ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 พรสวรรค์น่ะแข็งแกร่ง...แต่สติปัญญาดันบกพร่อง

            ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือสกิลนี้ไม่สามารถล้างสถานะได้

            นั่นเป็นเพราะสกิล‘โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ’ ไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็นโรค

            หากต้องการสลัดผลจากสกิลนี้ออกไปมีเพียงสองวิธีเท่านั้น

            หนึ่งคือไปหาหมอเพื่อขอยาแก้ท้องเสียสูตรพิเศษ

            สองคือรอจนครบ 15นาที เพื่อให้สกิลนี้หมดเวลาแสดงผล

            แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนสำหรับหวังเทียนอีแล้ว มันแทบจะเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ

            เพราะใครมันจะบ้าพกยาแก้ท้องเสียติดตัวไว้ตลอดเวลากันล่ะ?

            ส่วนเรื่องที่จะให้รอถึง15นาที ยิ่งไม่ต้องไปหวังเลย

            การสอบระดับชาติรอบที่สองนี้มีเวลาให้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเต็มเท่านั้น

            ถ้าเขาต้องนั่งแหมะอยู่ที่เดิมเพื่อรอให้ผ่านไป15นาที เกรงว่าพวกมอนสเตอร์ระดับบอสคงถูกคนอื่นแย่งชิงไปหมดก่อนพอดีแล้วเขาจะมีเวลาพักที่ไหนกัน?

            ด้วยเหตุนี้หวังเทียนอีจึงต้องฝืนทนลากร่างกายที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการท้องเสียจนเกือบจะหมดสติไปเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ระดับบอสอย่างเลี่ยงไม่ได้

            ทว่าผลที่ตามมาคือ...

            เลือดของมอนสเตอร์ระดับบอสยังไม่ทันลดลงถึงครึ่งหลอดด้วยซ้ำแต่ค่ามานาของเขากลับเกลี้ยงหลอดไปเสียก่อน...

            “ลู่เซิ่ง ฉันต้องฆ่าแกให้ได้ ต้องฆ่าให้ได้”

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หวังเทียนอีก็โกรธจัดจนใบหน้าบิดเบี้ยว หนวดเคราและเส้นผมแทบจะลุกตั้งด้วยความโมโห

            เพราะเหตุการณ์ลูกโซ่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เขาไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อย

            ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เขาหรอกแม้แต่ตัวลู่เซิ่งเองก็ยังนึกไม่ถึงว่าเพียงแค่เขาสะบัดสกิลออกไปเล่นๆอย่างไม่ใส่ใจ จะส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อหวังเทียนอีได้ขนาดนี้

            แต่ในเมื่อเรื่องมันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วหวังเทียนอีก็ไม่มีทางเลือกอื่นในการแก้ปัญหา

            ตอนนั้นเองมอนสเตอร์ระดับบอสที่รวบรวมพละกำลังกลับมาได้ก็ทำท่าว่าจะเปิดฉากโจมตีใส่เขาอีกครั้ง

            หวังเทียนอีหน้าถอดสีเขาไม่สนแล้วว่าการกระทำนี้จะถือว่าเป็นการโกงหรือไม่เขาจัดการหยิบยาเพิ่มมานาออกมาจากช่องเก็บของติดตัว แล้วกรอกเข้าปาก“เอื๊อกๆ” รวดเดียวจนหมดขวด

            เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นในที่สุดเขาก็พอจะกู้คืนค่ามานามาได้บางส่วนก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วพุ่งเข้าไปปะทะกับมอนสเตอร์ระดับบอสตัวนั้นจนเกิดเสียงดัง“เปรี้ยง” พัลวัน

            ...

            ในขณะเดียวกันณ ใจกลางความว่างเปล่าอันสูงชัน

            “ดีมาก อวิ๋นเทียนหลันสมกับเป็น 'เซียนกระบี่พเนจร'ที่มีพลังโจมตีกล้าแกร่งจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะใช้เวลาแค่ 20 กว่านาทีก็กำจัดมอนสเตอร์ระดับบอสที่แข็งแกร่งลงได้ ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมมาก”

            “แล้วยังมีฉู่เอ้าคนนี้อีก ถึงแม้จะช้ากว่าอวิ๋นเทียนหลันไปไม่กี่วินาทีแต่พลังโจมตีก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว”

