อีกสองสัปดาห์ต่อมา จันทิมาชนะการประมูลโครงการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนที่ต่างจังหวัด ดังนั้นจึงมีคอมเตอร์ชุดใหม่กว่าสี่สิบเครื่องที่เข้ามากองเต็มอยู่ในบริษัท และเตรียมส่งให้ทางโรงเรียน หล่อนมอบให้เป็นหน้าที่ของอรัญในการดูแลการลงซอฟท์แวร์ ซึ่งเขาไม่ได้หนักใจอะไร เพราะนักเรียนที่เข้ามาเรียนหลายคนอยากจะทำหน้าที่นี้ช่วยเขาอยู่แล้ว และอีกไม่กี่วันต่อมา จันทิมานำทีม ขนส่งคอมพิวเตอร์ไปโรงเรียนยังโรงเรียนตัวจังหวัดนครราชสีมา งานนี้ ไม่มีแม้แต่เงาของทองอยู่ จันทิมา บอกแต่เพียงว่า ทองอยู่ไปกัมพูชา เมื่อเขาถามถึงการส่งมอบคอมพิวเตอร์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น นั่นก็คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่จันทิมาเตรียมไว้สำหรับสอนการใช้การดูแลคอมพิวเตอร์ให้กับทางโรงเรียนหลังจากส่งมอบแล้วนั้นประสบอุบัติเหตุระหว่างออกไปเดินตลาดในตัวเมืองภาระจึงตกมาที่อรัญโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า และมันสร้างความลำบากใจให้เขาไม่น้อย เนื่องจากเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาและเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนก็ไม่ได้เตรียมมาด้วย“ถ้าอรัญไม่สอน ก็ไม่มีคนสอนแล้วล่ะ เราจะผิดสัญญากับทางโรงเรียนไม่ได้ คุณเจนเองโชคร้ายกว่าอรัญนะ ไหนจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลคุณพจน์ที่ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ตอนนี้ ไหนจะต้องรับผิดชอบอีกตั้งหลายอย่าง งานเราเริ่มต้นไม่ค่อยสวยเลย ไม่น่าจะมีปัญหาก็มีจนได้”หญิงสาวพูดทั้งใช้กระดาษเอกสารบังแสงแดดที่ส่องหน้า มองขึ้นมาที่เขา ซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้าของรถขนของที่กำลังจะเตรียมตัวกลับ“เราเลื่อนสอนเขาไม่ได้หรือครับ ซ้อ”“ไม่ได้หรอก..เพราะคนที่เขาจะมาเรียนน่ะ ใม่ใช่แค่ครูอาจารย์ในโรงเรียนนี้เท่านั้นเขาเชิญมาจากโรงเรียนอื่นด้วย ยังไงเราก็เลื่อนไม่ได้แน่ๆ”“สอนน่ะสอนได้ แต่ผมไม่ได้เตรียมอะไรมาสักอย่าง โดยเฉพาะอุปกรณ์พักค้างแรม ผมไม่ได้เอามา และสคริปต์การสอนยิ่งไม่มีเลย” เขานิ่วหน้า“ไม่เป็นไรเรื่องเสื้อผ้า คุณเจนหาให้ สคริปต์มีแล้ว เพียงแต่อรัญก็เอาไปอ่านดูก่อนเท่านั้นเอง”“แล้วเราจะพักที่ไหนครับ”“ทางโรงเรียนเขาให้พักที่บ้านพักครู”ดังนั้นอรัญจึงหันไปพูดฝากความกับคนเจี๊ยบเด็กประจำร้านสองสามคำ ก่อนจะโหนตัวกระโดดลงมาและเดินตามหลังนายสาวไปก่อนห้าโมงเย็นเล็กน้อย จันทิมา พาอรัญเข้าไปเสื้อผ้าในตลาด รวมถึงชุดที่ต้องใช้แต่งตัวในการสอน แม้แต่รองเท้าก็ต้องใหม่หมด“ไม่ผู้เน็คไทค์ไม่ได้หรือครับซ้อ..”