การต่อสู้ของเหล่าบรรพจารย์ยุทธ์เต็มไปด้วยความรุนแรงและดุเดือด แม้กระทั้งปรมาจารย์ยุทธ์และสัตว์อสูรระดับห้าที่อยู่รอบๆก็ไม่กล้าเข้าใกล้
“ ท่านไน่เฉวียนท่านได้แจ้งสถาบันฉินเยี่ยแล้วหรือยัง? ” เจี๋ยชิงถามขึ้นพร้อมกับเช็ดเืที่มุมปาก
“ ข้าส่งสารไปแจ้งแล้ว ตอนนี้ก็แค่ถ่วงเวลาและรอให้คนของสถาบันฉินเยี่ยมาถึงก็พอ ” ไน่เฉวียนกล่าวพร้อมกับหลบการโจมตีของอสรพิษกลืนนภา
“ บ้าเอ้ย เ้าพวกสารเลวองค์กรดาราลักษณ์ สักวันหนึ่งข้าจะต้องสังหารพวกมันให้สิ้นซาก ” กงเสี้ยนตงกัดฟันกล่าวพร้อมกับใช้ธนูยิงไปที่หัวของอสรพิษกลืนนภา แต่ทว่าลูกธนูปราณของเขาก็ทำได้เพียงแค่กระเด็นไปอีกทางเท่านั้น
“ พวกมนุษย์หน้าโง่ เ้าคิดว่าระดับแค่นี้จะทำอะไรข้าได้งั้นเรอะ วันนี้ข้าจะต้องกินพวกเ้าให้หมดและนำพลังยุทธ์ของพวกเ้ามาเป็พลังของข้า ” อสรพิษกลืนนภาหัวเราะอย่างชั่วร้ายพร้อมกับตวัดหางใส่ลั่วฉางจนร่างของเขากระเด็นไปติดกำแพง
“ ลั่วฉาง! ” ไน่เฉวียนและคนอื่นๆใก่อนที่จะรีบเข้าไปช่วยเหลือลั่วฉาง แต่อสรพิษกลืนนภาก็ไม่ยอมให้พวกเขาไปช่วยได้ง่ายๆ มันพ่นพิษสีม่วงใส่ลั่วฉางทันที
พิษของอสรพิษกลืนนภาทรงพลังมากแม้กระทั้งปราชญ์ยุทธ์เมื่อถูกพิษก็จะละลายจนไม่เหลือซาก
“ ลั่วฉาง! ” ไน่เฉวียนและคนอื่นๆใและพยายามช่วยเหลือแต่ทว่าร่างของลั่วฉางอยู่ไกลเกินไปและพิษของอสรพิษกลืนนภาก็เร็วมากเช่นกัน ทำให้พวกเขาไม่สามาถช่วยหลือลั่วฉางได้
เพียงแต่จู่ๆด้านหน้าของลั่วฉางก็ปรากฏชายคนหนึ่งในมือของเขาถือดาบสั้น ชายคนนั้นก็คือเว่ยหลุน
“ ทำลาย ” เว่ยหลุนกล่าวเสียงเรียบก่อนที่จะวาดดาบสั้นเบาๆ
ทันใดนั้นพิษของอสรพิษกลืนนภาก็ะเิหายไปทันที
เมื่อไน่เฉวียนและคนอื่นๆเห็นว่าใครมาช่วยเหลือ พวกเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พวกเขารู้จักเว่ยหลุนเป็อย่างดีเพราะเขาคือผู้ดูแลของหอการค้าหมื่นสมุทร แต่พวกเขาไม่เคยเห็นฝีมือที่แท้จริงของเว่ยหลุนแม้แต่ครั้งเดียว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็พอคาดเดาได้ว่าฝีมือของเว่ยหลุนจะต้องอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์อย่างแน่นอน
“ นึกไม่ถึงเลยว่าท่านเว่ยหลุนจะแข็งแกร่งขนาดนี้? ” ไน่เฉวียนกล่าวด้วยความประหลาดใจ เพียงแค่การวาดดาบครั้งเดียวก็ทำลายพิษของอสรพิษกลืนนภาได้ แสดงให้เห็นว่าฝีมือของท่านเว่ยหลุนจะต้องเหนือกว่าพวกเขา หรือก็คือท่านเว่ยหลุนมีระดับปราชญ์ยุทธ์อย่างที่คาดการณ์ไว้