            “นางพญาแมลงเหวลึกของหลงเฉินยังทรงพลังเหมือนเดิมหากได้รับการบ่มเพาะเป็นพิเศษในอนาคตจะต้องได้มาเป็นอาวุธสังหารชิ้นสำคัญของสถาบันจิงหลงของพวกเราอย่างแน่นอน”

            หลินรั่วเยวียนกำลังควบคุมหน้าจอโปร่งแสงตรงหน้าพลางจับตามองสถานการณ์การทดสอบของผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดหลายคนอย่างใกล้ชิดและกล่าวชมเชยไม่ขาดปากเห็นได้ชัดว่าเขาพึงพอใจกับพลังต่อสู้ของสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเป็นอย่างมาก

            “คะแนนหลังจากการทดสอบครั้งนี้ น่าจะเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้แล้วคงไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นอีก...”

            หลินรั่วเยวียนกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจพร้อมกับยื่นมือไปเลื่อนหน้าจอไปยังอีกภาพหนึ่งทันที

            ทว่าทันทีที่เปลี่ยนภาพไปคำพูดที่เตรียมจะเอ่ยต่อก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ

            “เอ๊ะ? หวังเทียนอีคนนี้ทำไมถึงยังจัดการมอนสเตอร์ระดับบอสไม่ได้อีก?”

            เมื่อเห็น‘จอมเวทมิติ’ หวังเทียนอีที่ยังคงติดพันการต่อสู้อย่างดุเดือดกับบอสหลินรั่วเยวียนก็แทบจะตาถลนออกมานอกเบ้า

            “ว่าไงนะครับ? ยังจัดการไม่ได้อีกเหรอ?”

            อู่เหมิงเอินที่อยู่ข้างๆก็ขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน เขาเหลือบมองภาพในหน้าจอโปร่งแสงตามสัญชาตญาณพลางพึมพำว่า“นี่... มันไม่ถูกต้องนะ จากข้อมูลที่เราเก็บรวบรวมมาก่อนหน้านี้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเหล่านี้ ตามหลักแล้วพลังต่อสู้ควรจะสูสีกันสิอีกอย่างก่อนหน้านี้ผมยังทำตามคำสั่งของท่านคณบดีจงใจจองมอนสเตอร์ระดับบอสตัวที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่ตัวเอาไว้ให้หวังเทียนอีด้วยในสถานการณ์ปกติเขาควรจะเป็นคนแรกที่สังหารได้สำเร็จแท้ๆ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยสีหน้ามึนงงสุดขีด“แต่ตอนนี้ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอีกสามคนต่างก็สังหารมอนสเตอร์ระดับบอสที่พบเจอไปหมดแล้วแถมยังเริ่มกลับไปยังเขตมอนสเตอร์ระดับสูงเพื่อล่ามอนสเตอร์สะสมแต้มต่อแล้วด้วยมีแต่หวังเทียนอีคนเดียวที่จนถึงป่านนี้ยังจัดการบอสไม่ได้นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            “ดูนั่นเร็ว ทำไมค่ามานาของหวังเทียนอีถึงเหลือน้อยขนาดนั้น?”

            ทันใดนั้นหลินรั่วเยวียนเหมือนได้ค้นพบอะไรบางอย่างเขาชี้ไปที่หวังเทียนอีแล้วร้องตะโกนด้วยความตกใจ “ก่อนหน้านี้เขายังไม่ได้สู้กับมอนสเตอร์เลยไม่ใช่เหรอ?แล้วมานาของเขาหายไปไหนหมด?”

            “เรื่องนี้... ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ” อู่เหมิงเอินเห็นภาพนั้นก็มึนตึ๊บไปเหมือนกัน

            ภาพตรงหน้าช่างน่าประหลาดใจเกินไปแล้วจริงๆหวังเทียนอีคนนี้อยู่ดีๆ ก็ไม่ได้ไปสู้กับใครที่ไหนแต่กลับทำหลอดมานาของตัวเองอันตรธานหายไปได้จะมีเรื่องอะไรที่ไร้สาระไปกว่านี้อีกไหม?

            “หรือว่าจะเป็นฝีมือของลู่เซิ่งคนนั้น?”

            ในตอนนั้นเองหลินรั่วเยวียนราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้จึงโพล่งออกมา

            “ไม่มีทาง”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นอู่เหมิงเอินก็ส่ายหัวแทบจะทันทีพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“พาลาดินเป็นอาชีพสายสนับสนุนสกิลส่วนใหญ่ก็เน้นไปทางศักดิ์สิทธิ์และแสงสว่างไม่มีทางที่จะมีสกิลดีบัฟแบบนั้นหรอก”

            “เหอะ ตัวพาลาดินเองน่ะอาจจะไม่มี แต่สัตว์พาหนะของเขาล่ะ?” หลินรั่วเยวียนถามย้ำเสียงเข้ม

            “เอ่อ...”

