะ”
ชายทั้งสองคนคือเพื่อนสนิทที่เรียนจบจากเมืองนอกมาด้วยกันกับเขา ถึงนิสัยใจคอจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความรักธรรมชาติและเรียบง่ายเหมือนกัน ทำให้ทั้งสามตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจส่งออกสินค้าจำพวกผักผลไม้จากไร่ครูสะอาดรวมถึงผลไม้แปรรูปต่าง ๆ ร่วมกันจนกระทั่งมาถึงวันนี้ที่จะต้องนำเสนอสินค้าตัวใหม่
“ให้ฉันยืนรอข้างล่างไม่ได้หรือไง”
เพื่อนที่ใส่แว่นตบบ่าเขาเบา ๆ
“รุ่นนี้แล้ว ประหม่าหรือ เพื่อน”
“เฮ้ย ใครว่า” เมื่อถูกสบประมาทเช่นนั้น มีหรือที่คนอย่างเขาจะยอม “ก็ได้ เห็นแก่พวกนาย เห็นแก่สินค้าหรอกนะ แต่ถ้าพิธีกรถามพวกนายต้องตอบนะ”
“อ้าว ก็มะพร้าวมาจากไร่พ่อนาย นายเป็ลูกเ้าของแท้ ๆ จะให้เราตอบให้เนี่ยนะ”
“พวกนายก็เคยไปเที่ยวสวนฉันจนรู้ทุกซอกทุกมุมเหมือนกันล่ะน่า ไม่ต่างกันหรอก”
ใขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของเวที ปานรุ้งในชุดเดรสเกาะอกสีขาว มีคอเซทสีเขียวคาดก็จำต้องมารับงานนี้เป็การด่วน เนื่องจากพริตตี้ที่รับจ้างมาทำงานนี้ดันติดธุระขึ้นมา แถมยังไม่มีใครรับทำต่อด้วย อีกอย่างเธอจำเป็ต้องใช้เงินเป็ค่ารักษาแม่ ทำให้ปานรุ้งตัดสินใจรับงานนี้ในที่สุด
“อ่ะ สคริปท์พวกนี้ ท่องให้ทัน จำให้ได้ เดี๋ยวเธอต้องขึ้นไปแนะนำผลิตภัณฑ์พวกนี้บนเวที” หนึ่งในทีมงานกล่าวขึ้นพร้อมกับยื่นบทมาให้เธอปึกหนึ่ง
“ว่าไงนะคะ ไม่ใช่ว่าแค่ยืนคู่สินค้าเฉย ๆ หรือ”
“อ่อ สงสัยจะรีบจนลืมบอกรายละเอียดงาน คืองี้ น้องต้องขึ้นไปบนเวที แนะนำผลิตภัณฑ์ เอ็นเตอร์เทนคนน่ะ”
“แล้วนี่หนูจะจำทันได้ยังไงคะ”
มิน่าล่ะ เงินที่ได้จึงสูงนัก
“อีกชั่วโมงกว่า ๆ สู้ ๆ แล้วกันน้อง” ทันทีที่พูดจบ ผู้จัดการอีเว้นท์คนนั้นก็หนีหายไปอย่างไวราวกับนินจา ทิ้งให้เธอนิ่งงันพร้อมกับบทในมือบนเก้าอี้แต่งหน้า
มือบางกำบทในมือแน่น
“เพื่อแม่ เราต้องทำให้ได้”
จนเมื่อใกล้เวลางาน ทั้งสามหนุ่มต่างต้องเตรียมตัว โดยในตอนนั้นเอง สายตาของเจษฎาก็ได้ไปสะดุดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้แต่งหน้า บริเวณหลังเวที และถึงวันนี้เธอจะแต่งหน้าจัด แต่งตัวเปรี้ยวเข็ดฟันแค่ไหน เขาก็จำได้แม่นว่าเป็ใคร
“พวกนาย ขึ้นไปกันก่อนเลย”
“แหนะ นี่เตรียมชิ่งใช่ไหม ไม่ได้นะ เราคุยกันแล้วนะเจษ ตอนเปิดตัวบนเวทีต้องแนะนำตัวกันทุกคนนะ”
“เอางี้ เดี๋ยวฉันให้ยอดขึ้นไปเป็ตัวแทนของฉันก็แล้วกัน ฉันไปก่อนล่ะ” ว่าจบ ชายหนุ่มก็รีบเดินออกไปอย่างไว ในขณะที่เพื่อน ๆ เกาหัวด้วยความงง
“จะรีบร้อนไปไหนของมันน่ะ ยังกะหนีใคร”