“ทำไมล่ะ...” นายสาวละสายตาจากการเลือกเน็คไทค์ มามองเขา“ผูกไม่เป็นครับ และอึดอัดตายเลย โดยเฉพาะคอผม มันไม่ค่อยชอบอะไรมาผูกไว้ซะด้วยสิ”เขาพยายามพูดให้เป็นเรื่องตลก แต่นายสาวไม่ได้ตลกด้วย“ไม่ได้หรอก คนที่มาเข้าอบรม เป็นครูอาจารย์นะ ยังไงก็ต้องทำให้ดีหน่อย แต่งตัวดีก็เป็นการให้เกียรติเขา”ช่วงหนึ่งที่นายสาวเลือกเบอร์รองเท้ามาเทียบให้ อรัญอดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า หากว่าคนที่กำลังเลือกข้าวของให้เขาอยู่ในขณะนี้เป็นแฟนของเขา เขาจะมีความสุขสักเพียงไหนกันนะ เพียงความคิดมันก็ทำให้เขารู้สึกละอายใจและดีดหูตัวเองเป็นการลงโทษและเตือนสติเย็นวันนั้น อรัญและจันทิมาเข้ามาปรึกษาและคุยกันถึงแผนที่จะสอนในวันรุ่งขึ้นในห้องคอมพิวเตอร์เพียงลำพัง ก่อนจะแยกย้ายไปนอนตามบ้านพักครูที่ผู้อำนวยการโรงเรียนจัดไว้ให้อรัญนอนไม่ค่อยหลับเนื่องจากต่างที่ ใบหน้าของนายสาวมันวนอยู่ตรงหน้าไม่เลือนหาย และนึกถึงคำบอกราตรีสวัสดิ์ที่หล่อนบอกลาเขาก่อนจะเดินขึ้นบ้านพักไป ตอนที่เขาเดินไปส่งหัวใจหนุ่มมันกลัดกลุ้มอย่างบอกไม่ถูก กระวนกระวาย เมือนึกถึงใบหน้าและสายตาของนายสาว นับแกะ ก็นับแล้ว นับวัวควายช้างม้าก็นับแล้ว“คอมหนึ่ง คอมสอง คอมสาม คอมสี่.........” อบรมคอมพิวเตอร์เสร็จในอีกสองวันต่อมา ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ จันทิมาขับรถผ่านเขาใหญ่ ดังนั้นหล่อนจึงชวนเขาไปเที่ยวน้ำตกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตกเหวสุวัตน้ำตกเหวสุวัตเป็นอุทยานน้ำตกที่รถเข้าได้ถึงใกล้ชิด เดินเท้าเพียง 100 เมตรจากลานจอดรถเท่านั้นเองนายจ้างสาวเดินนำหน้าเหมือนชำนาญทาง มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก เนื่องจากเป็นวันราชการ ไม่ใช่วันหยุด เขาไม่ค่อยได้เที่ยวน้ำตกบ่อยนัก จึงตื่นตาตื่นใจกับสภาพน้ำตกที่มีน้ำไหลตกลงมาอย่างแรง เสียงกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา ความสูงของสายน้ำที่ตกลงมา นับว่าไม่ใช่น้อย เขามองแล้วมันน่าจะสูงกว่า 20 เมตรเลยทีเดียว“ถ่ายรูปให้หน่อยนะ..” จันทิมาควักกล้องจากกระเป๋าและส่งให้“..มีฟิล์มเหลือจากตอนที่ถ่ายงานอบรม ถ่ายได้อีกหลายภาพ”รอยยิ้มในดวงตาภายใต้แว่นกันแดดสีชา ที่มองผ่านเลนส์กล้อง ทำให้อรัญตลึงลานไปพักหนึ่ง กระทั่งลืมกดปุ่มชัตเตอร์“ถ่ายได้หรือยัง อรัญ..ยิ้มเหงือกแห้งแล้วนา”นั่นและเขาจึงได้สติกดปุ่มบันทึกภาพให้นายจ้างสาวไปสองสามท่า“วิวข้างล่างก็สวยนะครับ…ซ้อ “เขาชี้มือบอก“เราไปถ่ายกันข้างล่างดีกว่า”หล่อนรีบเดินนำหน้าและแซงนักท่องเที่ยวคนอื่นลงไปข้างชั้นล่าง ซึ่งพอที่จะให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับกระแสน้ำได้ อรัญเดินตามไม่ทัน จึงหันรีหันขวางมองว่าหล่อนไปทางไหน เมื่อลงมาถึงข้างล่างแล้ว เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวยืนเล่นน้ำอยู่หลายคน“อรัญ…ทางนี้…”จันทิมาตะโกนและกวักมือเรียกจากโขดหินอีกมุมหนึ่ง ซึ่งห่างจากนักท่องเที่ยวคนอื่นออกไป เบื้องหลังของหล่อนเป็นแอ่งน้ำตกที่กว้างและกระแสน้ำที่ไหลแรงอยู่ตลอดเวลาเขาถ่ายให้หล่อนไปอีกหลายภาพ มีเจ้าหน้าที่อุทยานเดินมาเตือนให้หญิงสาวระมัดระวังการเดินบนโขดหิน แต่หล่อนก็เดินกลับมายังฝั่งได้อย่างปลอดภัยดี“อรัญจะถ่ายบ้างหรือเปล่า” หล่อนถามเมื่อเขาส่งกล้องคืนให้“ไม่เอาดีกว่าครับ อาย แอคชั่นไม่เป็น” เขาตอบอายๆ“ไม่เห็นต้องอายเลย มา เดี๋ยวเจนถ่ายให้ ไปไปยืนตรงโน้นตรงที่เจนยืนถ่ายนั่นแหละ”หล่อนหัวเราะกิ๊ก เมื่อเห็นเขายืนชนิดที่มือสองมือหาที่เก็บไม่ค่อยถูก เนื่องจากความไม่เคยชินกับการถ่ายรูปสักเท่าใดนัก“ยิ้มหน่อยสิ” หล่อนบอกพลางเดินขยับหามาที่เหมาะสม เหมือนมีอะไรสักอย่างบอกเหตุ อรัญมองตามนายจ้างสาวที่กำลังขยับเท้าไปมา ในขณะที่กล้องส่งมาทางเขา“ซ้อ…ระวัง”เขาร้องเตือนไม่ทัน หญิงสาวพลาดลื่นไถลเท้าตกลงไปในช่องหลืบหินที่ลื่นมันตะใครเขียว แม้จะไม่รุนแรงนักถึงกับทำให้ล้ม แต่มันก็ทำให้หล่อนถึงกับนิ่วหน้าเหยเกอรัญรีบกระโดดข้ามน้ำตามโขดหินวิ่งตรงมาที่หล่อน และเข้าไปประคองให้ขึ้นจากร่องหิน โดยมีนักท่องเที่ยวสองสามคนเดินตามมาดูและช่วยเท้าของจันทิมาติดอยู่กับช่องหินที่เป็นโพรงหลืบพอดี แม้จะช่วยกันดึงหลายคนเท้าก็ยังติด และยิ่งดึงแรงหล่อนยิ่งร้องเพราะความเจ็บเจ้าหน้าที่อุทยาลงไปช่วยปลดร้องเท้าผ้าใบของหล่อนออก ขณะที่อรัญช่วยประคองหิ้วปีกจากด้านหลัง จันทิมาไม่ใช่หญิงสาวตัวเล็ก และน้ำหนักหนักก็ไม่ใช่น้อย กว่าจะช่วยดึงหล่อนขึ้นมาได้ ก็ทุทุกทุเลไปกว่า 5 นาที“ต้องระวังหน่อยนะครับ แถวนี้หินลื่นเป็นตระไคร่ คุณผู้หญิงเดินไหวนะครับ เท้าไม่เป็นไรมากใช่ไหม” เจ้าหน้าที่อุทยานเตือนผู้ประสบเหตุขณะนั่งพิงกับโขดหินลูบข้อเท้าตัวเองไปมา และถามย้ำก่อนจะเดินจากไป เมื่อหญิงสาวบอกว่าไม่เป็นไร“เสียดายเลยไม่ได้ถ่ายรูปอรัญเลย” หล่อนยิ้มให้เขา ซึ่งนั่งคุกเข่า ถือรองเท้าอีกข้างของหล่อนและจ้องมองอยู่อย่างเป็นห่วง“อย่าพูดเรื่องถ่ายรูปเลยครับ ว่าแต่เท้าคุณเจนน่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า จะแพลงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลองขยับไปมาดูสิครับ ผมเห็นแล้ว แต่เตือนไม่ทัน”เขายื่นมือจะเข้าไปแตะดู แต่หญิงสาวขยับขาหนีนิดหนึ่ง เขาจึงนึกได้ว่าเป็นการไม่สมควร และกล่าวขอโทษเบาๆเขาสังเกตุเห็นหล่อนเบ้หน้านิดเมื่อขยับปลายเท้าไปมา“ไหวไหมครับ เจ็บไหม”“ไม่เป็นไร เหมือนจะยอกนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องห่วง” หล่อนกล่าวเบาๆ ยิ้มให้ เขาจึงส่งรองเท้าคืนให้ หญิงสาวดูออกว่าหล่อนกำลังเจ็บ สังเกตุจากตอนที่หล่อนค่อยสอดเท้าเข้า