ตอนที่ 7 กล้าหาญสมกับเป็บุรุษ
หลี่เหวินฮั่นโมโหถึงขีดสุด
วันนี้นักปราชญ์ฮัวได้รับเชิญให้มาบรรยายที่สำนักศึกษาจู๋เซี่ย แต่เนื่องจากคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีกำลังจัดงานชุมนุมวรรณกรรมพบปะมิตรสหายที่ทะเลสาบฮั่วผิง ทำให้ลูกศิษย์ในสำนักศึกษาของเขาต่างแห่กันไปที่ทะเลสาบจนหมด
วรรณกรรมของแคว้นหนิงรุ่งเรืองอย่างมาก ทำให้มีการจัดงานชุมนุมวรรณกรรมอยู่มากมาย
สำนักศึกษาหลวงถือคติว่าการอ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้ เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดงานชุมนุมวรรณกรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ลูกศิษย์และบัณฑิตทั้งหลายควรเข้าร่วมด้วย ยิ่งไปกว่านั้นว่ากันว่างานชุมนุมวรรณกรรมที่จัดขึ้นที่ทะเลสาบฮั่วผิงเกี่ยวข้องกับเื่การแต่งงานของคุณหนูสาม เหล่าบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่พลาดเื่นี้อย่างแน่นอน
ทำให้ภายในสำนักศึกษาว่างเปล่า
ในฐานะเ้าสำนักศึกษาจู๋เซี่ย เขาและใต้เท้าจางผู้รับผิดชอบดูแลด้านการศึกษาของเมืองกวงหลิงได้สนทนาเป็เพื่อนนักปราชญ์ฮัวที่สวนไผ่ในสำนัก
มุมมองบางอย่างที่เขาเสนอได้รับการยอมรับจากนักปราชญ์ฮัว และบทกวีที่เขาเขียนก็ได้รับคำชมจากนักปราชญ์ฮัวด้วยเช่นกัน ทำให้หลี่เหวินฮั่นตื่นเต้นมาก
เพราะถึงเยี่ยงไรนักปราชญ์ฮัวก็เป็ถึงหัวหน้านักปราชญ์ทั้งเจ็ดแห่งแคว้นหนิง และเป็ผู้แก้ไขตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงคนล่าสุด
แต่เดิมหลี่เหวินฮั่นยังสนทนากับนักปราชญ์ฮัวไม่หายอยาก เขาแทบอดใจไม่ไหวที่จะนำกวีที่ตนเองเขียนทั้งหมดให้นักปราชญ์ฮัวได้ชื่นชม ทว่านักปราชญ์ฮัวยังอยากไปร่วมชมงานชุมนุมวรรณกรรมที่ทะเลสาบฮั่วผิงอยู่
ดังนั้นหลี่เหวินฮั่นได้แต่บอกลาด้วยความเสียดาย และหวังว่านักปราชญ์ฮัวจะได้อยู่ในสำนักศึกษาจู๋เซี่ยอีกสักสองสามวัน
อย่างไรก็ตาม วันนี้เขาได้รับประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะกำลังใจจากนักปราชญ์ฮัวที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุข เขารู้สึกว่าในที่สุดเขาก็ได้พบกับคนที่ชื่นชมเขา ทำให้เขามีความหวังต่ออนาคตที่สดใสแล้ว
ระหว่างทางกลับจวน หลี่เหวินฮั่นได้แวะซื้อสุราและยังซื้อไก่ตุ๋นกลับบ้านอีกหนึ่งตัวด้วย
เดิมทีเขาตั้งใจว่าคืนนี้จะดื่มสุรากับเจียงฮุ่ยฮูหยินรองของเขา และอุ่นเตียงกับนางสักยกสองยก ให้นางตั้งครรภ์ลูกชายให้เขาอีกสักคน แต่เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อกลับมาถึงจวนแล้วจะเจอกับภาพนี้เข้า !
