เมื่อมาถึงประตูทางเข้าเรือนของมารดาเพียงเสิ่นจื่อโยวปราดตามองก็พบกับองครักษ์เวรยามพร้อมอาวุธหลายคนที่ยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตูห้องของมารดามีเสียงแหบแห้งสะอื้นไห้และเสียงเคาะประตูของมารดาดังเล็ดลอดออกมา
ปังๆๆ! ปังๆๆ!
“เปิดประตู รีบเปิดประตูให้ข้า!เสิ่นอี้กวง! เ้าหมาป่าตาขาว! แต่ก่อนตระกูลซูของพวกเราปฏิบัติต่อเ้าอย่างไรมายามนี้เ้ากลับปฏิบัติต่อลูกสาวของเราเช่นนี้?! หากไม่ใช่เพราะตระกูลซูของพวกเราเ้าจะรุ่งเรืองมีเกียรติยศเช่นทุกวันนี้หรือพวกเขากล่าวหาว่าโยวเอ๋อร์ขโมยไข่มุกบรรลัยกัลป์สภาพโยวเอ๋อร์เยี่ยงนั้นจะเป็หัวขโมยได้อย่างไร หากเ้ากล้าทำร้ายโยวเอ๋อร์ ข้าจะพลีชีพสู้กับเ้าสักตั้งรีบเปิดประตูให้ข้า!”
องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกมองตรงไปด้านหน้าไม่ไหวติง
ความโกรธพลุ่งพล่านจากก้นบึ้งของหัวใจเสิ่นจื่อโยวยามนี้เสียงของมารดาแปรเปลี่ยนเป็แหบพร่าเห็นได้ชัดว่านางเคาะประตูเป็เวลานานแล้ว
บิดาของนางผู้นั้น เพื่อ้าขัดขวางไม่ให้มารดาไปช่วยนางที่ห้องลงทัณฑ์เขาถึงขั้นจับมารดาของนางขังไว้ในห้อง?!
เสิ่นจื่อโยวก้าวเท้ายาว ๆ ตรงไปยังห้องของมารดา
เมื่อองครักษ์เห็นคนบุกเข้ามาก็รีบยกดาบสกัดกั้นเบื้องหน้าเสิ่นจื่อโยว
“นายท่านมีคำสั่ง ฮูหยินไม่สามารถก้าวออกจากประตูห้องแม้เพียงก้าวเดียวนอกเสียจากนายท่านจะมาด้วยตนเอง”
สายตาเย็นเยียบของเสิ่นจื่อโยวกวาดมององครักษ์นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “เขาเพียงกล่าวว่าไม่ให้ท่านแม่ออกมาแต่ไม่ได้กล่าวว่าไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปใช่หรือไม่”
“นี่...” องครักษ์ตะลึงงันไป
“ถอยไป!มิเช่นนั้นอย่าได้กล่าวว่าข้าไม่เกรงใจ!” เสิ่นจื่อโยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดั์ตาดำขลับดุจยามราตรีประหนึ่งบ่อน้ำเย็นสองบ่อหนาวเย็นจนพาให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน
บรรดาองครักษ์จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าผู้ที่คิดบุกเข้าไปในห้องของฮูหยินแท้จริงแล้วก็คือบุตรสาวสติวิปลาสของนางผู้นั้น...ปานสีเขียวคล้ำบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวจดจำได้ง่ายด้วยว่ามันอัปลักษณ์จนทำให้ผู้คนที่ได้เห็นยากจะลืมเลือน
แต่ผู้ที่ดูมีอำนาจบารมีเช่นนี้จะเป็คนสติวิปลาสได้อย่างไร
เสิ่นจื่อโยวอาศัยจังหวะที่พวกเขากำลังตะลึงงันผลักอีกฝ่ายออกไปในขณะเดียวกันนางก็หยิบกุญแจมาจากร่างของคนผู้หนึ่งก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไป
“เอ๋! ช้าก่อน!”ในที่สุดก็มีองครักษ์คนหนึ่งที่ได้สติ เขาคิดจะเข้าไปห้ามปรามเสิ่นจื่อโยว
ทว่าองครักษ์อีกคนหนึ่งกลับจับข้อมือของเขาไว้พลางโคลงศีรษะ