บรรพจารย์ยุทธ์คนอื่นๆก็โล่งใจที่เห็นลั่วฉางไม่เป็อะไร
“ พวกเ้าไปจัดการกับสัตว์อสูรและคนขององค์กรดาราลักษณ์เถอะ ส่วนเ้าอสรพิษกลืนนภาปล่อยให้พวกข้าจัดการเอง ” เว่ยหลุนกล่าวขึ้น
ไน่เฉวียนและคนอื่นๆแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะแม้ว่าเว่ยหลุนจะแข็งแกร่งแต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะอสรพิษกลืนนภาได้ด้วยตัวคนเดียว
“ ท่านเว่ยให้พวกเราช่วยด้วยเถอะ ” ไน่เฉวียนกล่าวอย่างเร่งรีบ
เว่ยหลุนส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ ไม่จำเป็หรอก เพราะตอนนี้มันได้ตายไปแล้ว ”
สิ้นเสียงของเว่ยหลุน จู่ๆบนหัวของอสรพิษกลืนนภาก็มีสตรีที่งดงามผู้หนึ่งยืนอยู่บนหัวของมัน จากนั้นดวงตาของอสรพิษกลืนนภาก็ค่อยๆหลับลงก่อนที่ร่างของมันจะนอนลงกับพื้นและไม่หายใจอีกต่อไป
“ นี้มัน! ” ไน่เฉวียนและคนอื่นๆพากันกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้สังหารอสรพิษกลืนนภาได้อย่างไร
“ เว่ยหลุน เ้านี้มันชักช้าจริงๆเลยนะ นายท่านก็บอกให้รีบจัดการกับสัตว์อสูรและพวกองค์กรดาราลักษณ์เหล่านี้ ” ปิงเล่ยหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะ
เว่ยหลุนกลอกตาเล็กน้อยก่อนที่จะบ่นด้วยความน้อยใจว่า “ ก็ใครให้เ้าแข็งแกร่งขนาดนี้ล่ะ ข้าก็แค่ปราชญ์ยุทธ์ตัวเล็กๆเท่านั้น ”
จากนั้นปิงเล่ยหวงก็หยิบเอากู่เจิ้งออกมาก่อนที่จะบรรเลงทันที
ทันใดนั้นเสียงกู่เจิ้งสังหารก็กระจายไปทั่วลานประลองร้อยอสูร จากนั้นสัตว์อสูรและคนขององค์กรดาราลักษณ์ทั้งหมดที่ถูกเสียงกู่เจิ้งโจมตีก็ค่อยๆหมดสติไป
นอกจากอสรพิษกลืนนภาที่ถูกสังหารแล้ว สัตว์อสูรตัวอื่นๆและคนขององค์กรดาราลักษณ์ก็แค่หมดสติเท่านั้น เพราะปิงเล่ยหวงได้รับคำสั่งจากหนานิว่าให้กำจัดแค่สัตว์อสูรระดับหกเท่านั้น ที่เหลือเก็บเอาไว้ให้ลานประลองร้อยอสูรเอาไว้บ้าง
ส่วนคนขององค์กรดาราลักษณ์ พวกเขาจะใช้พวกมันในการสืบค้นความทรงจำและค้นหาที่อยู่รวมไปถึงกองกำลังของพวกมันทั้งหมด
เพียงแค่ไม่ถึงสิบลมหายใจ ลานประลองร้อยอสูรก็ตกอยู่ในความเงียบและไม่มีเสียงต่อสู้กันแม้แต่น้อย
ฉากนี้ทำให้ไน่เฉวียนและผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดพากันมองไปที่ปิงเล่ยหวงด้วยความหวาดกลัว
“ ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง? ” กงมู่สือรีบวิ่งมาหากงเสี้ยนตง
กงเสี้ยนตงหนึ่งในบรรพจารย์ยุทธ์ที่แข็งแกร่งและยังเป็ผู้นำตระกูลกง
“ ข้าไม่เป็ไร แล้วเ้าล่ะจะมาทำบ้าอะไรที่นี้ เ้าไม่รู้หรือยังไงว่าที่นี้มันอันตรายมากแค่ไหน? ” กงเสี้ยนตงตบเข้าไปที่หัวของกงมู่สืออย่างแรงจนเขาต้องล้มลงกับพื้น
“ เ้าพ่อบ้าทำบ้าอะไรของท่านเนี้ย ข้าเป็ห่วงท่านถึงได้รีบมาไง ” กงมู่สือะโด้วยความโกรธก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นปิงเล่ยหวงที่ถือกู่เจิ้งและยืนบนหัวของอสรพิษกลืนนภาด้วยท่าทีที่งดงาม
“ แม่นาง เ้ามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร? ” กงมู่สือถามด้วยความสงสัย
“ เ้าหมายถึงใคร? ” กงเสี้ยนตงถามขึ้น
กงมู่สือชี้นิ้วไปที่ปิงเล่ยหวงและกล่าวขึ้นว่า “ แม่นางผู้นั้นไง ข้าเพิ่งเจอนางที่หอสุราหมื่นสมุทรอีกทั้งนางยังเล่นกู่เจิ้งได้ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ข้าเคยฟังมาก่อนเลย ”
“ เ้าหมายถึงยอดฝีมือท่านนั้นเล่นกู่เจิ้งได้ยอดเยี่ยมที่สุด?! ” กงเสี้ยนตงถามด้วยความประหลาดใจและกลายเป็สับสนขึ้นมา
“ ยอดฝีมือ? ท่านพ่อท่านพูดผิดหรือเปล่า นางเป็ผู้ติดตามของสหายน้อยคนหนึ่งเท่านั้นและยังเล่นกู่เจิ้งได้เท่านั้นเอง ” กงมู่สือกล่าวด้วยความสงสัย
จากนั้นกงมู่สือก็ถูกกงเสี้ยนตงตบหัวอีกครั้งพร้อมกับกล่าวว่า “ เ้าเห็นอสรพิษกลืนนภานั้นไหม ยอดฝีมือท่านนั้นสังหารมันในชั่วพริบตา นอกจากนี้เสียงกู่เจิ้งของนางก็ทำให้สัตว์อสูรและคนขององค์กรดาราลักาณ์ทั้งหมดที่อยู่ที่ลานประลองร้อยอสูรหลับไปด้วยเช่นกัน เ้าคิดว่าการที่สังหารสัตว์อสูรระดับหกง่ายๆเช่นนี้เ้าคิดว่าความแข็งแกร่งของยอดฝีมือท่านนี้เป็อย่างไร? ”
กงมู่สือตัวสั่นเมื่อได้ยินที่กงเสี้ยนตงกล่าวมา เขานึกไม่ถึงเลยว่าสตรีที่งดงามและบรรเลงกู่เจิ้งที่ไพเราะเช่นนี้จะเป็ถึงยอดฝีมือที่แข็งแกร่งแบบนี้ แม้กระทั้งสัตว์อสูรระดับหกก็ยังสังหารได้ง่ายๆ เกรงว่าแม้แต่ยอดฝีมือระดับปราชญ์ยุทธ์ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ง่ายๆ เกรงว่าคงมีแต่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นสูงขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้
“ จริงสิ…เมื่อครู่เ้าบอกว่ายอดฝีมือท่านนี้เป็ผู้ติดตามของสหายน้อยคนหนึ่งงั้นหรือ? ” กงเสี้ยนตงถามขึ้น
จากนั้นกงเสี้ยนตงก็นึกถึงคำกล่าวที่ยอดฝีมือท่านนี้มาถึงตอนแรก
‘ เว่ยหลุน เ้านี้มันชักช้าจริงๆเลยนะ นายท่านก็บอกให้รีบจัดการกับสัตว์อสูรและพวกสารเลวองค์กรดาราลักษณ์เหล่านี้ ’
นายท่าน?
‘ แสดงว่านายท่านผู้นั้นจะต้องเป็ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางที่เขาจะทำให้ผู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยอมติดตามได้ นอกจากนี้ผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรก็ยังเป็คนของนายท่านผู้นั้นด้วย ’ กงเสี้ยนตงครุ่นคิด
“ ใช่แล้วท่านพ่อ นางเป็ผู้ติดตามของสหายน้อยผู้หนึ่ง นอกจากนี้สหายน้อยผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก เพราะสหายน้อยอายุน้อยและยังแข็งแกร่งมากแม้กระทั้งข้าที่เป็ถึงปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นกลางก็ยังไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว ” กงมู่สือกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ อายุน้อยกว่าเ้าและยังแข็งแกร่งกว่าเ้า?! ” กงเสี้ยนตงครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หลังจากที่สังหารอสรพิษกลืนนภาและทำให้สัตว์อสูรรวมไปถึงคนขององค์กรดาราลักษณ์ทั้งหมดหลับไปหมดแล้ว ปิงเล่ยหวงก็เก็บกู่เจิ้งก่อนที่จะะโลงมาจากศพของอสรพิษกลืนนภาและเดินไปหาเว่ยหลุน
“ เว่ยหลุนข้าจัดการเรียบร้อยแล้วนะ ข้าไปก่อนล่ะเ้าจัดการตรงนี้แทนข้าด้วย ” หม่าซีเยว่กล่าวจบนางก็บินหายไปทันที
เว่ยหลุนนวดหน้าผากก่อนที่จะถอนหายใจออกมาและพูดคุยกับไน่เฉวียนและบรรพจารย์ยุทธ์คนอื่นๆ
ณ หอหมื่นสมุทร
หนานิยังคงนั่งดื่มชาอยู่ที่ชั้นห้าของหอหมื่นสทุมรพร้อมกับมองไปยังทิศทางของลานประลองร้อยอสูร
“ ดูเหมือนว่าจะจบแล้วสินะ ” หนานิพึมพำเบาๆเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงะเิหรือการต่อสู้แล้ว ซึ่งนี้ก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่าที่ลานประลองร้อยอสูรจบลงแล้ว
“ เป็อย่างที่นายท่านคาดการณ์ ตอนนี้สถานการณ์ที่ลานประลองร้อยอสูรจบลงแล้วเ้าคะ ” ปิงเล่ยหวงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรายงานเื่ที่ลานประลองร้อยอสูรให้กับหนานิฟัง
“ เข้าใจแล้ว ” หนานิถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะคิดว่าเขาคงมาที่ลานประลองร้อยอสูรภายหลังเป็แน่ เพราะเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้คงต้องใช้เวลาสองถึงสามวันกว่าจะจัดการเสร็จ
ในขณะนั้นเองบนท้องฟ้าก็มีเสียงร้องของวิหคดังขึ้น ก่อนที่จะปรากฏวิหคขนาดใหญ่บินตรงมาด้วยความเร็ว
หนานิมองไปยังวิหคตัวนั้นก่อนที่จะจำได้ว่าวิหคตัวนั้นคือวิหคเหยินฟงที่สำนักผู้ตรวจการเลี้ยงเอาไว้
บนหลังวิหคมีคนกลุ่มหนึ่งที่หนานิรู้จัก พวกเขาคือผู้ตรวจการปิงมู่หลิงและพี่สาวของเขาหนานหลิน รวมไปถึงผู้ตรวจการระดับม่วงและระดับทองอีกหลายคน
“ พี่เผิง ท่านคิดว่าตอนนี้พวกเรายังไปทันหรือไม่? ” ปิงมู่หลิงถามขึ้น
เผิงซวีไช่เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ เขาคือหัวหน้าของปิงมู่หลิง นอกจากนี้ยังเคยเป็คนดูแลปิงมู่หลิงตอนที่นางเพิ่งเข้าร่วมกับสำนักผู้ตรวจการใหม่ๆ ยามนี้เขาเป็ถึงตัวตนระดับราชันยุทธ์และยังเป็ยอดฝีมือแถวหน้าของสำนักผู้ตรวจการแห่งแคว้นฉินโจวอีกด้วย
ปัจจุบันเผิงซวีไช่ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการสำนักผู้ตรวจการแห่งแคว้นฉินโจว ความแข็งแกร่งคือราชันยุทธ์ขั้นกลาง
ส่วนที่ว่าทำไมถึงพาหนานหลินมาด้วย ก็เพราะหนานหลินถูกยกว่าเป็อัจฉริยะของสำนักผู้ตรวจการ นางมีพร์ที่จะไปถึงระดับราชันยุทธ์หรือแม้กระทั้งระดับจักรพรรดิยุทธ์ในอนาคต หรือก็คือเป็เสาหลักของสำนักผู้ตรวจการในอนาคต ทำให้เผิงซวีไช่พานางมาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
แม้ว่าฐานะของหนานหลินจะเป็ศิษย์ของปิงมู่หลิงแต่ทว่านางก็ได้รับการฝึกสอนจากเผิงซวีไช่ด้วยเช่นกัน ทำให้ความสามารถของหนานหลินพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะแบบนี้หนานหลินที่มีอายุเพียงแค่สิบแปดปี แต่ก็มาถึงระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงแล้วคาดว่าอีกไม่นานก็คงจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์และบรรพจารย์ยุทธ์ได้ไม่เกินสามสิบปี
“ ข้าคิดว่ายังทัน เนื่องจากการต่อสู้เพิ่งเริ่มขึ้นได้ไม่นานแม้ว่าอสรพิษกลืนนภาจะแข็งแกร่งแต่บรรพจารย์ยุทธ์ของเมืองจ้าวจิงก็มีอยู่หลายสิบคน เกรงว่าพวกเขาสามารถต้านทานเป็ชั่วยาม พวกเราก็ใช้เวลาจากเมืองต้าฉินมายังเมืองจ้าวจิงก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตอนนี้พวกเขายังสู้อยู่เป็แน่ ” เผิงซวีไช่กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
เพียงแต่เมื่อพวกเขาไปถึงก็พบว่าการต่อสู้จบลงแล้ว
ณ หอหมื่นสมุทร
“ นายท่านดูเหมือนว่าคุณหนูสองจะมาด้วยขอรับ ” ฉินซูปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยความเคารพ
ฉินซูคือหนึ่งในตัวละครที่หนานิอัญเชิญออกมาความแข็งแกร่งระดับจักรพรรดิยุทธ์ เขามีหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยของหนานิลับๆหรือเรียกได้ว่าเป็หนึ่งในองครักษ์เงา กองกำลังลับที่หนานิสร้างขึ้นมา
องครักษ์เงามีทั้งหมดสิบสองคน พวกเขามีความสามารถและความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าระดับเดียวกันมาก นอกจากนี้คนที่จะเป็องครักษ์เงาได้จะต้องมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยระดับจักรพรรดิยุทธ์ขึ้นไป แน่นอนว่าในอนาคตองครักษ์เงาก็ต้องมีระดับที่แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
หนานิแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
“ นึกไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะมาด้วยแต่น่าเสียดายที่มันยังไม่ถึงเวลาที่จะเจอนาง ” หนาหนมิงยิ้มจางๆพร้อมกับดื่มชาไปด้วย
เช้าวันถัดมา
หนานิและปิงเล่ยหวงเที่ยวชมเมืองจ้าวจิงอยู่หลายชั่วยามก่อนที่จะออกเดินทางไปยังเมืองต้าฉิน
หลังจากที่รถม้ามาถึงหน้าประตูเมืองจ้าวจิง รถม้าก็ค่อยๆหยุดลงเพื่อให้ทหารตรวจรถม้า เพราะว่านี้เป็กฏใครเข้าใครออกก็ต้องตรวจอย่างละเอียด
ระหว่างที่กำลังรอตรวจสอบอยู่ หนานิก็ได้ยินที่ทหารยามพูดคุยกันถึงเื่ที่เกิดขึ้นที่ลานประลองร้อยอสูร และได้ยินมาว่าคนของผู้ตรวจการได้ไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรเพื่อพูดคุยกันเป็การส่วนตัว
เื่ที่ผู้ตรวจการไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรหนานิก็ทราบั้แ่เมื่อคืนแล้ว เพราะถึงอย่างไรเว่ยหลุนก็เป็คนที่รู้จักกับปิงเล่ยหวงยอดฝีมือที่สังหารสัตว์อสูรระดับหกในไม่กี่ลมหายใจ เพราะฉะนั้นคนของผู้ตรวจการย่อมไปพูดคุยอยู่แล้ว
ไม่กี่วันต่อมา
ในขณะที่รถม้าของหนานิกำลังใกล้เข้าสู่เมืองต้าฉินประมาณยี่สิบลี้ หนานิก็สั่งให้คนขับรถม้าไปยังสถานที่หนึ่งก่อน
สถานที่ที่หนานิแวะไปก็คือหมู่บ้านชุนิ ซึ่งเป็หมู่บ้านขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนูเาที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองต้าฉิน
บ่าวรับใช้ทั้งสองคนและหนานหย่าจีต่างรู้สึกประหลาดใจที่หนานิแวะไปที่หมู่บ้านชุนิก่อน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ทำตามคำสั่งของหนานิ
เมื่อมาถึงหมู่บ้านชุนิ หนานิก็บอกให้บ่าวรับใช้จอดรถม้าอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านชุนิก่อนที่พวกเขาจะยืนอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน
แม้ว่าหมู่บ้านชุนิจะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่พวกเขาก็เป็หมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่าแปดร้อยคน อีกทั้งคนส่วนมากก็ยังเป็รุ่นเยาว์ที่กำลังฝึกยุทธ์กันอยู่
“ หมู่บ้านชุนิแห่งนี้แปลกประหลาดจริงๆ? ” จู้ป๋ายกล่าวด้วยความสงสัย
“ หมายความว่ายังไง? ” ตู้ชิงที่เดินอยู่ด้านข้างถามขึ้น
“ เ้าไม่เห็นหรือว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีแต่รุ่นเยาว์ แถมพวกเขาก็มีพลังยุทธ์ที่พอๆกับข้าและเ้าด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าหมู่บ้านนี้ไม่ธรรมดา ” จู้ป๋ายอธิบาย
ตู้ชิงกวาดสายตามองดูรอบๆก่อนที่จะเห็นด้วยกับสิ่งที่จู้ป๋ายกล่าวมา
“ เป็อย่างที่เ้าบอกมาจริงๆ หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น ” ตู้ชิงกล่าวอย่างจริงจังพร้อมกับกำด้ามดาบไว้แน่น
ต้องไม่ลืมว่าทั้งสองคือตัวตนระดับบรรพจารย์ยุทธ์ การที่มีรุ่นเยาว์ระดับเดียวกับพวกเขาฝึกฝนอยู่ก็หมายความว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดาและอาจจะเป็หนึ่งในสถานที่ลึกลับของกองกำลังั์ใหญ่ก็ได้
หนานหย่าจีเองก็รู้สึกเหมือนกับจู้ป๋าย หมู่บ้านอะไรมีแต่รุ่นเยาว์ที่ทรงพลังแบบนี้ ถ้าหากจะบอกว่าเป็สำนักฝึกยุทธ์ยังดูเข้าท่ากว่าการเรียกหมู่บ้านเสียอีก
หนาหนมิงยิ้มจางๆเพราะเขารู้ว่าหมู่บ้านชุนิแห่งนี้คือศูนย์บัญชาการของศาลาชุนิ แน่นอนว่านี้เป็แค่เปลือกนอกเท่านั้น เพราะศูนย์บัญชาการจริงๆยังต้องเข้าไปด้านในอีก