อารมณ์สุนทรีย์ถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ ทันทีด้วยทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขายามนี้
แน่นอนว่าเขาโมโหมากจนเกือบจะโยนขวดสุราในมือใส่หลี่เฉินอันแล้ว
ส่วนเจียงฮุ่ยที่นั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นเห็นว่าสามีของตนกลับมาแล้วก็ดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาทันที นางตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนจากพื้นโดยไม่สนใจกลิ่นเหม็นบนตัวของตนเอง ในขณะที่นางกำลังจะอ้าปากด่านั้น ใครจะไปคิดล่ะว่าหลี่เฉินอันจะชักเท้าข้างนั้นที่กำลังจะเดินเข้าไปในประตูพระจันทร์กลับมา แล้วหันขวับมาถลึงตาใส่นาง
เพียงแค่สายตานั้นของเขา
เจียงฮุ่ยก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วทั้งกาย คำพูดที่กำลังจะออกมาจากปากราวกับถูกดูดกลืนหายลงท้องไปในพริบตา
หลี่เฉินอันหันไปมองหลี่เหวินฮั่น
เขาขมวดคิ้วและหรี่ตาลง พูดกับหลี่เหวินฮั่นอย่างจริงจัง
“ข้าทำอะไร ท่านมองไม่ออกหรือ ? ”
เขาก้าวเดินไปหาผู้เป็บิดา แล้วกล่าวต่ออีกว่า “ท่านกลับมาได้เวลาพอดีเชียว เพราะข้ากำลังอยากถามท่านพอดี”
ขณะที่พูด เขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้าอีกก้าว ทำให้ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากหลี่เหวินฮั่นเพียงสามก้าวเท่านั้น หลี่เหวินฮั่นในยามนี้กำลังตกตะลึง จู่ ๆ เขาก็มีความรู้สึกว่าบุตรชายคนโตผู้นี้คล้ายกับดูคล้ายคนแปลกหน้าไป เพราะสิ่งที่เขาเห็นจากแววตาของหลี่เฉินอันมีเพียงความเ็าและพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ ทำให้เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ในฐานะที่ท่านเป็ถึงอาจารย์ผู้สั่งสอนศิษย์มากมาย ท่านคงรู้คุณธรรมที่ว่า จงอย่าลืมเพื่อนคู่ยาก จงอย่าทิ้งภรรยาคู่ทุกข์ใช่หรือไม่ ? ”
หลี่เฉินอันก้าวเข้าไปหาเขาอีกก้าว แล้วกล่าวอย่างเน้นหนักว่า:
“ท่านทราบถึงลำดับความาุโและความแตกต่างของที่ต่ำที่สูงหรือไม่ ? ”
“ท่านเองก็รู้ว่าฮูหยินใหญ่ของท่านป่วยหนัก และฮูหยินรองของท่านไม่เพียงแต่ไม่ยอมดูแลนางเท่านั้น ทั้งยังไม่ยอมให้เงินไปจ่ายเป็ค่ารักษาอีกด้วย ! ”
“นาง้าคร่าชีวิตมารดาของข้า โทษคราวนี้……ต้องได้รับการประณาม ! ”
หลี่เหวินฮั่นถอยหลังไปอีกก้าว แน่นอนว่าเขารู้ว่าฮูหยินใหญ่ของเขาป่วยหนัก แต่เขาห่างเหินจากนางมาหลายปีแล้ว และรู้สึกว่าเื่นี้ไม่สำคัญ
และถ้าหากฮูหยินใหญ่ของเขาป่วยตายไปจริง ๆ……เขาถึงขั้นคิดวางแผนไว้ว่าจะแต่งตั้งฮูหยินรองผู้นี้ขึ้นเป็ฮูหยินใหญ่แทน ถึงเยี่ยงไร หลี่เฉินตงบุตรชายคนรองของเขาสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉแล้ว ในอนาคตจะต้องสอบได้จิ้นชื่ออย่างแน่นอน
และพอถึงตอนนั้นก็จะเป็การนำเกียรติยศมาสู่บ้านสามของตระกูลหลี่ ทั้งยังทำให้เขาสามารถยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าพี่ชายทั้งสองของเขาได้อีกด้วย
หลี่เฉินอันเดินเข้าไปประชิดเขาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว:
“ท่านไม่เพียงแต่จะไม่ลงโทษนาง กลับปล่อยให้นางกระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสาน ! ”
“ไม่ว่าจะเป็เื่ครองตน ปกป้องครอบครัว ปกครองประเทศ นำความสงบแก่ใต้หล้า ท่านทำอะไรไปบ้าง ? ท่านสามารถทำอะไรได้บ้าง ? ”
“นอกจากด่าทอบุตรชายของท่าน พยาบาทภรรยาของท่านเอง ท่านก็ไม่สามารถทำอันใดได้เลย”
“ในฐานะบิดา ในฐานะสามี ข้ารู้สึกละอายใจแทนท่านจริง ๆ ! ”
หลี่เหวินฮั่นถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว !
คำพูดทุกประโยคของหลี่เฉินอันทำให้เขาทั้งะเืใจและอับอาย
หลี่เฉียวซีที่ใกับเสียงดังเอะอะโวยวายด้านนอกวิ่งออกมาดูยังต้องตกตะลึงเช่นกัน
แม้แต่ไคหยางที่แอบซุ่มอยู่บนกำแพงจวนตระกูลหลี่เพื่อตรวจสอบตัวตนของหลี่เฉินอันยังตกตะลึงกับสิ่งที่นางเห็นเช่นกัน
หลี่เหวินฮั่นไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำพูดเหล่านี้ถูกพูดโดยบุตรชายที่โง่เขลาของเขา
คำพูดเหล่านี้ราวกับเป็ค้อนหนักทุบลงกลางใจเขาทีละถ้อยคำ ทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ
หลี่เฉียวซีไม่สามารถนำภาพพี่ชายในตอนนี้ไปซ้อนทับกับภาพพี่ชายในอดีตได้เลย นางรู้สึกเพียงว่าในใจของนางราวกับได้ระบายความขุ่นข้องหมองใจออกไป
ความสุขใจได้เข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวในใจของนาง จนนางไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามือของตนเองที่กำลังกุมชายเสื้อได้ชุ่มไปด้วยเหงื่อหมดแล้ว
นางมองไปยังแผ่นหลังของพี่ชายผู้ที่ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยราวกับต้นสน ใบหน้างดงามนั้นเผยรอยยิ้มออกมา
นี่คือพี่ชายของข้า นี่สิถึงจะเป็ความกล้าหาญอย่างที่บุรุษควรมี !
เพียงแต่……เหตุใดเขาถึงดูผึ่งผายอย่างกะทันหันเช่นนี้ ?
หลี่เฉินอันยืนห่างจากหลี่เหวินฮั่นเพียงก้าวเดียวเท่านั้น หลี่เหวินฮั่นถอยไปติดขอบรั้วของแปลงดอกไม้ จนเขาไม่อาจถอยได้อีกแล้ว
หลี่เฉินอันโน้มตัวไปมองหลี่เหวินฮั่นที่หน้าแดงก่ำ แล้วพูดอีกประโยคที่เจ็บแสบว่า:
“ท่าน, เป็สามีผู้ไร้ความเป็ธรรม เป็บิดาผู้ลำเอียง ! ”
กล่าวจบ เขาก็ยืดตัวตรงเหมือนหอกที่องอาจอีกครั้ง
เขาไม่พูดอะไรอีก แต่หันหลังเดินกลับเข้าไปในประตูพระจันทร์บานนั้น ทิ้งให้หลี่เหวินฮั่นที่ประเดี๋ยวหน้าแดงด้วยความโกรธ ประเดี๋ยวหน้าซีดด้วยความใ ได้แต่มองตามแผ่นหลังตรงของเขาที่ค่อย ๆ หายไปจากสายตา ปากของชายชราคล้ายกับมีคำพูดจะเอ่ยอย่างอึกอึก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา
เจียงฮุ่ยที่เนื้อตัวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นสิ่งปฏิกูลเดินตัวสั่นเข้ามา “ท่านพี่ ท่านต้องทวงความ……”
“ไปให้พ้นหน้าข้า……! ”
“เพียะ ! ” หลี่เหวินฮั่นง้างมือตบหน้าเจียงฮุ่ยเข้าเต็มแรง เจียงฮุ่ยเบิกตากว้าง เอามือป้องปากอย่างยากที่จะเชื่อได้ นางมองผู้เป็สามีด้วยความตกตะลึง ทว่าหลี่เหวินฮั่นกลับเอาแต่มองตามแผ่นหลังนั้นไปจนกระทั่งหายเข้าไปในประตูพระจันทร์ ครู่ต่อมา เขาก็ถือสุราและไก่ตุ๋นไปที่ห้องทิศตะวันตก
เขาเดินหลังงุ้ม แม้แต่ก้าวเดินของเขาก็ยังโซเซราวกับว่าเขาอายุแก่ขึ้นเป็สิบปีในทันใด
เจียงฮุ่ยปิดปากตนเอง นางกัดฟันแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความชั่วร้าย ในใจพลางคิดว่า: วันนี้หลี่เฉินตงของข้าไปร่วมงานชุมนุมวรรณกรรมที่ทะเลสาบฮั่วผิง……หากบุตรชายของข้าได้กลายเป็เขยของจวนจงหลีเมื่อไหร่ล่ะก็……
ข้าจะทำให้เ้าหลี่เฉินมีชีวิตเลวร้ายเสียยิ่งกว่าตายแน่นอน !
ไคหยางที่แอบซุ่มอยู่กลับยิ้มกว้างออกมา จากนั้นนางก็ะโหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
นี่ชาวกวงหลิงตาบอดงั้นหรือ ?
ไหนใครบอกว่าหลี่เฉินอันอ่อนแอ ไม่ได้เื่ ?
ไหนใครบอกว่าหลี่เฉินอันเป็คนโง่เขลา ?
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันช่างทรงพลังมากยิ่งนัก !
คำพูดที่เขาเพิ่งตำหนิบิดาของเขา เป็สิ่งที่คนโง่เขลาพูดได้หรือ ?
เสิ่นเชียนซานผู้นั้นยังกล้ามาขอถอนหมั้น แถมยังบอกอีกว่าตนเองเป็พ่อค้าที่ฉลาดที่สุดในเมืองกวงหลิงแล้ว ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะตาบอดเข้าแล้วล่ะ !
ดีที่องค์หญิงสี่ทรงมีพระปรีชาสามารถและทรงสังเกตเห็นความแตกต่างของหลี่เฉินอันผู้นี้
ข้าต้องแนะนำบุรุษผู้นี้ให้องค์หญิงสี่ หอลี่จิ้ง้าผู้มีความสามารถเช่นนี้ !
……
……
ตอนที่หลี่เฉินอันกำลังตำหนิบิดาอยู่ที่จวนหลี่ จงหลีรั่วสุ่ยที่นั่งอยู่บนเรือลำใหญ่บนทะเลสาบฮั่วผิงกำลังรอให้บุรุษผู้มีความสามารถทั้งหลายแต่งบทกวีด้วยท่าทีเหม่อลอย
นางไม่มีหัวข้อกำหนด ดังนั้นความยากจึงลดลงหลายระดับ
เพราะพวกเขาสามารถนึกถ้อยคำจากบทกวีในหัวมาเขียนลงไปได้
อย่างไรก็ตาม บุรุษเ่าั้ต่างก็แสดงท่าทีเงอะงะเล็กน้อย ราวกับพวกเขา้าแสดงให้นางเห็นว่าพวกเขาเพิ่งคิดได้
บางทีอาจเป็เพราะกวีบทนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความคิดของนาง ทำให้นางไม่สนใจผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 26 คนนี้เลย
เด็กสาวเอนตัวราบไปบนโต๊ะอย่างเกียจคร้าน ใบหน้ารูปไข่หันข้างมองออกไปนอกหน้าต่างอาคารโดยสารในเรือ ทำให้เห็นผิวน้ำของทะเลสาบฮั่วผิงภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงพอดี
ทว่าสายตาของนางไม่ได้เพ่งมองสิ่งนั้นเท่าไหร่นัก หลังจากนั้นครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของนาง
บทกวีท่อนรับที่เขาแต่งช่างไพเราะเสียจริง เพียงแต่ว่า……
‘ผู้ใดใจกว้าง แม้นมีเตียงเดียวยังมองว่ากว้าง’ ท่อนนี้แสดงให้เห็นว่าเขาผู้นั้นไม่มีความทะเยอทะยาน และอาจถึงขั้นไม่แยแสต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ แต่องค์หญิงสี่บอกว่าเขาดูเหมือนคนอายุประมาณ 17-18 ปีเท่านั้น เด็กหนุ่มที่อายุเท่านี้จะไม่แยแสต่อชื่อเสียงและเกียรติยศจริงหรือ
เช่นนั้นเขาใจกว้างจริงหรือไม่ ?
ในอดีตน่าจะไม่เป็เช่นนั้น
เพราะบทกวีของเขาน่าจดจำมาก……เขาคงเคยถูกความรักทำร้ายและเหน็ดเหนื่อยกับมัน จนทำให้เขาดูถูกชื่อเสียงและความมั่งคั่งเ่าั้ สิ่งที่เขา้ามีเพียงแค่จิตใจที่สงบเท่านั้น
ถ้อยคำในบทกวีล้วนมาจากใจ ทว่าบทกวีแค่บทเดียวไม่อาจทำให้นางมั่นใจได้ว่าเขาเป็ผู้ไม่มีความทะเยอทะยาน มันคงจะดีไม่น้อยหากนางได้อ่านบทกวีที่เขาเขียนไว้เ่าั้อีก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็ไม่สามารถทนนั่งนิ่งได้อีกต่อไป นางจึงลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องท้ายเรือ
ซึ่งองค์หญิงสี่หนิงฉู่ฉู่อยู่ที่ห้องนั้น
ม่านไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ตรงหน้าต่างถูกม้วนขึ้นครึ่งหนึ่ง
แสงอาทิตย์อัสดงส่องเข้ามาทางหน้าต่าง สะท้อนใบหน้าทรงเสน่ห์ของหนิงฉู่ฉู่
เสิ่นเฉียวเตี๋ยนั่งอยู่ตรงข้ามหนิงฉู่ฉู่ นางไม่รู้ว่าหนิงฉู่ฉู่เป็สตรี นางจึงมีท่าทีขวยเขินเล็กน้อย นางก้มหน้าลง แม้จะกำลังต้มชาอยู่ ทว่าสมาธิของนางไม่ได้จดจ่ออยู่ที่หม้อต้มชาเลย
เพราะบุรุษหนุ่มตรงหน้านางช่างรูปงามเสียเหลือเกิน !
เขาไม่เพียงแต่รูปงามเท่านั้น แต่บุคลิกและท่าทางที่เผยออกมาจากบุรุษผู้นี้ก็เป็สิ่งที่น่าดึงดูดที่สุดสำหรับเสิ่นเฉียวเตี๋ย
มันเป็บุคลิกที่เสิ่นเฉียวเตี๋ยเคยพบเจอมาก่อน นางเคยเห็นความสง่าผ่าเผยนี้จากจงหลีชิวหยาง พี่ชายของจงหลีรั่วสุ่ย แต่เห็นได้ชัดว่าคุณชายตรงหน้านางมีความสง่าผ่าเผยกว่ามาก
ดังนั้น เขาจะต้องมาจากตระกูลของชนชั้นสูงในเมืองหลวงแน่นอน
ดีไม่ดี สถานะของตระกูลเขาอาจสูงศักดิ์กว่าจวนจงหลีเสียอีก
เช่นนั้นต้องเป็ตระกูลแบบไหนกัน ? เสิ่นเฉียวเตี๋ยไม่กล้าจินตนาการอีกเลย
นางอยากผูกมิตรกับเขา แต่ดูเหมือนบุรุษหนุ่มผู้นี้จะไม่อยากคุย ซึ่งทำให้นางหงุดหงิดเล็กน้อย นางจึงนึกถึงคู่หมั้นของนางขึ้นมาอีกครั้ง
จู่ ๆ นางก็ยิ้มเยาะตนเอง คู่หมั้นของนางจะเทียบกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ได้เยี่ยงไร ?
หิ่งห้อยหรือจะเทียบแสงจันทร์ ?
“น้ำเดือดแล้ว……เ้ามัวยิ้มอะไร ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยเดินเข้ามาพอดี เสิ่นเฉียวเตี๋ยได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้ง นางเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเหม่อไปเสียนาน
นางหยิบชาหนึ่งกำมือใส่ลงในกาน้ำชาพลางยื่นมือออกเพื่อลูบเส้นผมที่ปลิวไปตามสายลมยามเย็นที่พัดผ่านหู แล้วพูดอย่างเขินอายว่า “ก็ชีวิตที่น่าสังเวชของข้านี่แหละ”
“ถอนหมั้นแล้วไม่ใช่หรือ ? ” จงหลีรั่วสุ่ยนั่งลงด้านข้างแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เสิ่นเฉียวเตี๋ยส่ายหน้าพลางถอนหายใจออกมา “ตระกูลหลี่ยอมถอนหมั้นที่ไหนกัน……แม้ยามนี้เขาจะถูกขับออกจากจวนตระกูลหลี่ไปแล้ว แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็บุตรชายของตระกูลหลี่ หากเขายอมให้ตระกูลของข้าถอนหมั้น เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่อาจหาภรรยาได้อีกแล้ว”
“แต่เขาไร้ความสามารถ หากเ้าแต่งงานกับเขา เช่นนั้นเ้าจะไม่มีความสุขไปทั้งชีวิตหรอกหรือ ? ”
“ไม่ได้ ! ”
ผ่านพบความอยุติธรรม ต้องควักดาบออกมาช่วยเหลือคือนิสัยของคุณหนูสามแห่งจวนจงหลี นางกำหมัดแล้วชกลงบนโต๊ะพลางพูดว่า “เื่นี้ข้าจะตัดสินใจแทนเ้าเอง……หากข้าตัดสินใจไม่ได้ ก็……นี่ ๆ ๆ ”
จงหลีรั่วสุ่ยหันไปเรียกหนิงฉู่ฉู่ หนิงฉู่ฉู่หันกลับมาแล้วพูดลอย ๆ ว่า “วางใจได้ พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปจับตัวบิดาของเขามา”
“ก็แค่สัญญาหมั้นหมายฉบับเดียวไม่ใช่หรือ ข้าจะให้บิดาของเขาฉีกมันต่อหน้าเ้าเลยดีหรือไม่ ? ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยดีใจมาก นางรีบรินชาสองแก้วแล้วยื่นให้ “ขอบใจคุณชายที่ช่วยเหลือ ! ”