ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 47 ผลลัพธ์
"ท่านพี่ ข้ามีอะไรจะให้ท่านดู เข้ามาในห้องกับข้าหน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
"ข้าขอกินข้าวเย็นก่อนก็แล้วกัน"
"...เจ้าค่ะ"
เสี่ยวเฟินซื่อเอ่ยตอบรับเสียงอ่อย ก่อนจะเดินตามสามีไปที่โต๊ะอาหาร ด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย กับชุดชั้นในที่มีขนาดเล็กเกินไป แต่ต้าเฟินกลับรู้สึกว่าวันนี้ภรรยาของเขาดูเย้ายวนเป็นพิเศษ หรือเพราะเขายังไม่ทันเสร็จกิจที่หอโคมเขียวแล้วกลับมาบ้านก่อนกันนะ ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ ต้าเฟินคิดในใจ
วันนี้อาหารที่เสี่ยวเฟินซื่อเตรียมไว้มีแต่ของโปรดสามี ต้าเฟินที่เห็นก็มองหน้าภรรยาด้วยความสงสัย ปกติเขามักจะกินอาหารคนละเวลากับคนที่บ้าน ทำให้ไม่มีใครรอเขากินข้าวนอกจากเสี่ยวเฟินซื่อ
แต่วันนี้เมื่อมาถึงโต๊ะอาหารกลับเห็นคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากมาย ผู้คนในโต๊ะอาหารต่างก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เฟินซื่อผู้เป็นมารดาของต้าเฟินที่เห็นลูกชายเดินเข้ามาเอ่ยทักทายขึ้นว่า
"อ้าว ลูกรัก วันนี้อะไรดลใจให้กลับมาแต่หัววันกันเล่า"
"ท่านแม่ ข้าก็แค่อยากทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับพวกท่านบ้างเท่านั้นเอง"
"เฮอะ ข้าก็คิดว่าเจ้ามัวแต่หลงนารีอยู่นอกบ้าน หัดสนใจภรรยาดีๆ อย่างอาเซียงเสียบ้าง"
นายท่านเฟินผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้น เขามีบุตรชายทั้งหมดสามคน แต่ละคนต่างก็มีแต่บุตรชาย แม้จะเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้มีลูกหลานสืบสกุล แต่เขาก็อยากมีลูกสาวหรือหลานสาวบ้างสักคนหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกเอ็นดูลูกสะใภ้ทุกๆ คนที่แต่งเข้าตระกูลเฟินมา เมื่อเห็นลูกชายทำไม่ถูกก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยตักเตือนทุกครั้งที่พบเจอ
"ดูลูกของเจ้าสิ ภรรยาดีๆ ไม่สนใจ สนใจแต่ออกไปหาเศษหาเลย เหอะ วันไหนเสี่ยวเฟินซื่อทนไม่ไหวทิ้งไป ข้าจะสมน้ำหน้าซ้ำให้ดู"
ต้าเฟินไม่ได้ตอบกลับเช่นเคย เมื่อเขานั่งได้ก็ก้มหน้าตาก้มตากินข้าว แม้บิดาจะบ่นว่าเขาแค่ไหนเขาก็ไม่ได้สนใจ มีบางทีที่แอบเหลือบมองไปทางภรรยา จริงๆ แล้วภรรยาของเขาก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะ เป็นเขาเองที่ไม่รู้จักพอ เขาและภรรยาแต่งงานกันมาสิบกว่าปี มีบุตรชายด้วยกันสามคน บางครั้งเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากจำเจ จึงอยากออกไปหาอะไรใหม่ๆ ที่ด้านนอก เมื่อออกไปก็รู้สึกติดใจได้ไปแล้วก็อยากไปอีก
สองปีที่ผ่านมาต้าเฟินเที่ยวหอนางโลมนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งถูกบิดาว่า ถูกภรรยาบ่น เขาก็ยิ่งอยากไป เพราะการอยู่บ้านมีแต่เสียงบ่นว่า ใครจะอยากไปอยู่บ้านกัน นี่คือข้อแก้ตัวที่เขาหาให้ตัวเองเพื่อไปเที่ยวหอนางโลม