“นำเื่นี้ไปรายงานนายท่าน”องครักษ์นายนี้กล่าวอย่างชาญฉลาด
ยามนี้เสิ่นจื่อโยวดูผิดแผกไปจากเดิมเทียบกับการห้ามปรามไม่ให้นางเข้าไปมิสู้รีบรายงานนายท่านดูว่านายท่านจะมีคำสั่งอย่างไร
การปรากฏตัวของเสิ่นจื่อโยวทำให้ซูหวั่นเยว่เบิกตากว้างอย่างเหลือจะเชื่อนางมองบุตรสาวที่ดูต่างไปจากวันวานเดินเข้ามาหานางด้วยสายตาตื่นตะลึง
“ท่านแม่ ลำบากท่านแล้ว”เสิ่นจื่อโยวโอบไหล่ของนางเบา ๆ ก่อนประคองนางขึ้นมา
“จื่อ...จื่อโยว?” ซูหวั่นเยว่แทบไม่กล้าเชื่อสายตาของตนเอง
“ข้าเอง ท่านแม่ข้ามิใช่คนสติวิปลาสแล้ว ต่อไปให้ข้าได้แสดงความกตัญญูต่อท่านเถิด”เสิ่นจื่อโยวกล่าวกับซูหวั่นเยว่ด้วยรอยยิ้ม
ริมฝีปากทั้งคู่ของซูหวั่นเยว่สั่นระริกหยาดน้ำตาขนาดใหญ่เท่าเม็ดถั่วไหลรินอาบแก้มของนางโดยพลัน
“มาให้แม่ดูเ้าหน่อย”ซูหวั่นเยว่ยกมือขึ้นััใบหน้าของบุตรสาว
ใต้ฝ่ามือคืออุณหภูมิอุ่นร้อนเสมือนจริงนี่...นี่มิใช่เพียงภวังค์ฝัน
นางเคยฝันถึงเหตุการณ์ทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในภวังค์ฝันโยวเอ๋อร์มีสติสมบูรณ์ นางเปลี่ยนเป็หญิงสาวงดงามมีความสามารถไม่มีผู้ใดสามารถรังแกบุตรสาวของนางได้
เพียงแต่เมื่อตื่นขึ้นภาพเหตุการณ์นี้กลับแปรเปลี่ยนเป็เพียงฟองอากาศที่แตกสลายอันตรธานหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
“ท่านแม่ อย่าร้องไห้อีกเลยวันเวลาข้างหน้าต้องดีขึ้นแน่นอน” เสิ่นจื่อโยวช่วยนางซับน้ำตาบนใบหน้า
“ไม่ร้อง ไม่ร้องแล้ว แม่ดีใจมากแม่ไม่ร้องแล้ว” ซูหวั่นเยว่กล่าวพลางกุมมือของบุตรสาวไว้ทว่าน้ำตากลับยิ่งพรั่งพรูออกมา
หลายปีมานี้นางใช้ชีวิตไปกับการกล่าวโทษตนเองนางตำหนิตนเองที่ยามตั้งครรภ์ไม่รู้จักระมัดระวังตนให้ดีจนถูกคนลอบวางยานางกล่าวโทษตนเองที่ไม่สามารถมอบร่างกายที่แข็งแรงและชีวิตที่มีความสุขในวัยเยาว์ให้กับบุตรสาวได้นางโทษตนเองที่ไม่รู้จักมองคนให้กระจ่างเฝ้าแต่โอบกอดความหวังที่ไม่มีวันได้รับจากเสิ่นอี้กวง...
สิ่งที่ต้องกล่าวโทษตนเองมีมากมายมหาศาลทว่ายามนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ซูหวั่นเยว่้า นั่นคือขอให้ตนเองสามารถปกป้องบุตรสาวได้อย่างน้อยก็ขอเพียงทำให้นางได้รับความเ็ปน้อยลง
คืนนี้เสิ่นจื่อโยวนอนอยู่ในห้องเล็กๆ ข้างห้องนอนของมารดา
เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกของซูหวั่นเยว่เสิ่นจื่อโยวจึงกุมมือของนางไว้พลางกล่าวถ้อยคำอบอุ่นใจมากมาย ไม่ทันระวังก็สนทนาจนถึงยามวิกาลนางจึงตัดสินใจพักผ่อนที่นี่
เสิ่นจื่อโยวทิ้งมือลงข้างหมอนนอนหลับอย่างสงบสุข
ลมสายหนึ่งพัดเข้ามาพัดพาเปลวเทียนบนโต๊ะด้านข้างให้พริ้วไหว
“ผู้ใด?!” เสิ่นจื่อโยวชักกริชคมกริบออกมาจากใต้หมอนอย่างรวดเร็วก่อนจะฟันเข้าไปกลางอากาศ!