            อู่เหมิงเอินได้ยินดังนั้นก็ตื่นตกใจเขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าลู่เซิ่งยังมีมอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นสัตว์พาหนะ

            ยิ่งไปกว่านั้นสุนัขสามหัวแห่งขุมนรกก็เป็นมอนสเตอร์สายความมืดอยู่แล้วต่อให้จะมีสกิลดีบัฟด้านลบติดตัวอยู่บ้างก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            เมื่อคิดได้ดังนี้อู่เหมิงเอินก็หน้าเปลี่ยนสี

            “แย่แล้วไงถ้าหวังเทียนอีถูกลู่เซิ่งใช้สกิลลดมานาต่อเนื่องที่เราไม่รู้จักเล่นงานเข้าจริงๆงั้นหลังจากที่เขาฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสตัวนี้เสร็จเขาก็จะไม่เหลือค่ามานาเพียงพอจะไปล่ามอนสเตอร์ระดับอื่นต่อน่ะสิ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ถ้าเป็นแบบนี้แผนการชดเชยที่พวกเราอุตส่าห์ทุ่มเทวางแผนไว้ให้เขาก็ต้องสูญเปล่าไปน่ะสิ?”

            “ใจเย็นก่อนถึงตอนนี้มานาที่เหลืออยู่ของหวังเทียนอีจะทำให้เขามีแรงไม่พอในเวลาต่อมาแต่เพียงแค่เขาสังหารมอนสเตอร์ระดับบอสตัวนี้ได้สำเร็จ ต่อให้จะไม่ได้ที่หนึ่งแต่การติดหนึ่งในสี่อันดับแรกก็คงไม่มีปัญหาอะไร” หลินรั่วเยวียนกล่าวเสียงต่ำ

            “แล้วตำแหน่งที่หนึ่งที่พวกเราสู้อุตส่าห์เตรียมไว้ให้เขาล่ะจะทำยังไง?”อู่เหมิงเอินถามต่อ

            “เรื่องนั้น...”

            หลินรั่วเยวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ แล้วกล่าวว่า “ช่างเถอะยังไงซะสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดต่างก็ควรค่าแก่การบ่มเพาะด้วยกันทั้งนั้นต่อให้มอบรางวัลให้คนอื่นในสามคนนั้นไปก็ไม่ถือว่าเป็นการเสียของหรอก”

            “ก็จริงของท่าน”

            อู่เหมิงเอินได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วยจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            แต่ดูเหมือนเขายังจะรู้สึกขัดใจอยู่บ้างจึงชี้ไปที่หวังเทียนอีในหน้าจอโปร่งแสงแล้วขมวดคิ้วบ่นว่า“แต่หวังเทียนอีคนนี้ก็น่าผิดหวังเกินไปหน่อยนะเป็นถึงผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดแท้ๆ แต่กลับโดนพาลาดินขยะๆคนหนึ่งเล่นงานต่อเนื่องกันถึงสองครั้ง เขามันพวกสมองทึบหรือยังไง?”

            “ดูเหมือนพระเจ้าจะมอบพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งให้เขาแต่กลับปล่อยให้เขามีสติปัญญาที่บกพร่องสินะ...”

            หลินรั่วเยวียนเองก็รู้สึกขำไม่ออกบอกไม่ถูกเช่นกัน

            ในขณะที่คณบดีทั้งสองของสถาบันจิงหลงกำลังมุ่งความสนใจไปที่กระบวนการสอบของสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างเต็มที่

            ทว่าในจุดที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลคณบดีสองคนของสถาบันจิงหัวกลับกำลังจดจ่ออยู่ในประเด็นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

            “นี่... สัตว์พาหนะของไอ้หนุ่มนี่ ไม่ใช่มอนสเตอร์กลายพันธุ์ธรรมดาๆ แน่นอน”

            เมื่อจ้องมองไปยังออสการ์ที่กำลังแผลงฤทธิ์สังหารศัตรูอย่างบ้าคลั่งอยู่ใต้หว่างขาของลู่เซิ่งภายในหน้าจอโปร่งแสงฟางเทียนสิงก็ตกตะลึงจนหาคำบรรยายไม่ได้

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน