ตอนที่32 งานวิจัยกับความรู้สึกของสาวน้อย
……
……
……ฉันไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน...ฉันรู้สึกว่าโลกรอบตัวเงียบขึ้นไม่ได้ยินเสียงของสิ่งต่างๆรอบตัวสิ่งที่ฉันได้ยินมีเพียงเสียงจากตัวของฉันเองเสียงหายใจที่คัดจมูกจากอากาศที่ไหลผ่านปลายจมูกที่แดงเรื่อแว่นหนาของฉันก็ขุ่นเป็นคราบของหยาดน้ำตาที่ถูกสายลมเป่าให้แห้งจนทำให้วิสัยทัศของฉันเลือนราง..
ไม่แน่ใจว่าตัวฉันเองคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น..ฉันคิดว่ามันเป็นหลายเรื่องที่ปนกันไปหมด..บางทีอาจจะเป็นเรื่องเศร้าของชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ..ฉันนึกไปว่าเขายังคงใช้ชีวิตอย่างปกติยิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ยังไงในช่วงเวลาที่ฉันรู้จักเขาก่อนหน้านี้..หรือบางทีฉันอาจจะคิดถึงเรื่องของตัวเอง..ว่าถ้าเป็นตัวฉันเองเมื่อผ่านสถานการณ์แบบนั้นตัวฉันจะเป็นแบบไหน..แม้จะมีความคิดของหลายเรื่องปนกันแต่แต่ฉันก็แทบจะไม่ได้อะไรจากความคิดในตอนนั้นเลยฉันแค่สับสน และสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ
ฉันเริ่มนึกถึงเรื่องที่พี่หมอเหมือนพยายามจะพูดเกี่ยวกับอดีตของเติมแต่ก็ทิ้งฉันไว้ในความสงสัยฉันไม่แน่ใจว่าถ้าฉันรู้จักเติมก่อนหน้านี้ความรู้สึกของฉันจะเหมือนปัจจุบันหรือไม่ฉันคิดว่าฉันเศร้ากับเรื่องของเขาในตอนนี้และมันทำให้ฉันสับสนในตัวเองแต่ถ้าฉันรู้จักเติมก่อนหน้านี้ล่ะตอนที่เขายังคงเป็นชายหนุ่มที่เหลวไหลและหลงระเริงกับโลกและสังคมรอบข้างฉันอาจจะมองเขาด้วยรอยยิ้มสมเพชแล้วบอกว่าสมน้ำหน้าหรือเปล่า…
ฉัน..ไมรู้
ฉันดีใจที่ฉันรู้จักเติมในตอนที่เขาเปลี่ยนไปแล้ว..เพราะเมื่อฉันนึกถึงตัวเองที่รู้จักเติมก่อนการเปลี่ยนแปลงของเขาตัวฉันที่ใจแคบบางทีอาจจะเหยียบซ้ำทันทีที่เขาล้มลง
การเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องในอดีตนั้นไม่ได้บอกว่าเราจะรู้สึกได้ถูกต้องเกี่ยวกับความรู้สึกในตอนนั้น อาจจะเป็นความเข้าใจเหมือนกันแต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมชายที่หน้าตาดีมีพร้อมแทบทุกอย่างในตอนนี้ถึงมีเพื่อนอยู่แค่ไม่กี่คน..เขาอาจจะเห็นผู้คนที่ตัวเองเคยเรียกว่าเพื่อนมองเขาด้วยสายตาสมเพชบางคนที่เขาเคยเรียกว่าเพื่อนบอกกับเขาว่าสมน้ำหน้าบางทีเขายังคงโชคดีพอที่มีคนอย่างพี่กานหรือพี่ตี๋ที่ยังคงเต็มใจที่จะยอมรับและเปิดใจกับชายคนนี้ว่าเขานั้นไม่เหมือนในอดีตอีกแล้ว
ในตอนนี้ถ้าฉันมองเข้าไปลึกๆในตัวตนของชายหนุ่มคนนี้ฉันไม่เห็นอะไรมากนอกจากตัวฉันเองข้างในนั่น
ลมเย็นพัดอัดใบหน้าของฉันอีกครั้งตอนนี้จมูกของฉันไม่ได้แดงเรื่ออีกต่อไปฉันเริ่มรู้สึกถึงวิสัยทัศน์รอบตัวอีกครั้งเสียงนกกระจอกดังเจื้อยแจ้วและลมที่พัดผ่านแมกไม้เป็นสิ่งแรกๆที่ฉันรู้สึกถึงในตอนนี้ที่ที่ฉันนั่งแสงแดดเริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจากเงาของแมกไม้และอาคารที่เปลี่ยนองศาซึ่งบ่งบอกว่าฉันนั่งอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว
ฉันหันไปมองสิ่งต่างๆรอบตัวเติมยังคงนั่งอยู่ข้างๆของฉัน เพียงแต่ว่าจากเดิมที่เขาเคยนั่งอยู่ทางด้านขวาในตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นทางด้านซ้ายด้วยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าทำให้เงาของเขาบังแดดบางส่วนที่ควรจะสาดมาถึงฉัน
รอยยิ้มที่อบอุ่นถูกมอบให้ฉันจากชายหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงและทำได้เพียงแค่ส่งรอยยิ้มเล็กกลับไปเท่านั้น
เมื่อฉันมองไปรอบดูเหมือนว่าผู้ป่วยและญาติที่มาเยี่ยมรอบข้างเริ่มเปลี่ยนหน้าไปบ้างแล้วน้องรินทร์ พี่หมอ พี่ลายเมฆน้องพริม ทุกๆคนหายไป
“พวกเขากลับไปก่อนแล้วก็เธอนั่งเหม่ออยู่คนเดียวตั้งนานนี่เรียกก็ไม่ตอบนึกว่าจะต้องส่งเธอเข้าไปพร้อมกับน้องของฉันแล้วนะเนี่ย”
ทันทีที่ฉันแสดงสีหน้าประหลาดใจกับทิวทัศน์รอบข้างเติมก็กล่าวออกมาเพื่อคลายข้อสงสัยของฉัน
“ฉันบอกไปแล้วว่านี่คือหนึ่งในทักษะของพวกขี้แพ้ที่จะหลุดเข้าไปในความคิดส่วนลึกของตัวเองนายควรจะชินได้แล้ว…”
ฉันตอบกลับไปด้วยมุขตลกแก้เขิน
“จ้าๆ”
“แล้ว……”
“ฉันจะไปส่งเธอเอง..ฉันมีตารางงานของเธอเพราะฉะนั้นฉันรู้ว่าวันนี้เธอไม่ได้ทำงานที่เหลือก็แค่กลับหอจะแวะกินอะไรก่อนมั้ย??”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉันจึงเปิดกระเป๋าสตางค์มองข้ามธนบัตรทั้งหมดและหยิบเหรียญบาทขึ้นมาสี่ห้าเหรียญและทำท่าทางเหมือนนับมันก่อนที่เติมจะเข้าใจว่าฉันต้องการอะไรและหัวเราะให้พร้อมกับบอกว่าตนจะเป็นคนจ่ายเอง
ฉันหันกลับไปยิ้มรับข้อเสนอที่ใจกว้างของเขาก่อนจะเดินออกไปนอกโรงพยาบาลเนื่องจากรถของเติมนั้นไม่ได้จอดอยู่ในลานจอดของโรงพยาบาลอาจเนื่องจากตอนที่เขามานั้นไม่มีที่ว่างให้จอดภายในลานจอดของโรงพยาบาล
มีหลายเรื่องเกินไปที่ฉันสงสัยผู้ชายที่เดินอยู่ข้างๆฉันในปัจจุบันฉันจึงมักจะมองไปที่เขาเป็นพักๆในระหว่างที่เราเดินไปรถยนต์ของเขา
เรื่องแรกคือเรื่องของเติมเกี่ยวกับพี่ลายเมฆนั่นคือเรื่องที่ฉันสงสัยที่สุดมันดูเหมือนกับว่าเติมนั้นเคารพพี่ลายเมฆมากและดูไม่เหมือนว่าเขาจะรู้จักพี่ลายเมฆผ่านพี่หมอเพราะหากเป็นแบบนั้นความสนิทสนมหรือความเคารพที่เติมให้พี่ลายเมฆก็ไม่ควรจะมากขนาดนั้น
ฉันถึงขนาดคิดไปว่าเติมอาจะรู้จักพี่ลายเมฆมาก่อนและพี่หมออาจรู้จักพี่ลายเมฆผ่านเติมอย่างไรก็ถามช่องว่างของการสันนิษฐานของฉันที่ใหญ่ที่สุดก็คือพี่หมอดันบอกว่าตอนแรกที่เจอพี่ลายเมฆคือตอนที่เขาช่วยเด็กคนหนึ่งจากอุบัติเหตุดังนั้นฉันจึงเหลือข้อสรุปอีกหนึ่งที่อาจจะเป็นไปได้
ทั้งคู่รู้จักพี่ลายเมฆโดยตรงไม่ได้รู้จักผ่านใครบางคนเหมือนฉันแม้ว่ามันเป็นความบังเอิญอย่างน่าเหลือเชื่อที่คนเหล่านี้ต่างมีการเชื่อมโยงกันโดยตรงโดยที่ไม่ผ่านคนอื่นอย่างไรก็ตาม เชอร์ล็อคโฮล์มส์ เคยกล่าวไว้ว่าหากตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไปแม้ว่าสิ่งที่เหลืออยู่จะไม่น่าเชื่อขนาดไหนแต่นั่นก็ต้องเป็นความจริงแต่ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเติมไปรู้จักพี่ลายเมฆได้ยังไง
