ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่67 กิจกรรมงานรื่นเริงค่ายกล 2

    เสียงของชายชราบนแท่นหินสูงยังคงก้องกังวานไปทั่วลานพิธีที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมจันทร์กระจ่างพัดเอื่อยๆ พาเงาใบไม้พลิ้วไหวแนบไปกับพื้นดิน


    “ซ่งฮวา ศิษย์ทั่วไป”


    เสียงเรียกชื่อดุจสายลมที่พัดผ่านผืนน้ำอันเงียบสงบ ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปยังชายหนุ่มร่างผอมผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ในแถวหลังสุด เขาสะดุ้งเล็กน้อยแล้วเดินออกมาข้างหน้าอย่างประหม่า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นตระหนก


    “ข้า… ข้าคิดว่า ภาพค่ายกลนี้ สื่อถึง… คลื่นทะเลที่ซัดสาดไปมา… คะ คงหมายถึงการเบี่ยงเบนความคิดของผู้ที่ตกอยู่ในกล เพื่อมิให้มองเห็นทางออกที่แท้จริง…”


    เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย ใบหน้าท่วมไปด้วยเหงื่อ ทั้งหมดที่เขากล่าวมานั้นมิใช่ผิด หากแต่ยังตื้นเขินเพียงผิวน้ำ เสียงพึมพำจากหมู่ศิษย์ดังคล้ายคลื่นใต้น้ำที่ซัดสาด


    ชายชราเพียงพยักหน้ารับ แววตานิ่งสงบ ปราศจากการยืนยันหรือปฏิเสธใดๆ


    เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกคำถามที่ถูกโยนออกมานั้นล้วนหนักหน่วงประหนึ่งดาบทมิฬที่ถาโถมลงกลางใจ เหล่าศิษย์ที่ถูกเรียกชื่อทยอยออกมาตอบ บ้างเห็นเป็นเขาวงกตที่ไร้ทางออก บ้างว่าเป็นภูเขาสลับซับซ้อนที่หลอกลวงสายตา บ้างเห็นเป็นเงาอสูรที่ซ่อนกายอยู่


    ท่ามกลางม่านหมอก ทุกคำตอบล้วนเป็นภาพที่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของผู้ตอบเอง ไม่มีผู้ใดสามารถจับต้องจิตแก่นแท้ของค่ายกลนี้ได้อย่างครบถ้วน


    บรรยากาศเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงรั้งอยู่กลางอากาศ บางผู้ขมวดคิ้วมุ่น บ้างถอนหายใจยาว บ้างกระซิบปรึกษากันเบาๆ ด้วยความวิตกกังวล


    ขณะนั้นเอง เสียงแผ่วเบาราวลมกระซิบก็ดังขึ้นภายในจิตสำนึกของอวี้เหวิน


    “สิ่งที่เจ้ากำลังเห็นนั้น คล้ายเงาในกระจกที่สะท้อนห้วงจิตใจ มิใช่หรือ?”


    เป็นเสียงของจ้าวชิงอวิ๋นผู้หนึ่ง ซึ่งในยามนี้ยืนอยู่ด้านนอกลานพิธีจัดกิจกรรม ดวงตาเรียวยาวเยือกเย็นจับจ้องมายังร่างของอวี้เหวิน แม้ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ หากแต่สายตานั้นแฝงเร้นแรงกระตุ้นราวกับมีพลังลึกล้ำไหลผ่านสายลมเข้าสู่ห้วงความคิด


    “มันคือภาพมายาที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนสภาวะจิตของผู้ที่ถูกกักขัง เงาของอสูรคือจิตอาฆาต วงวนคือความหลงผิด คลื่นทะเลคือความไม่แน่นอน เจ้าจงกล่าวตามนี้ รับรองว่าเจ้าจะผ่านการทดสอบนี้ไปได้อย่างแน่นอน”


    คำแนะนำที่อ่อนโยน ทว่านัยยะกลับแฝงไว้ซึ่งกลอุบาย แม้ฟังดูมีเหตุผล หากแต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อวี้เหวินกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ขัดแย้งกับความเข้าใจลึกซึ้งในจิตใจของตน