และขบฟันซ่อนไม่ยอมให้เขาเห็นความเจ็บที่คุกความอยู่“โชคไม่ค่อยจะดีแล้ว เรากลับดีกว่าครับ”เขาลุกขึ้นยืนมองไปยังนักท่องเที่ยวคนอื่นที่กำลังเล่นน้ำอยู่ และชวนหล่อนกลับหล่อนไม่ตอบเพียงแต่ส่งกล้องและกระเป๋าให้เขาถือแทน และลุกเดินนำหน้า อรัญคอยสังเกตุอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเห็นหญิงสาวเดินได้แทบจะไม่เห็นความผิดปกติ จึงโล่งใจ แต่ก็ยังไม่วางใจ ระวังอยู่ตลอดเวลา เพราะช่วงเดินขึ้นต้องใช้แรงขามากเป็นพิเศษก่อนจะถึงช่วงพักระหว่างทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวนั้น หญิงสาวก้าวเท้าซ้ายขึ้นเหยียบขั้นต่อไป แต่ก็ต้องทรุดเข่า เสียหลัก มือคว้ากิ่งไม้พยุงตัวแลร้องเสียงหลง น้ำหนักของหล่อนตกมาที่ชายหนุ่มซึ่งคอยพยุงได้อย่างทันท่วงที แต่ก็ทำให้เขาแทบจะเสียหลักตกลงไปเช่นกัน โชคยังดีที่คว้าเอากิ่งรากไม้ไว้ได้ทันเขารีบพยุงหิ้วปีกร่างอวบของนายสาวขึ้นไปนั่งพักที่รากไม้ตรงช่วงพักทางพอดี“ไหวไหมครับ ซ้อ” เขาถามทั้งที่รู้แก่ใจว่าหล่อนคงจะไม่ไหวแล้ว เนื่องจากหล่อนสูดปากคราบอยู่ตลอดเวลา และยิ่งไปกว่านั้น ความปวดทำให้น้ำตาของหล่อนสุดที่จะไม่ไหลออกมา“ขอพักก่อน ไม่เป็นไรหรอก” หล่อนปาดน้ำตาที่ไหลออกมา เงยหน้ามองเขาแว่บหนึ่ง ก่อนจะก้มลงไปกุมข้อเท้า นวดเบาๆนักท่องเที่ยวต่างชาติสองสามคนเดินผ่านลงมาทักทายสองสามคำ ก็พากันเดินผ่านลงไป“เป็นแน่ๆ ครับ หากเป็นมาก เรากลับกรุงเทพฯ ไม่ได้แน่ เพราะผมขับรถไม่เป็นเสียด้วยสิ”เขาหันไปมองหาเจ้าหน้าที่อุทยาน แต่ไม่มีเดินผ่านมาเลยสักคน“อ่า….หากซ้อไม่ว่า..อ่า..ไม่ถือน่ะนะครับ” เขาพูดตะกุกตะกัก “..ผมอยากให้ซ้อขึ้นหลังผม ผมจะได้พาขึ้นไปข้างบน”หญิงสาวนิ่ง ไม่ได้พูด เพียงแต่ก้มหน้านวดเท้าแผ่วเบา มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับบรรยากาศแบบนี้สักเท่าไหร่เลย“อ่า…ไม่เป็นไรครับ งั้นซ้อรออยู่ที่นี่ ผมจะเดินไปหตามหาเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อเขาจะมีอุปกรณ์มาช่วยได้”“อรัญ…” หล่อนเรียกเขาไว้ ก่อนที่เขาจะก้าวเดินกลับลงไปด้านล่าง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานอยู่“..ไม่ต้องหรอก คุณเจนขอให้อรัญช่วยประคองหน่อยก็พอ”เขาช่วยประคองขึ้นมาได้ไม่กี่ขึ้น หญิงสาวก็ทำท่าจะไม่ไหว“ขึ้นหลังผมเถอะครับ อย่าคิดมากหรือรังเกียจเลย” เขาตัดสินใจ ทรุดตัวย่อลงบอกด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง“เปล่า…ไม่ได้รังเกียจ..แต่ว่า..”