เรื่องที่สองคือเติมเริ่มตั้งตัวจากสถานการณ์ทั้งหมดได้ยังไงเพราะเท่าที่ฉันพอจะเดาได้ประกันไม่ควรจะจ่ายให้กับใครที่ฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรมเว้นเสียแต่เราจะฟ้องร้องกับคูกรณีจนอีกฝ่ายจำยอมต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยในกรณีของการฆาตกรรมแน่นอนว่าสำหรับการฆ่าตัวตายไม่ได้มีคู่กรณีให้ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนดังนั้นมันจึงแปลกมากที่เติมสามารถสร้างความมั่นคงในชีวิตทั้งทางด้านการเงินและจิตใจได้ในปัจจุบัน
‘ฉันรู้จักชายคนนี้น้อยไป’นั่นคือข้อสรุปสำหรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบของฉัน
“อะแฮ่มคือฉันรู้ว่าฉันหล่อจนบางทีมันก็ยากที่จะละสายตาจากใบหน้าของฉันแต่ตอนนี้เรามาถึงรถแล้วฉันเสียใจที่จะต้องพูดแบบนี้แต่ได้เวลาละสายตาจากความหล่อของฉันแล้ว..”เติมกล่าวหลังจากที่ในที่สุดเราก็มาถึงบริเวณที่รถของเขาจอดอยู่ดูเหมือนว่าความสงสัยของฉันในตัวหมอนี่จะมากเกินไปหน่อยทำให้ฉันจ้องหน้าเขาเป็นเวลานาน
ฉันเดินไปเปิดประตูของรถแต่ดูเหมือนว่าล็อคของรถนั้นยังคงไม่ถูกปลดทำให้ฉันเปิดประตูไม่ได้“ปลดล็อคดิ!!”
ปิ๊ปปิ๊ป!!
เมื่อล็อคถูกปลดฉันจึงเปิดประตูแล้วเขาไปนั่งในรถบนที่นั่งฝั่งด้านข้างคนขับ
“มีอะไรเหรอ??”หลังจากที่เข้ามาบนรถในที่สุดเติมก็ถามฉันซึ่งในสายตาเขา ฉันอาจจะดูแปลกไปเล็กน้อย
“ไม่รู้สิ..แค่ รู้สึกว่าฉันรู้เรื่องของนายน้อยเกินไป”ฉันตอบคำถามของเติม
“อยากได้ยินเรื่องแย่ๆของฉันเพิ่มงั้นหรอ“เติมหันกลับมาตอบฉันด้วยรอยยิ้มและดวงตาเศร้าๆ
“เปล่า..ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่อะไรขนาดนั้น..บางที..มันอาจจะแย่ขนาดนั้นแต่ฉันรู้จักนายตอนที่นายเป็นแบบนี้ไปแล้วเป็นบุญเติม ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมตอนที่นายเปลี่ยนไปแล้วฉันเลยไม่ได้รู้สึกเหมือนคนที่รู้จักนายมาก่อนหน้าแค่….ฉันอยากรู้จักนายให้มากขึ้น”
“….”
“...ฉันอยากให้เธอรู้จักฉันที่เป็นอยู่ตอนนี้มากกว่า”
“….ฉันรู้”
“………………”
“….เธอ อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ..เจาะจงได้มั้ย??”
“..ความจริงฉันก็อยากรู้ทุกเรื่องนั่นแหละ..แต่ฉันเข้าใจว่าเรื่องบางเรื่องมันก็หนักเกินไป..ฉันโอเคที่จะฟังเรื่องที่นายพร้อมจะเล่า”
“...ถ้าฉันบอกว่าไม่พร้อมที่จะเล่าสักเรื่องล่ะ..
………...เธอพูดถูก….บางเรื่องมันหนัก..เกินไป”
“เรื่องตอนที่นายไปรู้จักพี่ลายเมฆฟังดูเป็นไง..ฉันไม่คิดว่านายรู้จักพี่ลายเมฆผ่านพี่หมอ..เรื่องนี้คงไม่หนักเกินไป..”
“ไม่น่าจะหนักเกินไป..นั่นเป็นสิ่งดีๆไม่กี่อย่างที่ฉันได้พบตลอดชีวิตของฉันเลย..”
“เธอคิดถูกเรื่องที่ฉันไม่ได้รู้จักพี่ลายเมฆผ่านหมอกานฉันกับพี่ลายเมฆเคยเรียนอยู่คณะเดียวกัน...”
เติมเริ่มเล่าเรื่องในขณะที่เขาก็เริ่มขับรถแสงไฟตามท้องถนนสาดเขามาหาพวกเราในตอนนั้นฉันเริ่มตั้งใจจดจ่อกับเรื่องที่เขาจะเล่ามากขึ้นเพื่อที่ฉันจะได้รู้จักเขามากขึ้น
******************************************************************************