“นั่นสิ”
จนเมื่อถึงเวลาขึ้นเวที ปานรุ้งที่ต้องทำหน้าที่เป็พิธีกรจำเป็ไปด้วยก็แนะนำสรรพคุณสินค้าได้อย่างคล่องแคล่ว จนทีมงานคนหนึ่งเปรยขึ้น
“น้องคนนี้จำเก่งว่ะ สินค้าสิบตัวให้ท่องแค่ชั่วโมงเดียว จำได้หมดเลย”
เจษฎาที่ยืนแอบอยู่แถวนั้นก็ได้ยินคำพูดนั้นโดยบังเอิญ พลางอดที่จะชื่นชมไม่ได้
‘เธอยังจำเก่งเหมือนเดิม ไม่เสียชื่อที่หนึ่งของห้องเลยนะ รุ้ง’ ชายหนุ่มทอดสายตามองร่างบอบบางที่กำลังอธิบายสรรพคุณตามบทได้เป็ฉาก ๆ บวกกับรอยยิ้มและความน่ารักของเธอด้วยแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้ดึงดูดผู้คนโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ มากขึ้นตามไปด้วย เห็นแบบนั้นเขาก็นึกไม่พอใจอยู่ครามครัน
จนเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ขณะที่กำลังจะหย่อนก้นลงนั่งพักนั้น ก็ได้มีหนุ่มวัยดึกคนหนึ่งเข้ามาหาเธอที่ห้องแต่งตัว เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็แบรนด์ดัง ทองที่นิ้วบ่งบอกฐานะว่ากระเป๋าหนักมิใช่น้อย
“นี่หนูจ๋า ไปหาข้าวเที่ยงกินกันกับเสี่ยไหม”
เมื่อเห็นท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยแบบนั้น ปานรุ้งก็รีบผุดลุกจากเก้าอี้แทบจะทันที
“ไม่ล่ะค่ะ ขอบคุณ” จากนั้นหญิงสาวก็เลี่ยงเดินออกมาจากห้องนั้นไปอย่างเร็ว งานที่เธอทำนั้นมักย่อมพบปะกับผู้ชายประเภทนี้อยู่บ่อย ๆ และเธอก็มักจะทำแบบนี้ แต่ชายคนนี้กลับตามตื๊อเธอไม่เลิกรา
“เอาน่าหนู ขาว ๆ น่าเอ็นดูแบบนี้ เสี่ยจะเลี้ยงอย่างดีเลยน้า”
“ไม่ค่ะ หนูมาทำงานหาเงินเท่านั้น ไม่ใช่จะเป็เด็กเสี่ย” หญิงสาวว่าเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินหนีไป แต่ชายคนดังกล่าวกลับไม่หยุดแค่นั้น มืออวบอูมนั่นกลับคว้าเข้าที่ข้อมือของเธอแน่น “น่า หนูจ๋า เชื่อเสี่ยแล้วชีวิตหนูจะมีแต่สบายนะจ๊ะ”
“ไม่ ปล่อยฉันนะ” และเนื่องจากคนตรงหน้าค่อนข้างมีอิทธิพล ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าช่วย และในขณะที่เธอพยายามขัดขืนอยู่นั้นเอง ก็ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบ เป็หญิงสาวที่สูงวัย แต่งหน้าจัด ทำผมทรงกระบัง ดวงตาแข็งนั้นจ้องมาที่เธอเขม็ง
หญิงสาวโล่งอกที่มีคนมาช่วย แต่ในตอนนั้นเองหญิงคนนั้นกลับกระชากร่างเธอเข้ามาก่อนจะตบเปรี้ยงลงบนหน้านวลนั้นเต็มแรง
ปานรุ้งอึ้ง ทั้งยังเจ็บแปลบจนชาไปทั้งหน้า ความโกรธเริ่มคุกรุ่น
หล่อนเป็ใครไม่สำคัญ แต่กล้าดียังไงมาตบฉัน!
---------------------------------------------------------------------------