    ดวงตาคมกริบภายใต้เส้นผมที่พลิ้วไหวของเขาหลุบต่ำลงชั่วครู่ จิตใจเงียบสงัด ความทรงจำแห่งการศึกษาเคล็ดลับค่ายกลจากคัมภีร์ของหม่าเทียนหลัวในยามก่อนพลันหวนคืนมา


    ‘หากเป็นดังที่เขากล่าว แล้วเหตุใดเส้นสายของค่ายกลจึงพาดทับซ้อนกันหลายชั้น บิดเบี้ยวจนไร้รูปทรง หากเพียงเพื่อสะท้อนสภาวะจิตใจ ภาพเช่นนี้ควรจะสื่อความหมายอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ข้าเห็นคือ ความจงใจที่จะกลบเกลื่อนความจริง ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งเบี่ยงเบน’


    ดวงตาของเขาค่อยๆ เงยขึ้น สายตานิ่งแน่วราวกับผืนน้ำในคืนที่ไร้ซึ่งคลื่นลม และในห้วงเวลานั้นเอง เสียงอันหนักแน่นของชายชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง


    “อวี้เหวิน ศิษย์ทั่วไป”


    ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ ผู้คนหันขวับมามอง ดวงตาหลากหลายคู่จับจ้องไปยังร่างในชุดดำที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังแถว


    เขาถอนหายใจแผ่วเบา ร่างสูงสง่าก้าวเท้าออกมาจากแถวพลางยกมือประสานอย่างนอบน้อม แววตาเรียบสงบ แม้ใบหน้าไร้อารมณ์ หากบรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนราวมีบางสิ่งอุบัติขึ้น


    เขาเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับกระบี่ที่ค่อยๆ ถูกชักออกจากฝัก


    “ศิษย์เห็นว่า… ค่ายกลนี้มิได้สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวง มิใช่เพื่อสะท้อน มิใช่เพื่อกักขัง หากแต่เป็น… ค่ายกลลวงเพื่อกลบค่ายกลแท้”


    คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ทวีความกดดันขึ้นไปอีกขั้น


    “ภาพเงาอสูร หรือวงวนเขาวงกต หาใช่เป้าหมายหลักของผู้รังสรรค์กล หากแต่เป็นเพียงสิ่งเบี่ยงเบนสายตา เพื่อปกป้องบางสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในชั้นลึกสุด… เช่นนี้ จึงบังเกิดลวดลายที่ซ้อนทับ พื้นผิวที่บิดเบี้ยวราวกับคลื่น กระจก และความฝัน”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา


    “อาจจะผิดหลักการ หากพิจารณาตามตำรา แต่หากมองด้วยสายตาของผู้ที่ปรารถนาจะซ่อนเร้นสิ่งใดไว้จริงๆ… ข้ากลับเห็นว่านี่คือค่ายกลซ้อนกลเพื่อป้องกันเจตนาอันลึกซึ้งในเงามืดมิด”


    ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาฉายประกายแห่งความครุ่นคิด ทว่าก็เพียงพยักหน้าลงอย่างสงบนิ่ง


    “เป็นคำตอบที่… ดี”


    เพียงสั้นๆ เท่านั้น แต่ริมฝีปากที่เหี่ยวย่นกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่เคยนิ่งสงบพลันทอแสงวาววาม ดุจผู้ที่ได้เห็นประกายแห่งปัญญาในห้วงหมอกอันมืดมิดของเยาวชนตรงหน้า


    เสียงของเขากล่าวต่อในทันที ราวกับมิปรารถนาให้ผู้ใดได้จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดนานเกินไป


    “ผู้ต่อไป… เซียวฝาน ศิษย์ทั่วไป”


    เสียงแห่งชีวิตกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทว่าในห้วงใจของผู้คน กลับมีเงาของชื่อหนึ่งฝังแน่นอยู่


    อวี้เหวิน นามของผู้กล่าวถ้อยคำที่ดูเหมือนจะขัดต่อหลักการ แต่กลับสั่นคลอนความคิดของผู้ฟังได้ทั้งลานพิธี




    ...