ครอบครัวตระกูลเฟินไม่ใช่ครอบครัวร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้ขาดแคลน หลักๆ ที่ตระกูลเป็นสวนไผ่ ทำเครื่องใช้จากไผ่ออกขาย
ส่วนมากคนในตระกูลเฟินจะทำงานในบ้าน เนื่องจากบุตรชายมีมาก หลานในตระกูลก็มีมากไปด้วย ดังนั้นจึงมีลูกหลานหรือสะใภ้บางคนที่ทำงานข้างนอก เนื่องจากงานในตระกูลมีคนทำเพียงพอแล้ว อย่างเช่นเสี่ยวเฟินซื่อที่ทำงานที่ร้านผ้าตระกูลหลัว เพราะนางมีความสามารถทางด้านนี้เป็นพิเศษ อีกทั้งรายได้ต่อเดือนก็ดีมากเลยทีเดียว
ต้าเฟินเองก็มีรายได้ต่อเดือนและเงินเก็บของตัวเอง ทุกครั้งที่เขาไปเที่ยวเขาจะใช้เงินของตัวเอง แม้จะรู้สึกผิดต่อเฟินซื่ออยู่บ้าง แต่เขาก็ใช้เงินที่ตัวเองหาได้ออกไปหาความสุข
เมื่อกินข้าวเย็นเรียบร้อย สองสามีภรรยาก็พากันกลับห้องของตัวเอง ต้าเฟินที่จำได้ว่าภรรยาบอกว่ามีบางอย่างให้เขาดูจึงเอ่ยขึ้นว่า
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะให้ข้าดูอะไรหรือ"
เสี่ยวเฟินซื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขัดเขินหน้าแดงขึ้นมา หลุบตาลงอย่างเขินอาย ต้าเฟินเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยแต่ไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งใด เสี่ยวเฟินซื่อก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกต่อหน้าสามี ทำเอาเฟินถึงกับตาค้าง
แม้จะเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมดแต่ก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าทั้งหมด มีผ้าที่ถูกตัดเย็บแบบพิเศษปกปิดจุดยุทธศาสตร์เอาไว้ ทำให้ความเป็นชายของต้าเฟินลุกสู้ขึ้นมาทันที เขาเดินเข้าหาภรรยา แล้วค่อยๆ คืบ และคลานเข่าเข้าไปช้าๆ แต่เมื่อปลดเปลื้องสิ่งปกปิดสองชิ้นสุดท้ายออก ต้าเฟินก็หยุดชะงัก ขมวดคิ้วเป็นปม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวขึ้นว่า
"เจ้าใส่มานานแค่ไหนแล้ว!!"
เสี่ยวเฟินซื่อกำลังดีใจที่สามีหันมาสนใจ ถึงกับตกใจจนน้ำตาไหลออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าใส่ตั้งแต่ก่อนท่านกลับมาเจ้าค่ะ"
"เหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย!!"
"ท่านพี่ท่านอย่าโมโหเลยนะเจ้าคะ ข้าแค่อยากให้ท่านสนใจข้าบ้าง หากท่านไม่ชอบข้าก็จะไม่ใส่มันอีก"
น้ำตาของเสี่ยวเฟินซื่อไหลเป็นทาง นางไม่คิดว่าสามีจะไม่พอใจถึงขนาดนี้ ต้าเฟินที่เห็นภรรยาร้องไห้ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นต้าเฟินจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่ข้าไม่ชอบ แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าได้รับบาดเจ็บแบบนี้"
กล่าวจบเขาก็ลูบมือไปตรงจุดที่ถูกบีบรัดจนเป็นรอยช้ำ เมื่อมองไปทางภรรยาที่ยืนร้องไห้อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมหัวใจ นางต้องเสียน้ำตาไปกับเขาแค่ไหนในตอนที่เขาไม่อยู่ นางต้องทนขนาดไหนถึงบอบช้ำได้ขนาดนี้กัน ภรรยาที่เขาเคยสัญญาว่าจะรักและดูแลตลอดชีวิต กลับมานั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าเพียงเพื่อต้องการให้เขาสนใจ เขามันเลวขนาดไหนกันถึงทำได้ขนาดนี้ ต้าเฟินที่คิดขึ้นมาได้ก็เอามือทุบตัวเองจนเสี่ยวเฟินซื่อตกใจรีบเข้าไปห้ามทั้งน้ำตา
