มู่หว่านหลินนั่งมองหน้าทุกคนที่ไม่กล้าสั่งอาหารเพราะแต่ละอย่างแพงมาก แค่ผัดผักยังเริ่มต้นที่สิบตำลึงเงินเลย ในเมื่อไม่มีใครกล้าสั่งนางก็จะสั่งเอง มู่หว่านหลินนั่งมองรายการอาหารแต่ละอย่างก็ลองสั่งมาสี่อย่าง ข้าวสวยหนึ่งโถ น้ำชาหนึ่งกา ซึ่งรวมแล้วเป็เงินร้อยห้าสิบตำลึงเงิน
“น้องเล็กเ้าอ่านหนังสือออกด้วยหรือ” มู่ข่ายเฉิงถามขึ้นมาหลังจากเห็นน้องสาวอ่านใบรายการอาหารและสั่งอาหาร
มู่หว่านหลินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบพี่ใหญ่ของนาง
“ั้แ่ที่จมน้ำพอตื่นขึ้นมาในหัวของข้าก็มีความรู้มากมายเข้ามาเข้าค่ะ” มู่หว่านหลินโกหกหน้าเป็ และทุกคนก็ดันเชื่อนางเสียด้วย
เออ..เชื่อง่ายๆแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ไม่นานก็มีเสี่ยวเอ้อยกกาน้ำชามาให้พวกนางที่โต๊ะ มู่หว่านหลินเลือกนั่งที่ริมระเบียงจะได้มองเห็นผู้คนเดินผ่านไปมาและดููร้านรวงต่างๆ แต่แล้วอยู่ๆสายตาเ้ากรรมของนางก็เหลือไปเห็นป้ายติดประกาศว่าใครสามารถทำอาหารได้อร่อยถูกปากนายน้อยได้จะได้รับเงินรางวัลถึงหนึ่งร้อยตำลึงทอง
หนึ่งร้อยตำลึงทอง !!!
‘นี่ต้องเป็คนกินยากขนาดไหนกันนี่’
“น้องเล็กบนใบประกาศนั้นเขียนว่าอะไรหรือ” มู่เจิ้งฉวนถามน้องสาวเพราะเขาอ่านหนังสือออกไม่กี่ตัว
“บนใบประกาศเขียนว่าถ้าหากสามารถทำอาหารถูกปากนายน้อยจะได้รับเงิินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงทองเ้าค่ะ”
“โอโห เงินรางวัลมากถึงขนาดนั้นเลยหรือ คนที่จะทำอาหารถูกปากนายน้อยนั้นได้มิต้องเป็พ่อครัวจากในวังเลยหรือ”
มู่หย่งเกิงเอ่ยขึ้นมาหลังจากได้รู้จำนวนของเงินรางวัล เขานึกอยากจะทำอาหารเป็ขึ้นมาทันทีเผื่อจะได้เงินรางวัลนั้น
“ข้าเห็นด้วยกับท่านพ่อ เงินรางวัลมากขนาดนั้นต้องเป็พ่อครัวในวังเท่านั้นละถึงจะทำอาหารถููกปากนายน้อยได้” มู่เจิ้งฉวนพูดขึ้นมา
“อาหารมาแล้วขอรับ ” เสี่ยวเอ้อยกถาดใส่อาหารมาสองอย่างและข้าวหนึ่งโถก่อนจะวางลงแล้วเดินกลับไปทางห้องครัวและเดินมาใหม่พร้อมกับอาหารอีกสองอย่าง
“ไม่หิวกันหรือเ้าคะ ถึงไม่มีใครหยิบตะเกียบเลย ถึงทุกคนจะไม่หิวแต่ว่าข้าหิวแล้วนะเ้าคะ”
“หิวๆพ่อหิวแล้ว เอ้าๆทุกคนกินข้าวกันเถอะไหนๆก็สั่งมาแล้วเงินก็ต้องจ่ายกินกันให้อร่อยเถอะ”
จากนั้นทุกคนจึงหยิบตะเกียบและคีบอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย ยกเว้นนาง รสชาติเดียวที่มู่หว่านหลินััได้คือ เค็ม ! เค็มมาก…… ยุคสมัยนี้เกลือแพงมากไม่ใช่หรือแล้วทำไมอาหารแต่ละอย่างถึงได้เค็มแบบนี้ คนรวยที่นี่ไม่เป็โรคไตกันหมดแล้วหรือแบบนี้
มิน่าละนายน้อยอะไรนั้นถึงกินไม่ลงเพราะมันเค็มนี่เอง หรือว่านายน้อยจะเป็โรคไตไปแล้ว
แบบนี้ถ้านางจะลองทำอาหารให้นายน้อยอะไรนั้นกินดูเผื่อนางจะได้รางวััล อีกอย่างเครื่องปรุงรสของนางก็มีพร้อม รสชาติไม่เค็มโดดเค็มเด่นแบบนี้แน่นอน
ไม่ลองไม่รู้ ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้
“หลินเอ๋อร์ เ้าพึ่งกินไปไม่กี่คำอิ่มแล้วหรือลูก”
“ข้าอิ่มแล้ว เ้าค่ะท่านแม่ พวกท่านกินกันต่อเถอะเ้าค่ะ ”
มู่หว่านหลินเห็นเสี่ยวเอ้อเดินผ่านโต๊ะนางพอดีจึงเรียกเขามาสอบถาม
“พี่ชายข้าขอถามอะไรสักอย่างได้หรือไม่”
“คุณหนูมีอะไรจะถามข้าหรือขอรับ”
“ข้าอยากจะลองทำอาหารให้นายน้อยได้ชิมดูน่ะ”
มู่หว่านหลินพูดพร้อมกับชี้ไปยังใบประกาศที่ติดไว้บนผนังของร้าน
กึก !!! สมาชิกในบ้านมู่ทั้งสี่ต่างพากันหยุดชะงักเมื่อได้ยินว่าเด็กสาวเพียงหนึ่งเดียวในบ้านขันอาสาจะทำอาหาร
มู่ข่ายเหิงอยากจะะโบอกน้องสาวหรือเกินว่า
‘น้องเล็กเ้าจะทำอาหารให้คนอื่นกินไม่ได้ เพราะเ้าไม่เคยทำอาหาร’
มู่เจิ้งฉวนก็อยากจะบอกนางเช่นกันว่า
‘น้องเล็กเ้าหุ่งข้าวให้เป็ก่อนค่อยทำอาหารดีหรือไม่’
แต่พวกเขาก็ได้แค่เพียงคิดในใจและไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวจะไปทำร้ายจิตใจของน้องสาว
“ข้าขอไปถามหลงจู๊ก่อนนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อมองดูมู่หว่านหลินอย่างไม่อยากจะเชื่อว่านางจะทำอาหารได้ อย่าว่าแต่ถูกปากเนายน้อยเลย ทำออกมาแล้วจะกินได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย แต่เขาก็ต้องทำตามหน้าที จึงรับปากนางและไปถามหลงจู๊เสียก่อน
เพราะแต่ละวันมีคนมาขอทำอาหารให้นายน้อยกินมากมาย
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ”
หลังจากเห็นว่าเสี่ยวเอ้อเดินไปแล้วถิงหรูหนิงก็กระซิบถามลูกสาวอย่างเป็กังกล
“หลินเอ๋อร์เ้าไปพูดเช่นนั้นได้ยังไง และที่สำคัญลูกไม่เคยทำอาหารเลยสักครั้ง”
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วง ถ้าหากข้าไม่มั่นใจข้าไม่พูดหรอกเ้าค่ะ”
ถิงหรูหนิงมองหน้าลูกสาวที่มีความมั่นใจเต็มใบหน้า
“พ่อว่าอย่าเลยนะลูกถ้าเกิดเ้าทำไม่ถูกปากเถ้าแก่น้อย แล้ว..เขาจะลงโทษเ้าเอาได้นะ” มู่หย่งเกิงเอ่ยคัดค้าน
และแล้วเสี่ยวเอ้อที่มู่หว่านหลินสอบถามก็เดินกลับมาที่โต๊ะที่พวกนางนั่งอยู่
“แม่นางหลงจู๊บอกว่าหากเ้าอยากทำมีค่าวัตถุดิบหนึ่งตำลึงทอง ท่านยินยอมจ่ายหรือไม่ขอรับ”
วันนี้นายน้อยไม่ได้ออกไปที่ไหนหลงจู๊เลยอนุญาติให้คนมาขอทำอาหารได้้ทำ เผื่อจะมีสักคนที่ทำอาหารถูกปากนายน้อย และที่ต้องเก็บค่าทำเพราะป้องกันพวกต้มตุ๋นหวังแต่เงินรางวัล
“ยินยอมเ้าค่ะ” มู่หว่านหลินตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
“เช่นนั่นเชิญตามข้าน้อยมาทางนี้ขอรับ”
“ข้าขอให้พี่ชายทั้งสองไปเป็ลูกมือได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ”
“ท่านพ่อท่านแม่เดียวข้ากลับมานะเ้าคะ พวกท่านก็กินอาหารไปก่อนได้เลยไม่ต้องรอพวกข้า"
“ได้ๆ พ่อกับแม่จะรอพวกเ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”
“ข้าจะไปเอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงทองมาให้พวกท่าน ”
ก่อนจะเดินตามเสี่ยวเอ้อไปมู่หว่านหลินหันมาพูดเบาๆให้พ่กับแม่ของนางได้ยิน
มู่หย่งเกิงได้ยิน้ช่นนั้นก็ภาวนาขอให้นางอย่าทำครัวของร้านไหม้ก็พอเื่เงินเขาไม่ได้อยากได้มากขนาดนั้น ความปลอดภัยของลูกสาวเขาสำคัญที่สุด
ส่วนถิงหรูหนิงก็ภาวนาขอให้นางทำอาหารออกมากินได้ก็พอแล้ว