     เวลาล่วงเลยผ่านไป หลายคนถูกชายชราเอ่ยถาม มีทั้งผู้ที่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจนพูดไม่ออก และผู้ที่สับสนจนมิอาจหาคำตอบได้ กระทั่งเสียงชายชราเอ่ยเรียกชื่อ “หานลู่ ศิษย์ทั่วไป”


    กลางลานศิลาอันกว้างใหญ่ รอบกายเงียบสงัดราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็ง เหล่าศิษย์ทั้งหลายทอดสายตาจับจ้องไปยังบุรุษผู้หนึ่ง… ผู้มีนามว่า “หานลู่”


    เขาเป็นเพียงศิษย์ทั่วไปในชุดผ้าฝ้ายสีหม่น มิได้สง่างาม มิได้โดดเด่น ทว่ากลับยืนอย่างสงบมั่นท่ามกลางสายตานับร้อย เสมือนต้นไม้ไร้ดอกที่หยั่งรากลึกในหุบเขา มิหวั่นไหวต่อลมพายุ ร่างนั้นมิได้ขยับมากนัก เพียงยกมือขึ้นประสานไว้เบื้องอกด้วยกิริยาสุภาพนอบน้อม


    “ศิษย์… หานลู่ ขอถวายคำตอบ” เสียงของเขานุ่มนวลทว่าหนักแน่น แม้มิได้กึกก้อง หากแต่กลับฝังแน่นในโสตของผู้ฟังดุจเสียงระฆังที่ดังก้องอยู่ในห้วงใจ


    เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาทีละคำอย่างช้าๆ น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง หากแต่สะท้อนถึงปัญญาและการไตร่ตรองมาแล้วอย่างลึกซึ้ง


    “ค่ายกลที่ปรากฏ… หาใช่เพียงภาพมายาที่หลอกลวงสายตา หากแต่คือกระจกที่สะท้อน ‘ภาวะจิตของผู้ที่พบเห็น’ เส้นสายที่สับสนมืดมัวนั้น เปรียบดั่งจิตใจของผู้ที่เผชิญกับอุปสรรคในชีวิต อันเต็มไปด้วยความลังเล ความสับสน ความหวาดกลัว และความคลางแคลงใจ ลวดลายที่วูบไหวเปลี่ยนแปลงอยู่มิหยุดหย่อน หมายถึงความคิดที่พลิกผัน มิอาจหยุดนิ่ง ส่วนพื้นผิวที่บิดเบี้ยวแตกหัก… คือการปะทะกันระหว่างความจริงกับมายา”


    เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียบสงบ ทว่ากลับวาบประกายความแหลมคมประหนึ่งหยั่งลึกลงไปถึงเบื้องหลังของค่ายกลนั้น


    “ดังนั้น… หลักแห่งการวางค่ายกลนี้ มิได้ตั้งขึ้นเพื่อสกัดกั้นผู้รุกราน มิได้ใช้เพียงเพื่อโจมตีหรือพรางเร้น หากแต่เพื่อทดสอบ ‘แก่นจิตแห่งผู้ที่ผ่านทาง’ ผู้ใดมีจิตใจที่แข็งแกร่งพอ จักสามารถมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้มายา ผู้ใดมีจิตใจที่อ่อนแอ ย่อมติดกับดักของตนเอง จุดประสงค์ที่แท้จริงของค่ายกล… คือการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ ผ่านเงามายาที่สั่นคลอน จึงจะสามารถก้าวพ้นไปสู่วิถีที่แท้จริงได้”


    คำกล่าวเหล่านั้นสงบเย็นดุจหยาดน้ำที่ตกลงบนผิวน้ำอันราบเรียบ ทว่ากลับสั่นสะเทือนลึกลงไปถึงหัวใจของผู้ฟัง หลายคนเบิกตากว้าง บ้างหน้าซีดเผือด ราวกับถูกถอดเปลือยจิตใจด้วยวาจาของเขา


    ชายชราในชุดสีน้ำครามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากที่เคยขมวดมุ่นกลับคลี่ออกช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่หาได้พบเห็นได้ยากนัก


    “เยี่ยม… เยี่ยมยิ่ง” เขาพึมพำเบาๆ ทว่าเสียงนั้นกลับดังก้องอยู่ในห้วงจิตของทุกผู้คน ประหนึ่งผนึกวิญญาณให้ตื่นจากห้วงแห่งความฝัน


    ข้างลานประลอง เสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่มขึ้นในทันที


    “เจ้าหานลู่นั่น… ตอบเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”


    “หรือว่า… เจ้านั่นจะเหนือกว่าอวี้เหวินเสียอีก?”