“อย่าแต่เลยครับ มาถึงตอนนี้แล้ว ผมคิดว่าซ้อคงจะเดินไม่ไหวแล้วล่ะ ยิ่งขึ้นไปบ้างบนได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับจะได้หายาทัน”เขาจะไม่ว่อกแว่กฟุ้งซ่านพยามเดินอย่างระมัดระวัง เพราะมีน้ำหนักของนายสาวทั้งคนอยู่บนหลัง และหล่อนก็กอดเขาคอเขาไว้แน่น พยายามกลั้นหายใจ เหมือนจะทำให้ตัวเองเบาขึ้นได้กระนั้นเขาหายใจอย่างโล่งออก เมื่อขึ้นมาถึงจุดชมวิวด้านบน และค่อยๆ วางร่างนายสาวลงให้ยืนจับราวเหล็กพยุงตัว“เหนื่อยไหม “หล่อนมองหน้าเขาและถามอย่างเป็นห่วง “..บอกไม่ให้อุ้มก็ไม่เอา”“ไม่เป็นไรครับ เรารีบไปที่รถดีกว่า ที่นั่นคงจะมียาขาย”“เดินไม่ไหวแล้ว…”แม้จะพยายามทำเสียงให้ตลก แต่เขาไม่ได้ตลกด้วย เพียงแต่ยิ้มๆ นั่งยองๆ ให้อีกครั้ง“ยังไหวหรือ…” หล่อนถามขณะที่กอดคอเขาไว้ลำตัวแนบด้านหลัง“อีกร้อยกว่าเมตร พื้นราบ ยังไงก็สบายกว่าตอนขึ้นมาแน่ๆ ครับ”เขาลุกขึ้นเดินอย่างช้าๆ ไม่ได้รีบเร่งนัก พยายามไม่ให้ผู้โดยสารที่อยู่บนหลังกระเทือน นายสาวไม่ได้พูดอะไร และทำตัวเป็นผู้โดยสารที่ดีแว่บหนึ่งของความฟุ้งซ่าน เขารู้สึกว่า อยากให้เส้นทางตรงหน้านี้ มันยาวออกไปสักหนึ่งกิโลหรือไม่มีวันสิ้นสุดได้ยิ่งดี หล่อนจะรู้สึกอย่างเขาบ้างไหมหนอเสื่อผืนเล็กถูกนำมาปูใต้ต้นไทร ณ มุมหนึ่งของอุทยาน จากนั้นเขาประคองนายสาวให้มานั่งพักก่อนจะเดินไปหาซื้อยาจากร้านค้าประจำอุทยานอากาศยามเที่ยงเริ่มเปลี่ยนจากแดดจัดเป็นท้องฟ้าหลัวด้วยหมู่เมฆ หญิงสาวนั่งกุมข้อเท้าและพยายามนวดเบาๆ เพื่อคลายคามปวด ซึ่งบัดนี้ มันเริ่มบวมเขียวน้อยๆ หล่อนมองตามหลังชายหนุ่มที่เดินหายไปทางร้านค้า และรำพึงกับตัวเอง“ทำไมฉันต้องมีเหตุได้ขอความช่วยเหลือจากนายอยู่เรื่อยเลยนะ อรัญ นายคงจะเบื่อรำคาญฉันมากสินะ”ไม่ถึง 5 นาที อรัญก็กลับมาพร้อมกับยานวดแก้ข้อเคล็ดกล้ามเนื้ออักเสบและผ้ายืดสำหรับพันปฐมพยาบาลนายสาวพันข้อเท้าให้ตัวเองเก้ๆ กัง ๆ ไม่ถนัด อรัญหัวเราะกับท่าทางของหล่อน จึงแย่งเอาผ้าจากมือ และจับประคองเท้าของนายสาวพาดกับต้นขา นั่งพันข้อเท้าให้อย่างระมัดระวัง หลังจากทายาเรียบร้อยแล้ว“เป็นไงบ้างครับ ปวดไหม”“นิดหน่อย แต่ตอนนี้ร้อนตรงที่มันบวมมากกว่า อรัญเอายาอะไรมาทาให้เจนเนี่ย ไม่ร้อนจนพองนะ อูย..มันร้อนมากเลยนะ” หล่อนพูดพลางดึงเท้ากลับ“..ดีนะที่เป็นกางเกงยีนส์ ไม่งั้น หน้าแข้งกับน่องคงจะถลอกได้แผลแน่ๆ เลย” หล่อนรื้อขากางเกงพับขึ้นถึงเขา เผยให้เห็นผิวเนียนที่มีรอยแดงช้ำเป็นทาง“ไม่พลาดล้มก็ดีแล้วล่ะครับ เนี่ยผมยังหนักใจอยู่ว่า หากขาซ้อไม่ดีขึ้น กระทั่งขับรถไม่ไหว แล้วเราจะทำยังไงดี”“ไม่เป็นต้องทำไง อรัญก็เป็นคนขับสิ”“โน....เป็นไปไม่ได้ครับ ผมขับรถไม่เป็น ให้ปั่นจักรยานกลับน่ะพอได้”“อ้าว...หรอ นึกว่าขับรถเป็นเสียอีก”“ไม่เคยมีรถขับครับ ก็เลยขับไม่เป็น และคิดว่าคงยากที่จะมีรถขับด้วย”“แหมทีแรกนึกว่าห่วงเรา ที่แท้ก็ห่วงกลัวไม่มีคนขับรถพากลับนี่เอง” หล่อนสัพยอกมา“ห่วงก็ห่วงครับ ไม่มีใครอยากให้ใครเจ็บหรือเป็นอะไรหรอก ห่วงกลัวไม่ได้กลับก็มีนิดหน่อย”“ขอโทษ แค่ล้อเล่นเอง ไม่ได้คิดดูถูกน้ำใจอรัญเพียงนั้นหรอก” หล่อนรีบขอโทษมา เมื่อเห็นเขาพูดหน้าเรียบๆ น้ำเสียงมีแววไม่พอใจนิดๆ“..และขอโทษสำหรับวันนั้นด้วยนะ”“วันไหนครับ” เขางงมองสบตาหล่อนและถามเบาๆ“ก็วันที่มือได้แผลไง ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยเรื่องที่ไปเปิดลิ้นชักหายาน่ะ ก็แค่ถามเท่านั้นเอง”“ผมลืมไปแล้ว”“แต่เจนไม่ลืมนี่ นิดหน่อยก็งอน ลูกผู้ชายอะไร เราอุตส่าห์ซื้อพิซซ่าไว้รอ แต่ก็กลายเป็นรอเก้อ”“เปล่างอน แต่ผมไม่ทราบนี่ว่าซ้อจะใจดีซื้อของกินราคาแพงมาไว้ให้ พอดีเหนื่อยก็เลยกลับบ้านนอนดีกว่าก็เท่านั้นเอง”อรัญรู้ดีว่านั่นคือการพูดแก้ตัว ทั้งตัวเขาเองและนายสาวก็เช่นกัน แต่หากการแก้ตัวเพื่อความรู้สึกที่ดีกว่า มันจะผิดตรงไหนกันหลังจากวันนั้นอรัญก็ไม่ค่อยได้แวะมาที่สาขากล้วยน้ำไทยนัก เพราะมีครูสอน และช่างคอมพิวเตอร์ใหม่เข้ามาแทนคนเดิมที่ลาออกไปแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดว่ามันจะเกิดกับเขาได้ ก็เกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทองอยู่โทรตามให้เขาไปพบที่สำนักงานกล้วยน้ำไทยโดยด่วน และไม่ยอมแจ้งเหตุผลในการตามตัว เพียงแต่เร่งให้รีบไปพบ“เราจะขายคอมชุดเก่าทิ้ง มีร้านอินเตอร์เน็ตเปิดใหม่เขาอยากจะซื้อต่อ ก็เลยให้อ๊อฟมันตรวจเช็คดูจะได้ส่งให้เขาตามที่กำหนดมา วันนี้เฮียลองตรวจดูด้วยตัวเอง แต่ก่อนเครื่องพวกนี้มันเป็นเครื่องที่มีวีจีเอการ์ดแยกต่างหาก ไม่ใช่ออนบอร์ด แต่ตอนนี้ วีจีเอการ์ดหายไปเกือบสิบตัว มีการเช็ตไบออสกลับมาใช้ออนบอร์ดหมด เฮียก็เลยต้องเรียกลื้อมาถามหน่อย ลื้อได้ถอดวีจีเอการ์ดพวกจีฟอร์ช ออกไปบ้างหรือเปล่า ตอนที่มาซ่อมตอนไฟตกไปช็อตคราวโน้น”มันเป็นคำถามดูเหมือนจะไม่รุนแรง และคนถามเองก็ต้องการให้มันเป็นคำถามที่เรียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สีหน้าที่แสดงออกของทองอยู่ มันไม่ได้เรียบตามสักเท่าไหร่นัก“ไม่เคยได้ถอดอะไหล่พวกนี้ออกเลยครับ ส่วนมากเป็นตัวพาวเวอร์ซัพพลาย ทำไมครับ หายหมดเลยหรือ”อรัญตอบ ทั้งหันมาไปมอง นายจ้างสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ และช่างครูสอนคอมพิวเตอร์ประจำสาขา“ไม่ได้ถอดแล้วมันหายไปได้ไงวะ” ทองอยู่พูดเหมือนคนที่เริ่มระงับอารมณ์ไม่อยู่“อ้าว....เฮีย พูดลักษณะนี้กับผม ก็หมายความว่าเฮียคิดว่าผมเป็นคนถอดไปหรือไง”เขาเริ่มไม่พอใจ เมื่อนายจ้างไม่ได้สอบสวนสืบสาวให้ดีแล้วมาใส่อารมณ์กับเขาแบบนิ้“อรัญ...เดี๋ยว เราไม่ได้คิดแบบนั้น แค่เรียกมาถามดูเฉยๆ เพราะก็มีอยู่กันไม่กี่คนที่นี่”จันทิมา รีบโบกมือห้าม เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มจะใส่อารมณ์หมือนกัน“... ที่เรียกมาถาม ก็เพราะว่า อรัญก็มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกัน แม้จะไม่ได้อยู่ประจำที่นี่ แต่อรัญก็เคยเข้ามาดูแลในช่วงนั้น”“ก็แล้วได้สืบสาว หรือถามกันหมดทุกคนหรือยังละครับ” เขาถามทั้งยกมือขยี้จมูกไปมา“ถามหมดแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องเลย อย่าเพิ่งถือสาเฮียเลย เขาเหนื่อย เพิ่งจะกลับจากเขมรมาวันนี้ ยังไม่ทันได้พัก เฮียไปพักดีกว่า เดี๋ยวเจนจะซักเอง”จันทิมาแก้ตัวแทนสามีและหันไปบอกให้สามีกลับไปพักผ่อน แต่ทองอยู่ยังต้องการที่จะอยู่รับฟังด้วย“คงจะเสียพนันกลับมาอีกละสิท่า ถึงได้หน้าบูดเป็นตูดลิงแบบนี้” อรัญนึกในใจ เหลือบสายตามองหน้าทองอยู่เพียงแว่บเดียว“แล้วซักถามอ๊อฟหรือยังละครับ” เขาพาดพิงถึงอ๊อฟ ซึ่งหมายถึงช่าง และครูสอนคนใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา“ซักถามกันหมดแล้ว เหลือแต่ลื้อนั่นแหละ”“อ้าว..เฮีย..คนอื่นปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น แล้วผมคนสุดท้ายไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธหรือยังไง คนอื่นบอกไม่รู้ไม่เห็น แล้วผมต้องเป็นคนรับหรือ”“เดี๋ยว อรัญเดี๋ยว ใจเย็นๆ เฮีย เจนบอกให้ไปพักก่อนไง ขับรถมาไกล เหนื่อย ก็ไปพักเสียดีกว่า” หญิงสาวหันไปบอกสามีอีกครั้งหนึ่ง“อ๊อฟมันเป็นหลานอั๊ว มันจะทำยังงั้นได้ไง”“อ้าว...เฮีย..” อรัญร้องอ้าวเป็นครั้งที่สอง และเริ่มเสียงแข็ง เพราะประจักษ์แล้วว่า ทองอยู่เล็งมาที่เขาแน่ๆ และหันไปมองอ๊อฟเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งก้มหน้าเฉย“อ๊อฟไม่ได้ทำ แล้วมันก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องเป็นคนทำนี่ครับ”“ลื้อ.....” ทองอยู่ยกมือจะชี้หน้าอรัญ เมื่อเขาเสียงแข็งและเริ่มเถียง แต่ก็ดูเหมือนจะรู้ตัว จึงเสขยี้จมูกตัวเองแทน“เดี๋ยวก่อน...ค่อยๆ พูดกันก็ได้ ทำไมต้องใส่อารมณ์กันด้วย เฮียก็เหมือนกัน หลักฐานไม่มี แล้วจะไปปักใจว่าอรัญเป็นคนทำได้ยังไง” หล่อนหันไปต่อว่าสามี ซึ่งหันหน้าไปมองทางอื่นอย่างเสียอารมณ์เช่นกัน ปกติทองอยู่จะเป็นคนที่ใจเย็น แต่อรัญไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมวันนี้จึงได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้จันทิมาไล่ให้เขากลับไปก่อน เมื่อเห็นว่าสอบถามไปคงจะไม่มีผลคืบหน้า หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนั้นอรัญรู้ดีว่า การสร้างความไม่พอใจให้กับนายจ้าง ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อตัวลูกจ้างทั้งสิ้น อ๋อย เด็กสาวธุรการประจำร้าน ก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมสบอรัญ เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องและเดินออกจากสำนักงานไป“เจ้านายมีอะไรหรือพี่รัน เห็นเรียกไปซะด่วนเชียว” เจี๊ยบเด็กสาวประจำสำนักงานที่เขาดูแลอยู่ ถามถึงเหตุผลที่เขาต้องรีบไป พบนายจ้างที่สำนักงานกล้วยน้ำไทย“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เป็นข่าวร้ายสำหรับพี่” เขายักไหล่ และบอกสาเหตุที่ถูกเรียกไป“อะไรกันพี่ เราทำงานกันอยู่ที่สาขาที่นี่ ไม่ค่อยได้ไปข้องแวะที่นั่นเลยสักเท่าไหร่เลย แล้วจะมีโอกาสไปทำเรื่องอย่างนั้นได้อย่างไร ของหายที่โน่นก็ควรจะเป็นคนที่โน่นรับผิดชอบ ไม่ใช่มาสงสัยเรา”“ก็นั่นสิ...แต่เขาก็สงสัยไปแล้ว และพี่ก็ทะเลาะกับเจ้านายไปแล้วด้วย”“อ้าว....พี่ทะเลาะเลยหรือ”“ใช่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พี่ไม่ลาออกเพราะเรื่องแค่นี้หรอก ขืนลาออก เราก็กลายเป็นคนทำนะสิ”อรัญคุยกับเด็กสาวอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นไปสอนนักเรียนที่รออยู่ห้องชั้นบนอยู่แล้ว-----------------------------------------“เรามีความจำเป็นที่จะต้องให้อรัญลาออกนะ เนื่องจากมีพยานยืนยันว่าอรัญเป็นคนเอาของบริษัทไปขาย” อรัญยืนตะลึงมองซองขาวที่อยู่ตรงหน้า ตั้งสติไม่ทันกับเรื่องที่เกิดขึ้นชนิดกระทันหัน จันทิมาจ้องหน้าเขานิ่ง และพูดอย่างเย็นชา“...ฉันเสียใจนะอรัญ ไม่นึกว่าเธอจะเป็นคนอย่างนี้ ฉันผิดคาดนึกไม่ถึง และเสียใจจริง ๆ”“มีหลักฐานพยานด้วยด้วยหรือครับ ซ้อ”“หลักฐานไม่มี แต่มี..เรามีพยายานบุคคล และฉันเองก็ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ให้นายลาออก นับเป็นขึ้นกรุณาแล้วนะ”“ในเมื่อผมไม่ได้ทำ แล้วมันจะมีพยานว่าผมเป็นคนทำได้ยังไงครับ ซ้อ”“แล้วอรัญมีพยานให้กับตัวเองหรือเปล่าล่ะ”“ก็แล้วใครเป็นพยายานว่าผมเป็นคนเอาของไปล่ะครับ”“บอกไม่ได้...แต่มีพยายานก็แล้วกัน”“อย่างนี้มันก็ไม่แฟร์สิครับ...ทางคุณจะหาใครมาพูดเอาก็ได้ แล้วยืนยันว่าผมเป็นคนทำ”“นายจะหมายว่าเราหูเบา ไม่ฟังเหตุผลงั้นหรือ” น้ำเสียงของหล่อนมันช่างเย็นชากับเขานัก“เหตุผลมันชวนให้ผมต้องคิดอย่างนั้นครับ ซ้อ ผมไม่ได้ทำ และไม่ได้เอาสิ่งของของใครไปทั้งนั้น ยังไงผมก็จะยังยืนยัน และไม่ขอรับซองนี้เด็ดขาด”“ก็แล้วแต่นาย เพราะยังไงเราก็ไม่จ้างคนโกงไว้เด็ดขาด”“คนโกงหรือ....” อรัญหัวเราะสมเพทตัวเอง แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้ มันช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย“..ผมได้ชื่อว่าเป็นคนโกงหรือ ก็เอา หากว่าซ้อเห็นผมเป็นคนอย่างนั้น ความจริง ผมเชื่อใจซ้อนะ ผมคิดว่าซ้อรู้จักผมดีเสียอีก แต่ไม่เป็นไร ถือว่าผมคิดผิดและสำคัญผิดไป คนอื่นมองผมยังไง ผมไม่เสียใจนะ ผมเสียใจที่ซ้อพูดคำนี้ออกมา ความจริงผมจะขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง แต่เมื่อซ้อพูดคำนี้ออกมา ผมก็ไม่รู้จะพิสูจน์ตัวเองไปเพื่ออะไร ลาก่อนครับ ซ้อ..คุณเจน”
โปรดติดตามตอนต่อไป