ทว่ากลับไม่โดนสิ่งใดเลย
ั์ตาของเสิ่นจื่อโยวฉายประกายสับสนในขณะนี้เองก็มีมวลแรงขนาดใหญ่พุ่งเข้าจู่โจมนางอย่างรวดเร็วมันกดนางลงบนเตียงแแ่
เสิ่นจื่อโยวทั้งใทั้งโมโหนางดิ้นรนอย่างแรงเพื่อลุกขึ้น กระทั่งคิดจะใช้กริชฟันออกไปอีกครั้งเพียงแต่ข้อมือของนางกลับรู้สึกเ็ปขึ้นโดยพลันราวกับถูกใครบิดข้อมือจากนั้นกริชก็หลุดออกจากมือ
“เ้าเป็ใครกันแน่!”เสิ่นจื่อโยวตวาดถามเสียงกร้าว
ถึงแม้จะไม่เห็นรูปลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามแต่ด้วยสัญชาตญาณของนางก็รู้ว่าตนเองกำลังถูกอีกฝ่ายกดอยู่ใต้ร่าง
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เสิ่นจื่อโยวทั้งตื่นตระหนกและโมโหลอบจู่โจมนางก็ช่างเถิด แต่การเลือกใช้วิธีการอันน่าละอายเช่นนี้มันเื่อะไรกัน?!
“เหอะ ๆพอเปลี่ยนเป็ฉลาดก็ดูน่าสนใจขึ้นแล้ว”น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยแรงดึงดูดดังขึ้นข้างหูของเสิ่นจื่อโยว ขณะที่กล่าวลมหายใจอุ่นร้อนก็รินรดใบหูของนาง
ชาติก่อนบริเวณใบหูของเสิ่นจื่อโยวไวต่อสิ่งเร้าคาดไม่ถึงว่าชาตินี้เมื่อได้เปลี่ยนเปลือกใหม่แล้วนางก็ยังคงเป็เช่นนี้ไม่นานนักใบหูของนางก็ปรากฏสีชมพูเรื่อ
ท่าทางน่า ‘อับอาย’ นี้ไม่ใช่สิ่งที่นางประสงค์สักนิด
“ปล่อยข้า!” เสิ่นจื่อโยวขบฟันแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยว
“ไม่ปล่อย!”ฝ่ายตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ยางอาย ดูคล้ายเขายังเขยิบเข้าใกล้นางขึ้นอีกนิด
เพราะเสิ่นจื่อโยวรู้สึกว่าเสียงนั่นประชิดนางเข้ามามากขึ้นใกล้จนราวกับเปล่งออกมาจากหูของตนเอง ทั้งยังคลอเคล้าไปด้วยลมหายใจแ่เบา
“เ้าเป็ใคร คิดจะทำสิ่งใดกันแน่” เสิ่นจื่อโยวตั้งสติถามเขาอย่างตรงไปตรงมา
ความน่าจะเป็มากมายวาบผ่านขึ้นในหัวเดิมนางคิดว่าคงเป็คนที่เสิ่นเฉี่ยวเหลียนส่งมาจัดการนางเพราะใน่กลางวันนางทำให้เสิ่นเฉี่ยวเหลียนได้รับความสูญเสียครั้งใหญ่ทว่ายามนี้มองดูแล้วคล้ายจะไม่เป็เช่นนั้น
หรือฝ่ายตรงข้ามประสงค์สิ่งใดจากบนร่างของนางเพียงแต่...นางทั้งอัปลักษณ์และไร้ประโยชน์เช่นนี้ ในจวนเสนาบดีนางไร้ซึ่งความสำคัญอันใดฝ่ายตรงข้ามจะหาประโยชน์ใดจากบนร่างของนางได้
มองอารมณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏวาบบนดวงตาเฉลียวฉลาดคู่นั้นของเสิ่นจื่อโยวฝ่ายตรงข้ามก็ผุดเสียงหัวเราะต่ำเบาออกมา
เขาไม่ได้ตอบคำถามของเสิ่นจื่อโยวแต่กลับทิ้งไว้เพียงสามคำ
“เ้าลองเดา?”
เสิ่นจื่อโยว “...เดาไม่ออก”
“เช่นนั้นเ้าลองเดาดูอีกครั้ง?”
เสิ่นจื่อโยว “...”
หากสามารถแตะต้องร่างของคนผู้นี้ได้ นางจะต้องขยำเขาเป็ก้อนกลมแล้วโยนออกไปนอกหน้าต่างเป็แน่!