    ขณะที่ความคิดยังคงวูบไหวอยู่ในห้วงใจของผู้คนทั้งลาน ชายชราก็เอ่ยเรียกผู้ต่อไปตามลำดับ รายแล้วรายเล่า คำตอบถูกบอกกล่าวต่อหน้าสายตาทุกคู่ และในที่สุด การทดสอบในรอบแรกก็สิ้นสุดลง


    จากนั้น ชายชราก้าวขึ้นสู่แท่นสูงด้วยอิริยาบถที่มั่นคงแม้จะล่วงเลยกาลเวลามานาน


    “การทดสอบในด่านแรก… ‘เนตรทิพย์ไขปริศนา’ บัดนี้ได้จบลงแล้ว” เสียงของเขาก้องกังวาน ราบเรียบทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม “จากนี้ไป จักเข้าสู่ด่านที่สอง ‘ปัญญาพาพ้นทาง’ ขอให้ทุกท่านเตรียมจิตใจให้พร้อม อย่าได้คิดว่าด่านแรกนั้นง่าย แล้วประมาทในด่านต่อไป…”


    ขณะนั้นเอง ศิษย์หญิงผู้หนึ่งในชุดสีน้ำเงินรัดกุมเดินขึ้นมาข้างกาย กระซิบบางสิ่งข้างหูชายชรา ดวงตานางกวาดมองไปรอบลานครู่หนึ่ง แล้วก้าวถอยลงไปอย่างเงียบเชียบ


    ชายชราหลุบเปลือกตานิ่ง สายตาในห้วงความคิดวูบไหวฉายแววครุ่นคิด


    “เนื่องด้วยมีผู้รายงานว่า มีผู้วางเดิมพันในการทดสอบ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน “เราจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกติกาเล็กน้อย”


    เสียงทั่วทั้งลานเงียบกริบลงในทันที


    “เดิมที… เราจะประกาศคะแนนภายหลังจากที่การทดสอบทั้งสี่ด่านได้สิ้นสุดลง ทว่า… บัดนี้ เราจะประกาศคะแนน ทันที หลังจากจบการทดสอบในแต่ละด่าน เพื่อความโปร่งใส และความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน”


    สีหน้าของผู้คนหลายคนแปรเปลี่ยนไปในทันที บ้างเผยรอยยิ้มอย่างมีความหวัง บ้างหน้าซีดเผือดราวกับคนไร้เลือดฝาด


    “เช่นนั้นแล้ว… โปรดรอคอยอีกครู่หนึ่ง คะแนนของการทดสอบในด่านแรกจะถูกประกาศในอีกไม่ช้า” ชายชรากล่าวจบแล้วก้าวถอยหลังช้าๆ เบื้องล่างเหล่าศิษย์ต่างตกอยู่ในความตึงเครียดและคาดหวัง


    ในมุมหนึ่งของลาน อวี้เหวินหลุบเปลือกตาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ


    ข้างกายอีกฝั่ง หานลู่ยังคงยืนสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ปราศจากความหวั่นไหวใดๆ หากภายในจิตใจกลับเต้นระรัวอย่างเงียบเชียบ ดุจคลื่นใต้น้ำที่ลึกและเชี่ยวกราก


    …


    ท้องฟ้ายามค่ำคืนดุจผืนผ้าไหมสีดำผืนใหญ่ที่ปกคลุมเหนือฟากฟ้า แสงจันทร์ที่รางเลือนส่องลอดกลุ่มเมฆาจางๆ ราวกับภาพในห้วงฝัน สายลมเฉื่อยฉิวพัดผ่านลานพิธีอันกว้างใหญ่ ปลิดกลีบใบไม้ให้ปลิวว่อนลงมาประหนึ่งสายฝนแห่งใบไม้ที่ร่วงโรย


    เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปครู่หนึ่ง บุรุษชราผู้นั้นก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง ท่วงท่าก้าวเดินสงบมั่นคง เงียบสงัดเฉกเช่นวิญญาณลึกลับไร้ร่องรอย แผ่นหลังยังคงเหยียดตรงดุจไม้ไผ่ที่แข็งแกร่ง นัยน์ตาที่เรียบเฉียบของเขากวาดมองผู้คนทั้งหลายเบื้องล่างแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษบางในมือขึ้นมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม


    “บัดนี้… ผลคะแนนของการทดสอบในด่านที่หนึ่ง ‘เนตรทิพย์ไขปริศนา’ ได้ถูกรวบรวมเสร็จสิ้นแล้ว”


    น้ำเสียงของเขาก้องกังวานชัดเจน ราวกระแสธารที่ไหลหลั่งผ่านผาหิน ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัดลงในพริบตา สายตาทุกคู่จับจ้องมายังชายชราอย่างแน่วแน่มั่นคง


    “กิจกรรมทดสอบทั้งสี่ด่านในวันนี้ มีคะแนนรวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแต้ม ด่านที่หนึ่ง มีค่าเท่ากับยี่สิบแต้ม ด่านที่สองสามสิบแต้ม ด่านที่สามสามสิบแต้ม และด่านสุดท้ายอีกยี่สิบแต้ม รวมเป็นหนึ่งร้อยแต้มเต็ม”


    เขาหยุดเล็กน้อยเพื่อให้ถ้อยคำซึมซับเข้าไปในจิตใจของผู้ฟังทุกผู้คน ก่อนจะกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ


    “ในการทดสอบด่านที่หนึ่งนี้ แบ่งออกเป็นสี่รอบ ความยากจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ รอบแรก มีค่าสองแต้ม รอบที่สอง สี่แต้ม รอบที่สามหกแต้ม และรอบสุดท้าย แปดแต้ม รวมเป็นยี่สิบแต้ม”


    เมื่อประโยคนี้จบลง สีหน้าของศิษย์หลายผู้พลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บางคนริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง บางผู้แอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ราวกับพายุคลื่นได้โถมซัดเข้าสู่กลางใจโดยมิได้ทันตั้งตัว


    “และผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าสิบสองแต้ม… ตกรอบทันที”


    คำกล่าวนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของผู้ใฝ่ฝัน ศิษย์บางคนหน้าซีดเผือดราวกับโลหิตจางหายไปจากใบหน้า บ้างหลุบเปลือกตาลงแน่น หวังเพียงชื่อของตนจะไม่ถูกเอ่ยถึงเบื้องหน้า


    ชายชราชำเลืองสายตามองเหล่าศิษย์แวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบไร้ซึ่งความรู้สึก “อันดับที่หนึ่ง… สิบเจ็ดเเต้ม ศิษย์ทั่วไป อวี้เหวิน โดยถูกหักเเต้มในรอบสุดท้ายไปสามเเต้ม”


    ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงก็ปะทุขึ้นจากใต้ลานพิธี ราวกับระลอกคลื่นที่ซัดเข้าสู่ชายฝั่ง


    “สิบเจ็ดเเต้ม! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะทำได้ถึงเพียงนี้!”


    “หึ เขาเอาชนะหานลู่ในรอบนี้ไปแล้ว ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งต่อศูนย์!”


    หลายคนถึงกับลุกขึ้นยืนจากเบาะฟาง ส่งเสียงตื่นตะลึง บ้างแม้ตนเองจะตกรอบไปแล้วกลับหัวเราะรื่นเริงเอ่ยว่า


    “ข้าแม้จะมิได้ไปต่อ แต่การได้เห็นคนเหล่านี้ประลองกันก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว!”


    บนเวที ชายชรามิได้สะทกสะท้านต่อเสียงอื้ออึงนั้น เขาก้มลงมองรายชื่อเบื้องหน้า เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง


    “อันดับที่สอง… สิบหกเเต้ม ศิษย์ทั่วไป หานลู่ โดยถูกหักไปสี่เเต้มในรอบที่สอง”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกระลอก ครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงอุทานแผ่วเบา


    “ห่างกันเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น!”


    “เฉียดฉิวจริงๆ… หากหานลู่ไม่พลาดในรอบที่สอง บางทีอาจจะแซงขึ้นไปแล้วก็ได้!”


    ณ มุมหนึ่งของลานพิธี เด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนกอดอก ดวงตาเรียบสงบ ผิวพรรณธรรมดามิได้น่าจดจำนัก แต่แววตากลับลึกล้ำเกินหยั่งถึง เขาคือ หานลู่ ผู้ซึ่งแม้ถูกเอ่ยชื่อและเสียงฝูงชนดังสนั่น ก็ยังคงยกยิ้มบางๆ เท่านั้น


    “พลาดพลั้งก็คือบทเรียน… ใช่ว่าการตามหลังเพียงก้าวเดียวจะหมายถึงการสิ้นหนทางเดิน” เขาพึมพำกับตนเองในใจ


    เมื่อประกาศอันดับถัดไปอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงสุดท้าย ชายชราก็หยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงชัดเจน


    “และผู้ที่ได้เเต้มต่ำที่สุดของด่านนี้… สองเเต้ม ศิษย์ทั่วไป จ้าวเสวียนอวี้”


    เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นราวกับสายน้ำที่แตกตื้น


    “สองเเต้ม? เจ้าหลับใหลอยู่หรือไรในระหว่างการทดสอบ!”


    “ข้าเห็นเขาหน้าเหม่อลอยตั้งแต่ต้นแล้ว… มิผิดแน่!”


    เด็กหนุ่มผู้ถูกเอ่ยชื่อหน้าแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทา ดวงตาเจื่อนจางมิอาจสบสายตาผู้ใด บางคนในกลุ่มเพื่อนของเขาตบไหล่เบาๆ ด้วยความเห็นใจ ขณะที่คนอื่นๆ กลับยิ้มเยาะกันอย่างออกหน้าออกตา


    เมื่อเสียงในลานเริ่มจางหายไป ชายชราก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    “การประกาศผลคะแนนในด่านแรกเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ที่สามารถผ่านเข้าสู่ด่านต่อไปมีทั้งสิ้นสามสิบคน ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อม… อีกสองร้อยลมหายใจนับจากนี้ จักเริ่มการทดสอบในด่านที่สอง ‘ปัญญาพาพ้นทาง’ ในทันที”


    ประโยคสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกับสายลมอ่อนแผ่วที่พัดผ่านลานพิธี คล้ายเสียงกระซิบจากสรวงสวรรค์ บรรดาศิษย์ที่ยังคงเหลืออยู่ ต่างก้มศีรษะลงนั่งสมาธิ หรือพูดคุยเตรียมใจกันอย่างเงียบๆ บ้างก็ทอดสายตาไปยังอวี้เหวินและหานลู่ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง การเผชิญหน้าอันแท้จริง… กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว


    ...


    ณ ใจกลางลานศิลากว้างใหญ่ เมื่อเสียงของสายลมหอบหนึ่งซัดผ่านกลีบเหมยที่โปรยปรายอยู่เหนือฟากฟ้า ชั่วลมหายใจสองร้อยระเหยสลายไปในพริบตา บรรยากาศอันเคร่งขรึมก็พลันแปรเปลี่ยน


    ชายชราผู้นั้นก้าวขึ้นเวทีอีกครา กายสูงชรากลับเปี่ยมอำนาจดุจเขาใหญ่ยืนหยัดมิไหวเอน ดวงเนตรลุ่มลึกเฉกเช่นค่ายกลอันสลับซับซ้อนจับจ้องไปยังเหล่าศิษย์ตรงเบื้องหน้า


    “เหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่เหลือ จงเงี่ยโสตฟังให้ดี” เสียงของเขากระจ่างใสแต่หนักแน่น ปลุกจิตแห่งความระแวดระวังให้ตื่นพลัน “ด่านที่สอง..ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”


    ทันใดนั้น ลานกลางเบื้องหน้าแปรเปลี่ยน เงาแสงวิจิตรล่องลอยเหนือพื้นศิลา เสียงแผ่วเบาดั่งกลไกโบราณถูกรินรดด้วยลมหายใจของเวลา ด้านล่างพสุธาเคลื่อนขยับอย่างแผ่วเบา ราวกับค่ายกลโบราณตื่นจากนิทรา


    “ด่านที่สอง มีนามว่า ปัญญาพาพ้นทาง เป็นการทดสอบพื้นฐานของศาสตร์แห่งค่ายกล...เรียกว่า ไขรหัสค่ายกล” ชายชราหยุดชั่วครู่ ราวปล่อยให้คำกล่าวนั้นแทรกซึมเข้าจิตวิญญาณผู้ฟังทุกผู้


    “การทดสอบแบ่งออกเป็นสามรอบหลัก รอบแรก..จับคู่ความรู้ แผ่นป้ายสองชุดจะถูกฉายตรงกลางลาน หนึ่งเป็นคำถาม หนึ่งเป็นคำอธิบาย...เจ้าต้องจับคู่ความเข้าใจให้ตรงจุด”


    เสียงกระหึ่มของแสงและกลิ่นปราณหมุนวน ครู่ต่อมา ลานกลางก็ฉายภาพชุดป้ายอักขระสีทองหม่นลอยล่องกลางอากาศ คำถามและคำตอบลอยประจันกันในสองแนวขนาน เบื้องล่าง ผู้เข้าสอบทั้งสามสิบคนเงยหน้ามองเงียบงัน


    อวี้เหวินยืนนิ่งอยู่ใต้เงาต้นเหมย เงาใบไม้แตะต้องดวงหน้าของเขาอย่างนุ่มนวล เสื้อคลุมสีดำสนิทพลิ้วไหวตามสายลม ดวงตาของเขาลุ่มลึกดั่งมหานที ก่อนจะหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อทอดมองแผ่นป้ายเหล่านั้น


    หานลู่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาเต็มไปด้วยสมาธิแม้ใบหน้าจะดูธรรมดาไร้พิรุธ เเต่หัวคิ้วขมวดมุ่นขณะไล่สายตามองชุดคำถาม


    ...


    ชุดที่หนึ่ง แผ่นป้ายคำถาม (สลักด้วยอักขระวิจิตร)


    หนึ่ง “ค่ายกลเมฆาครามใช้หลักการลวงตาใดเป็นพื้นฐาน?”


    สอง “ค่ายกลโบราณที่มีการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล เรียกว่าอะไร?”


    สาม “สิ่งใดคือหัวใจของการควบคุมค่ายกล?”


    สี่ “วัสดุใดมักใช้สร้างแก่นกลางของค่ายกลสะท้อนพลัง?”


    ห้า “การจัดวางค่ายกลแปดทิศยึดตามหลักใด?”


    หก “ปรัชญาใดคือพื้นฐานของการแปรเปลี่ยนภายในค่ายกล?”


    ...


    ชุดที่สอง แผ่นป้ายคำตอบ (เคลื่อนหมุนเบาๆ เหนือพื้น)


    หนึ่ง ‘หยินและหยาง สองขั้วกำเนิดที่สร้างความสมดุลและพลวัต’


    สอง ‘หยกดำจากหุบเขาหมื่นปี ซึ่งมีคุณสมบัตินำพลังปราณโดยธรรมชาติ’


    สาม ‘เจิ้งฮว๋า ค่ายกลฤดูเคลื่อนซึ่งอิงตามการเปลี่ยนแปรของดินฟ้า’


    สี่ ‘สายตา การคำนวณ และจิตสัมผัสต้องสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว’


    ห้า ‘ไอหมอก ปราณเย็น และเงาแสงซ้อนทับกัน’


    หก ‘ปากว้าเจิน การวางตำแหน่งสอดคล้องกับฟ้าดิน’


    กลิ่นอายความเงียบพลันหนาหนักขึ้น ทุกสายตาจับจ้องชุดแผ่นป้ายเหล่านั้น เสมือนโลกภายนอกหลอมรวมเป็นนิ่งนิทรา



    * ช่วง5-10ตอนนี้ค่อนข้างจะเเต่งลำบากครับผม เลยลงไม่ค่อยตรงเวลาเท่าไร วันนี้ชดให้ครบตอนเเล้วครับ ฝากสนับสนุนเเละอุดหนุนด้วยนะครับ ผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยครับ (⁠*⁠﹏⁠*⁠;⁠) *

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน