ต้นที่ 2 ...
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันต่อมาผมก็ได้ออกจากโรงพยาบาลโดยมีป้ามหาภัยมารับและมุ่งหน้าไปสู่บ้านพฤกษชาติ อย่างที่ป้ามหาภัยบอกเอาไว้ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยจะหาเื่ด่าผมสักเท่าไหร่แล้ว คงเพราะผมชอบทำหน้าเอ๋อๆ ตอบกลับไปเลยทำให้ไม่สนุกในการสรรหาคำมาด่าผมล่ะมั้ง แต่ก็ยังชอบบ่นเื่เล็กๆ น้อยๆ อยู่เหมือนเดิม แล้วยังชอบว่าผมบ่อยๆ ว่าหน้าเอ๋อหน้าโง่อีกด้วย
ตลอดทางที่นั่งรถผ่านไปมันดูโล่งๆ ยังไงไม่รู้ไม่มีต้นไม้สักต้นเลย มีแต่ตึกสูงระฟ้า จอสี่เหลี่ยมที่ลอยกลางอากาศเต็มไปหมดและผู้คนมากมาย แต่สำหรับผมเหมือนมันไม่ใช่ที่ที่ผมอยู่ มีผู้คนมากมายก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในที่ที่แปลกประหลาด อึดอัด ไม่สบายใจ หายใจไม่ทั่วท้องยังไงไม่รู้ หวังว่าบ้านพฤกษชาติจะมีต้นมงต้นไม้ให้พอหายใจได้คล่องสมกับชื่อพฤกษชาติหน่อยนะ
และแล้วก็ถึงจนได้สมกับชื่อพฤกษชาติจริงๆ รอบๆ บริเวณบ้านจัดสวนได้อย่างลงตัวและสวยจริงๆ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับเยอะแยะเต็มไปหมด จนผมต้องเกาะกระจกมองดูด้วยความตื่นเต้น แอบเห็นทางหางตาว่าป้ามหาภัยยิ้มเยาะเย้ยใส่ ช่างเถอะตอนนี้ผมกำลังมีความสุขกับสิ่งสวยงามตรงหน้า
รถค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไปจอดในโรงจอดรถใต้ถุนบ้าน ผมรีบลงจากรถออกไปยืนดูบ้านที่อยู่ตรงหน้าของผมทันที บ้านทรงไทยประยุกต์ ดูสวย โดดเด่น ทันสมัย และมีเอกลักษณ์สุดๆ ชั้นบนเป็ไม้ประตูหน้าต่างเป็กระจกบานใสและมีหลังคาจั่วแบบไทยรวมกับชั้นล่างที่เป็อิฐปูนได้อย่างลงตัว
“มัวยืนดูอะไรขึ้นไปสิ ต้องรอให้มีใครมาอันเชิญหรือไง”
“ก็นำไปสิครับ ผมจำไม่ได้ หรือว่าลืมไปแล้วว่าผมความจำเสื่อม”
ป้ามหาภัยทำท่าฮึดฮัดขัดใจก่อนจะเดินนำผมขึ้นไป โถงตรงกลางเรือนที่แบ่งเรือนออกเป็สองฝั่ง มีผู้ชายท่าทางภูมิฐานนั่งอยู่
“มาแล้วเหรอ กันเกรา มานั่งข้างลุงสิ”
ผมตรงเข้าไปนั่งลงข้างๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นไหว้ ทั้งลุงทั้งป้ามหาภัยดูชะงักไปนิดหน่อย ก่อนที่ลุงจะยกมือขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ
“ลุงขอโทษนะ ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมหนูเลย กว่าจะออกจากห้องวิจัยมาได้ก็เมื่อเช้านี้เอง เฮ้อ หนูพอจำตัวเองได้หรือยังลูก”
ผมส่ายหน้าและยิ้มให้น้อยๆ ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกผ่อนคลายและยิ้มให้อีกฝ่ายได้ง่ายขนาดนี้ เหมือนร่างกายจะจดจำได้ว่าคนตรงหน้าใจดีและจริงใจต่อผม
“งั้นพวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ หนูคือกันเกรา พฤกษชาติ เป็ครอบครัวของเรา”
“ครับ ผมจะจำเอาไว้ ไม่มีวันลืมอีกแน่นอน" ผมพูดและฉีกยิ้มให้ คุณลุงก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับลูบหัวผมไปด้วย
“ลุงชื่อขจร พฤกษชาติ ส่วนนี่ดาหลา พฤกษชาติ เรียกป้าดาก็ได้”
ผมชะงักเหลือบมองป้ามหาภัย เอ๊ย ป้าดา โดนด่ามาตั้งนานเพิ่งรู้ว่าชื่อดาหลา
“อะไรกันไปเยี่ยม ไปรับมาตั้งนาน ไม่ยอมบอกชื่อกับหลานเลยเหรอ กันเกราถึงไม่รู้จักชื่อคุณเนี่ย” เสียงคุณลุงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงกับป้าดา
“เอ๊ะ! ...” ผมนึกแปลกใจ ลุงขจรรู้ได้ยังไงว่าผมคิดอะไรอยู่หรือว่าลุงขจรจะอ่านใจได้ ผมตาโตมองหน้าลุงขจรด้วยสายตาวิบวับก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะขึ้นมาเสียงดังลั่น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องมามองหน้าลุงแบบนั้นเลย ตอนนี้เราคิดอะไรอยู่แสดงออกมาทางสีหน้าหมดเลย รู้ตัวบ้างไหม”
“สีหน้าเหรอ” ผมเอียงคอทำท่าทางครุ่นคิด หน้าเราเป็ยังไงหว่า จะว่าไปั้แ่ฟื้นขึ้นมายังไม่เห็นหน้าตัวเองชัดๆ เลยสักครั้ง
“ใช่แล้ว แต่แบบนี้ก็ดีอย่าง ลุงจะได้รู้ว่าหนูกำลังคิดอะไรอยู่”
“ไม่เห็นจะดีเลย” ผมอมลมทำแก้มป่อง ทำท่าไม่พอใจก่อนจะนึกขึ้นมาได้
“แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะครับ อยู่ที่ไหนไม่เห็นมาหาผมเลย” ลุงขจรชะงักหุบยิ้มลงมาทันควันก่อนจะค่อยๆ ดึงมือผมไปกุมไว้
“คุณพ่อคุณแม่หนูพวกเขาเสียแล้วั้แ่หนูยังเด็ก ลุงเลยรับหนูมาเลี้ยง หนูไม่ต้องคิดมากนะ กันเกรายังมีลุง มีป้า มีเดหลี เป็ครอบครัวนะ” ผมพอจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วละ ลุงขจรค่อยๆ ดึงผมเข้าไปกอดแล้วลูบหัวลูบหลังเบาๆ
“กันเกรา ชื่อนี้คุณพ่อของหนูตั้งใจตั้งให้มากเลยนะ ต้นกันเกรามีช่อสีเหลืองอร่าม กลิ่นหอมขจรขจาย ป้องกันสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย เหมือนกับตัวหนูที่สวยงาม เสน่ห์เหลือล้นและก็ต้องผ่านเื่เลวร้ายต่างๆ ไปได้เช่นกัน เข้าใจไหม”
“ครับ คร๊าบ” ผมรับคำพร้อมกับยิ้มทะเล้นให้ลุงขจรเลิกทำเสียงเศร้าๆ ก่อนจะโดนบิดแก้มจนแทบหลุด ช้ำหมดแล้วมั้งเนี่ย
ผมนั่งลูบแก้มตัวเองเบาๆ ก็เหมือนจะนึกอะไรออกขึ้นมา เหมือนกับเป็ภาพความทรงจำ ทั้งรอยยิ้ม แววตา มือที่ัักลีบของดอกไม้อย่างอ่อนโยน ดอกไม้เหรอ ภาพดอกไม้หลากหลายชนิด แวบเข้ามาในความทรงจำเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดไปเพราะเสียงของลุงขจรที่พูดขึ้นมา
“ลุงว่าหนูไปพักเถอะ มาเหนื่อยๆ สีหน้าตอนนี้ไม่ค่อยดีเลย ห้องของหนูอยู่เรือนฝั่งซ้ายนะ ห้องลุงกับป้า แล้วก็เดหลีอยู่เรือนฝั่งขวา รู้จักเดหลีแล้วใช่ไหม”
“ครับ รู้จักแล้วครับ” ลุงขจรพยักหน้าเข้าใจจากนั้นก็แยกย้ายไปพักผ่อน เห็นว่าทำงานติดต่อกันไม่ได้หลับได้นอนมาหลายคืนแล้ว
มีแม่บ้านคนหนึ่งเดินนำผมไปที่ห้องนอนชื่อว่าป้าสร้อยเป็คนเก่าคนแก่เลี้ยงผมมาั้แ่เด็ก ดูเหมือนทุกคนที่นี่จะรู้ว่าผมความจำเสื่อมกันหมดแล้วรวมถึงเื่ท้องด้วย ป้าสร้อยเลยพยายามชวนผมคุยเื่เก่าๆ แนะนำวิธีใช้สิ่งของต่างๆ รอบตัวให้กับผม และระวังหน้าระวังหลังกลัวผมล้มผมลื่นจนดูวุ่นวายไปหมด
“คุณหนูกัน ไม่เข้าใจตรงไหนหรือเปล่าคะ ถามป้าได้เลยค่ะ” ป้าสร้อยทำท่าทางกระตือรือร้นมองผมสายตาวิบวับจนผมทำตัวไม่ถูก ดูเหมือนป้าจะหลงจะโอ๋ผมน่าดู
“นี่มันเป็เื่ปกติเหรอครับ แบบมีอะไรก็จิ้มๆ กับจอโฮโลแกรมกลางอากาศแบบนี้” ผมลองจิ้มๆ ดู เมื่อหันไปเจอกับปุ่มที่หัวเตียง พอกดก็มีโฮโลแกรมสี่เหลี่ยมใสๆ เป็จอขึ้นตรงหน้ามีเมนูหลากหลายการใช้งาน พอกดว่าดูทีวี ก็มีทีวีใสๆ บางๆ โผล่ออกมาจากกำแพงซะงั้น
โอโห้ สุดยอดมากอ่ะ มายังไงเนี่ย
“ก็ปกตินะคะ บางห้องก็ใช้ระบบเสียง แต่คุณหนูกันบอกว่าชอบแบบนี้มากกว่า อ่อ แล้วก็เวลาไปไหนมาไหนเราจะใส่ วอช ที่ขอมือแบบนี้ค่ะ พอกดก็จะมีโฮโลแกรมขึ้นมาไว้ติดต่อสื่อสาร ทำนู้นทำนี่ได้อีกเยอะแยะเลยค่ะ ของคุณหนูกันหายสินะคะ เดี๋ยวป้าจะรีบไปหามาให้” ป้าสร้อยทำท่าจะผละออกจากห้องไปแต่ผมเรียกไว้ก่อน
“เดี๋ยวค่อยหาก็ได้ครับ แต่ผมมีเื่อยากถาม” และนี้ก็เป็อีกหนึ่งเื่ที่ค้างคาใจผมรองจากเื่ความจำเสื่อม และเื่ท้องอะนะ
เฮ้อ ว่าแล้วก็ยกมือลูบท้องนิดหน่อย มีตัวเล็กอยู่ในนี้จริงๆ งั้นเหรอ แล้วผมต้องทำยังไง กินอะไรบ้าง แล้วไหนจะพ่อของเด็กอีก โอ๊ย ดูเหมือนนี่จะเป็ปัญหาใหญ่ที่สุดของชีวิตในตอนนี้เลยสินะ
“คะ ถามเื่อะไรคะ ถามมาได้เลยค่ะ” เสียงของป้าสร้อยทำให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิดตัวเองและหันไปตั้งคำถามใหม่กับป้าสร้อย
“คือผมเรียน หรือว่าทำงานครับ วันๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง”
“เอ่อ คือคุณหนูกันเรียนจบแล้วค่ะ แล้วก็เื่ทำงานคุณหนูไม่ได้ไปช่วยคุณขจรที่ศูนย์วิจัยแต่ก็ไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่าคุณหนูกันทำอะไรบ้าง”
“เฮ้อ งั้นเหรอครับ” ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก คือถ้าจะให้ไปนั่งเรียน หรือไปวิจัยอะไรตอนนี้คงไม่ไหว ในหัวสมองไม่เห็นจะรู้เื่อะไรเลย นอกจากดอกไม้ต้นไม้เนี่ย หรือว่าผมจะกลายเป็คนโง่เหมือนที่ป้ามหาภัย เอ๊ย ป้าดาว่าจริงๆ
ไม่นะ! แค่เป็คนท้องก็หนักมากแล้ว ถ้าต้องควบคู่กับเป็คนโง่ด้วย ไม่เอาหรอก ยังไงก็ไม่ยอมโง่เด็ดขาด! คิดแล้วก็ได้แต่จิ้มๆ ไปบนจอใสๆ ระบายความหงุดหงิดในใจ ก่อนจะกดถูกปุ่มอะไรสักอย่างเข้า แล้วจู่ๆ ผนังข้างๆ เตียงก็ค่อยๆ เปิดออก
“เอ่อ นี่อะไรครับป้า”
“เอ๊ะ ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ” ผมมองป้าสร้อยอย่างงงๆ ก่อนจะหันไปมองห้องเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดออกข้างในมีเอกสารเยอะแยะเต็มไปหมด
ผมค่อยๆ รื้อออกมาดูแล้วก็พบกับรูปภาพ เอกสารเกี่ยวกับดอกไม้หลากหลายชนิด การจัดแต่งดอกไม้ ร้อยพวงมาลัย การเพาะพันธุ์ ดูแลรักษา การเงินของร้านดอกไม้และอื่นๆ อีกเยอะแยะและเมื่อมองดูชื่อร้านดีๆ
มันก็คือร้าน…
“ร้านดอกกันเกรา... เอ๊ะ ชื่อของผม ผมเป็เ้าของร้านดอกไม้งั้นเหรอ…”
“เอ๊ะ คงใช่นะคะ มีที่อยู่เขียนอยู่ตรงนี้ งั้นพรุ่งนี้ค่อยไปกันนะคะ ป้าจะไปด้วย” ป้าสร้อยทำท่าทางตื่นเต้นกระตือรือร้นซะยิ่งกว่าผมอีก พลังงานเหลือล้นจริงๆ ทำให้ผมอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
“อะไรกันครับ ทำท่าทางตื่นเต้นกว่าผมอีก” ผมอมยิ้มเอ่ยล้อ
“แหม ก็ป้าอยากไปดูนี่คะ ใครๆ ก็ว่าคุณหนูกันของป้าไม่ได้ความ ป้าจะไปดูความสำเร็จของคุณหนูแล้วจะมาเย้ยพวกนั่นเลยคอยดู”
คำพูดของป้าสร้อยทำให้ผมนิ่งคิด อดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเมื่อก่อนผมเป็คนยังไงกันแน่นะ แต่ก็ช่างมันเถอะ เื่มันผ่านไปแล้ว คิดไปก็เปล่าประโยชน์
“เอ่อ ป้าขอโทษนะคะ ป้าไม่ได้ตั้งใจจะว่าคุณหนูกันเลยนะคะ คือ ป้า…”
“ฮ่าๆ ผมไม่ได้โกรธอะไรสักหน่อย ก็คิดซะว่าเป็คำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ” เห็นป้าสร้อยทำหน้าปลื้มปริ่มเหมือนเห็นลูกชายโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ทำให้ผมอดที่แกล้งไม่ได้จริงๆ
“หรือว่าจะไปตบพวกปากพร่อยสักสามสี่ทีก่อนจะไล่ออกจากบ้านดี”
ผมพูดพร้อมกับทำสายตา สีหน้าจริงจัง ที่ขนาดเดหลีเห็นเมื่อครั้งก่อนแล้วยังต้องชะงัก นับประสาอะไรกับป้าสร้อยที่แสนรัก แสนหลงผม จะรู้ล่ะว่าผมเอาจริงหรือล้อเล่นกันแน่
“คุณหนู!!” ป้าสร้อยทำตาโตมองผมด้วยสายตาอึ้งๆ ทำให้ผมยิ้มขำออกมา อ่า แกล้งคนแก่เนี่ยมีความสุขจัง เอ้ย ไม่ใช่!
“ล้อเล่นคร๊าบ” ผมรีบพูดแก้ความเข้าใจผิดของป้าสร้อยก่อนที่ป้าแกจะคิดไปไกลว่าผมกลายเป็คุณหนูจอมวายร้ายไปซะแล้ว
“คุณหนูกัน!! นี่แกล้งป้าเหรอคะ นี่แน่ะ นี่แน่ะ ต้องตีให้ก้นลาย มาแกล้งคนแก่แบบนี้ได้ยังไง”
ป้าสร้อยทำท่าลุกขึ้นมาตีผมที่นั่งอยู่บนเตียง ยกมือขึ้นตีแขนผมแปะๆ นิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ลงแรงอะไร แต่ก็ทำให้ผมหัวเราะจนหายใจแทบไม่ทัน เอามือกุมท้องหัวเราะเสียงดังพร้อมกับเอามือตีที่นอนไปด้วย และดูเหมือนป้าสร้อยก็ชอบใจที่เห็นผมหัวเราะได้แบบนี้ ป้าแกเลยทำหน้าทำตาท่าทางตีผมใหญ่แต่แรงเท่ามด เล่นใหญ่จริงๆ เลยป้าเนี่ย
“ฮ่าๆ ๆ”
ั้แ่ฟื้นขึ้นมานี่คงเป็ครั้งแรกจริงๆ ที่ผมหัวเราะได้อย่างเต็มที่ และสบายใจ
สามารถติดตามเราได้ที่เพจเฟสบุ๊ค Bingbing189
ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ ^^