"ท่านพี่ ท่านทำอะไร ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว ท่านอย่าทำร้ายตัวเองเลยเจ้าค่ะ"
"อาเซียง ไม่ใช่เพราะเจ้าหรอก เพราะข้าต่างหากที่เป็นคนเลว ข้ามันสมควรตาย"
"ท่านพี่ ท่านพี่ฮือๆๆๆ"
คืนนั้นทั้งสองก็พูดคุยเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ก่อนจะเข้าใจกันได้ในที่สุด
หลังจากวันนั้นต้าเฟินที่เคยเสพติดการไปเที่ยวหอนางโลมกลับไม่ได้ไปหอนางโลมเหมือนอย่างเคย ทุกคนต่างค้นหาสาเหตุที่ต้าเฟินกลับบ้านตรงเวลาและไม่ได้เข้าหอนางโลมอีก จนมีคนแอบได้ยินมาว่า เพราะร้านขายผ้าตระกูลหลัวมีของเด็ดช่วยให้เสี่ยวเฟินซื่อมัดใจสามีไว้ได้ ยิ่งได้รู้แบบนี้ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คนเข้าไปอีก
หลัวเลี่ยงหรูปล่อยข่าวกระตุ้นความอยากรู้ของผู้คน แต่ไม่ได้เฉลยในทันทีตามที่จางหย่งเคยบอกไว้ ทำให้ร้านขายผ้าตระกูลหลัวมีลูกค้ามากมายมาเยือน บ้างก็มาซื้อผ้าตามปกติ แต่ที่เห็นจะมากเป็นพิเศษคือเหล่าบรรดาสะใภ้ตระกูลต่างๆ ที่แอบเข้ามาสอบถามความลับของเสี่ยวเฟินซื่อ ทั้งยังมีฮูหยินตระกูลใหญ่ที่ส่งคนมาสืบข่าวอีกมากมาย ซึ่งหลัวเลี่ยงหรูก็ได้จัดการเรื่องราวเหล่านี้ตามคำแนะนำของจางหย่ง จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
-------------
ณ บ้านจางหย่ง
เย็นวันนี้ นอกจากจางหย่ง ลูกๆ ทั้งสามและเสี่ยวเหมาแล้ว ยังมีแขกอีกสองคนมานั่งคอยอาหารเย็นอยู่ด้วย นั่นคือผู้อาวุโสหลิว และหลิวจื้อหลานชายของเขา เด็กชายยังคงไม่ยอมพูดยอมจากับใครนับตั้งแต่มาถึงที่บ้านหลังนี้ เพราะเขาไม่มีทางยอมให้ใครมาบังคับให้เขาอยู่บ้านหลังนี้แน่ ดังนั้นหลิวจื้อจึงนั่งหันหลังให้ท่านลุงของเขา และไม่สนใจคนอื่นๆ ที่อยู่บ้านหลังนี้
ระหว่างรอบิดาและพี่ชายคนโตทำอาหาร ท่านพ่อได้บอกให้อาฟู่และน้องชายรออยู่เป็นเพื่อนแขก ทำให้ตอนนี้มีอาฟู่ อาฟง ผู้อาวุโสหลิว และหลิวจื้อเท่านั้นที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน อาฟู่ลูกชายคนรองที่เห็นท่าทางของหลิวจื้อก็อดรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาไม่ได้ อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ดันมาทำตัวเสียยิ่งใหญ่ แน่จริงทำให้ได้ตลอดเถอะ อาฟู่คิดในใจ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขากระซิบที่หูอาฟงก่อนจะพากันวิ่งเข้าไปในบ้าน ทั้งสองลากรถสามล้อ ของเล่นสุดโปรดออกมาก่อนจะเริ่มขึ้นไปขี่อย่างสนุกสนาน
หลิวจื้อที่กำลังนั่งหันหลังก็พยายามจะหันมอง แต่ทำอย่างไรก็มองไม่เห็น จะหันหลังกลับไปมองก็กลัวเสียหน้า จึงได้แต่ข่มใจนั่งนิ่งๆ ต่อไป อาฟู่ที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยว่า
"อาฟง ข้าขี่เจ้าซ้อนนะ เรามาเล่นขี่ม้าส่งเมืองกันดีกว่า"
"เล่นๆ"
ยิ่งฟังยิ่งอยากรู้ หลิวจื้อได้แต่นับหนึ่ง สอง สาม แล้วก็...หันหลังกลับไปดู
"พวกเจ้ากำลังเล่นอะไรกัน!!"