สำนักจินเซิ่งเน้นการหลอมสร้างอาวุธเป็หลัก ยามนี้เฉิงเหยี่ยนซีอยู่ในขั้นแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ วิชาหลอมสร้างอาวุธของเขานั้นล้ำเลิศจนถึงขั้นบรรลุจุดสูงสุด ทั้งยังได้รับสืบทอดวิชาที่แท้จริงมาจากเ้าสำนักจินกวางช่าน ปรมาจารย์ด้านการหลอมสร้างอาวุธกลับต้องกลายเป็ิญญาอาวุธที่ไร้ซึ่งจิตสำนึกของตนเอง ช่างเป็เื่ที่น่าสมเพชยิ่งนัก
"ศิษย์น้องห้า เ้าช่วยดึงความสนใจของศิษย์น้องเล็กและสหายเฉิงที ข้าจะทำนายดวงชะตาดูสักครั้ง" หลินเยี่ยนส่งกระแสจิตบอกฉู่หลินเฟิงอย่างลับ ๆ
ในฐานะนักพยากรณ์ หลินเยี่ยนมีวิธีการทำนายหลายรูปแบบ แต่เขาไม่เคยทำนายอนาคตให้ผู้ใด เพราะชีวิตนั้นประเมินค่าไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรหรือปุถุชน ล้วนไม่อาจวัดน้ำหนักของชีวิต หรือวัดความกว้างขวางของ่ชีวิตได้ ชีวิตของคนคนหนึ่ง ไม่อาจสรุปได้ด้วยการทำนายเพียงครั้งเดียว
ก่อนหน้านี้ที่เจียงซินพูดถึงจุดจบอันน่าสลดของเฉิงเหยี่ยนซีกับฉู่หลินเฟิงถึงสองครั้ง หลินเยี่ยนก็ไม่ได้ทำนายเพื่อตรวจสอบ แต่ครั้งนี้เขาอยากจะลองดู
หลินเยี่ยนเริ่มตั้งคำทำนายด้วยท่าทางชำนาญ แต่พอเขย่ากระดองเต่าได้เพียงสองครั้ง ก็พลันรู้สึกถึงลางไม่ดี "ตูม!" เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กระดองเต่าพร้อมกับเหรียญทองแดงด้านในะเิออกพร้อมกัน เสียงนี้ดังมากจนดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมามอง หลินเยี่ยนจึงใช้พลังิญญาเก็บกวาดเศษกระดองเต่าที่ะเิกระจายอย่างเงียบเชียบพร้อมกล่าวขอโทษด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ขออภัย ข้าพลาดไป"
เมื่อเห็นว่าไม่มีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้น สายตาของทุกคนก็ละไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับนักพยากรณ์แล้วการที่กระดองเต่าะเิถือเป็เื่ปกติ มิหนำซ้ำคนที่ทำนายจนตัวตายเองก็มีอยู่ไม่น้อย อีกทั้ง ยิ่งมีพลังบำเพ็ญแก่กล้าแรงสั่นะเืก็ยิ่งรุนแรง ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีผู้มีความสามารถพิเศษมากมาย หากเผลอดื่มมากเกินไปในงานเลี้ยงเช่นนี้ สิ่งที่ก่อขึ้นก็อาจจะรุนแรงกว่านี้มาก หลินเยี่ยนแค่ทำกระดองเต่าะเิ ไม่ถึงขั้นเป็ข่าวใหญ่ด้วยซ้ำ
'เื่เล็กน้อย เื่เล็กน้อย'
ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงที่เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ ๆ มาแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจ และดื่มเหล้าพูดคุยกันต่อ ส่วนเฉิงเหยี่ยนซีเอามือปิดหูของเจียงซินแล้วขยับเข้ามาถามว่า "ท่านทำนายอะไรหรือ?"
หลินเยี่ยนมองเขาโดยไม่พูดอะไร
เฉิงเหยี่ยนซีจึงสั่งสอนเขาด้วยท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ "นักพยากรณ์ไม่อาจทำนายทุกเื่ได้ อาจารย์ของท่านไม่ได้สอนหรือ?"
สายตาที่หลินเยี่ยนมองเขานั้นแฝงไปด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้าง ส่วนเจียงซินเองก็สงสัยว่าทำไมหลินเยี่ยนถึงทำกระดองเต่าะเิ
[ศิษย์พี่รองะเิกระดองเต่าครั้งล่าสุดก็คือครั้งที่แล้วนี่นา นั่นเป็เพราะสถานที่คุมขังผู้าุโใหญ่คือคุกกรมอาญาของราชวงศ์ชิวเย่ การทำนายอำนาจที่คุมขังผู้าุโใหญ่ จึงเท่ากับการทำนายดวงเมือง แค่กระดองเต่าะเิโดยไม่ถูกสะท้อนกลับ ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้ทำนายอะไร ถึงได้ได้รับการปฏิบัติระดับเดียวกับดวงเมืองเลย]
คำพูดนี้ทำให้หลินเยี่ยนฉุกคิดขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกศิษย์ทั้งหลายถูกฉีหว่านอวิ๋นลอบทำร้าย เจียงอีเฉินและฉีหลานชิงจึงบอกเล่าการกระทำของฉีหว่านอวิ๋นให้พวกหลินเยี่ยนทราบ พร้อมเตือนพี่น้องร่วมสำนักว่าหลังจากนี้อย่าไปข้องแวะกับฉีหว่านอวิ๋นอีก
พวกเขาไม่รู้ว่าลูกที่ฉีหว่านอวิ๋นให้กำเนิดชื่อสิงซูอี๋ แต่รู้ว่าต้นไม้ประหลาดต้นั์ของสำนักฉีมู่กำลังลอบขโมยโชคชะตาของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ซึ่งโชคชะตาของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยิ่งใหญ่กว่าดวงเมืองของประเทศหนึ่งเสียอีก
ตอนที่หลินเยี่ยนทำนายผู้ที่คุมขังผู้าุโใหญ่ ในขณะที่กระดองเต่าะเิ เขายังไม่มีลางสังหรณ์ใด ๆ ในใจ แต่เมื่อครู่ ก่อนที่กระดองเต่าจะะเิเพียงชั่วพริบตา เขากลับมีความรู้สึกไม่เป็มงคลอย่างยิ่ง นี่หมายความว่าเหตุการณ์ครั้งหลังนี้ทรงพลังยิ่งกว่าครั้งแรก ดังนั้น ความตายของเฉิงเหยี่ยนซีจึงเกี่ยวข้องกับบางสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่าดวงเมือง
ถ้าอย่างนั้น จะเกี่ยวข้องกับโชคชะตาของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรหรือไม่? เมื่อเห็นว่าเจียงซินดูจะสนใจเื่นี้มาก หลินเยี่ยนจึงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "สหายเฉิง ข้าเห็นว่าบริเวณหว่างคิ้วของท่านมีสีดำคล้ำ ดูเหมือนว่าในชีวิตจะมีเคราะห์"
เฉิงเหยี่ยนซีซึ่งใช้ชีวิตอย่างราบรื่นมาจนถึงตอนนี้ รู้สึกว่าหลินเยี่ยนพูดจาให้ตื่นตระหนก และสงสัยว่าเขาทำแบบนี้เพื่อแก้แค้นที่ตนเพิ่งจะเยาะเย้ยไป "สหายหลิน ท่านรู้หรือไม่ว่าคำพูดของท่านช่างเหมือนพวกต้มตุ๋นที่ชอบหลอกลวงผู้คนยิ่งนัก?"
เจียงซินพูดเสริม
[เหมือนพวกสิบแปดมงกุฎจริง ๆ ด้วย]
หลินเยี่ยนอดทนที่จะไม่มองเจียงซิน และพยายามหลอกถามต่อ "ข้าเพิ่งทำนายดวงให้ท่าน กระดองเต่าที่ะเิไปนั่นแหละคือของท่าน"
เฉิงเหยี่ยนซีรีบอุ้มเจียงซินถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อรักษาระยะห่าง "ท่านคิดจะกรรโชกทรัพย์ข้าหรือ?"
หลินเยี่ยน "...เ้าหัดคิดในแง่ดีบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?"
เฉิงเหยี่ยนซี "นี่คือจุดจบที่ดีที่สุดที่ข้าจะคิดได้แล้ว กระดองเต่าของท่านราคาเท่าไหร่? ถ้าแพงเกินไป ข้าไม่จ่ายนะ"
ฉู่หลินเฟิงประหลาดใจที่เขาพูดโต้ตอบโดยไม่มีการหยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย "เ้าไม่ขัดขืนเลยหรือ? ถ้ากระดองเต่าราคาถูกหน่อย เ้าเต็มใจจะชดใช้จริง ๆ หรือ?"
เฉิงเหยี่ยนซีแสร้งทำเป็ขัดขืนเล็กน้อย "ถ้าถูกหน่อย ข้าอาจจะพิจารณา แต่ท่านต้องบอกข้าว่า คำทำนายนั้นทำนายเื่อะไร"
แม้สำนักเทียนสุ่ยจะมีชื่อเสียงไม่ดี แต่ความแข็งแกร่งนั้นไม่ต้องสงสัย มิเช่นนั้นคงถูกทำลายสำนักไปนานแล้ว ปกติแล้วต่อให้หลินเยี่ยนไม่อาจทำนายอนาคตของเขาได้ ก็ไม่น่าจะถึงขั้นทำให้กระดองเต่าะเิ นี่เห็นได้ชัดว่าเขาได้เผชิญกับขอบเขตที่ไม่อาจแตะต้องได้
เฉิงเหยี่ยนซีถือว่าตนเองเป็คนเจียมตัวและทำตามกฎเกณฑ์ จะไม่ทำเื่ที่ล่วงเกิน ดังนั้นเขาจึงกังวลว่าหลินเยี่ยนทำนายเจออะไรกันแน่ ถึงขั้นทำให้กระดองเต่าะเิได้
เจียงซินเองก็เห็นว่าหว่างคิ้วของเฉิงเหยี่ยนซีมีสีดำคล้ำ จึงคิดว่าหลินเยี่ยนมองเห็นจุดนี้จริง ๆ จึงทำนายดวงให้
[ศิษย์พี่รองทำนายอนาคตของท่านแน่นอนอยู่แล้ว ท่านตายแน่ ๆ แถมตายอย่างน่าสลดด้วยนะ คนที่ทำให้ท่านตายคือสิงซูอี๋ นางคือสตรีผู้มีโชคชะตา คำทำนายของศิษย์พี่รองล่วงเกินนางจึงไม่อาจต้านทานพลังของสตรีผู้มีโชคชะตาได้จนะเิดัง ปัง ปัง ปัง เป็ธรรมดา]
เมื่อได้ยินชื่อ ‘สิงซูอี๋’ อีกครั้ง ทั้งหลินเยี่ยนและฉู่หลินเฟิงต่างก็ใจหายวาบ
ถึงขั้นหลอมมนุษย์ที่ยังมีชีวิตให้กลายเป็ิญญาอาวุธ หากสตรีแห่งโชคชะตาเป็คนนิสัยเช่นนี้ โลกบำเพ็ญเพียรคงอวสานแล้วจริง ๆ ?
แม้เฉิงเหยี่ยนซีจะไม่ใช่ศิษย์พี่แท้ ๆ ของตน แต่เห็นแก่ที่เขาเพิ่งจะชมตน เจียงซินจึงตัดสินใจมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ นางถอดกำไลข้อมือของตนเองออก ออกแรงเพียงเล็กน้อย เครื่องรางระดับยอดเยี่ยมที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งไร้เทียมทานก็ถูกหักออกเป็สองท่อน อักขระยันต์นับไม่ถ้วนที่สลักอยู่ละลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เครื่องรางไม่ได้เสียหาย กลับเข้าสู่กระบวนการหลอมสร้างใหม่
นี่คือเครื่องรางป้องกันตัวที่ฉีหลานชิงจ้างยอดฝีมือสร้างให้โดยเฉพาะ โดยใช้เงินเสวียนที่หาได้ยากยิ่งในรอบหมื่นปี เงินเสวียนนั้นแข็งแกร่ง มีเพียงไฟวิเศษเท่านั้นที่สามารถหลอมละลายได้ ทว่ามือน้อยอวบของเจียงซินนำกำไลที่หักเป็สองท่อนมาถูไปมาจนเงินเสวียนทั้งสองส่วนอ่อนนุ่มราวกับก้อนแป้ง และหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็ ‘ดินน้ำมัน’ ที่อ่อนนุ่มก้อนหนึ่ง
เจียงซินกดรูตรงกลาง ‘ดินน้ำมัน’ แล้วบีบด้านรอบ ๆ ให้เป็รูปทรงสี่เหลี่ยม หลินเยี่ยนรู้สึกว่าสิ่งที่นางทำนั้นดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งเจียงซินนำ ‘ดินน้ำมัน’ อีกชิ้นที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือมาปั้นเป็ฝาปิดเล็ก ๆ แล้วปิดลงบนกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กที่ทำไว้ก่อนหน้า หลินเยี่ยนจึงจำได้ว่ามันคืออะไร
นั่นคือโลงศพจิ๋ว แถมยังเป็แบบฝาเลื่อนเปิดที่ทันยุคสมัยเสียด้วย
เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำกำไลมีจำกัด โลงศพจิ๋วที่เจียงซินทำออกมาจึงมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือ แต่เ้าตัวเล็กคนนี้เป็คนละเอียด มือน้อยอวบ ๆ ลากเส้นรอบโลงศพจิ๋ว อักขระยันต์และค่ายกลที่ซับซ้อนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมาจากปลายนิ้วของนาง หลอมรวมเข้ากับโลงศพจิ๋วราวกับเป็เนื้อเดียวกันมาั้แ่ต้น เพียงชั่วพริบตา เจียงซินได้เปลี่ยนเครื่องรางระดับยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งให้กลายเป็เครื่องรางระดับยอดเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่ง
โลงศพจิ๋วดูภายนอกเรียบง่ายธรรมดา แต่พลังอันมหาศาลที่แฝงอยู่ภายในนั้น เพียงหลินเยี่ยนเหลือบมองก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะจนต้องรีบเบือนหน้าหนี ส่วนเจียงซินยกโลงศพจิ๋วขึ้นมาพิจารณาอย่างตั้งใจ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี
[ซินซินคนนี้ ช่างมีฝีมือประณีตจริง ๆ ! ถึงจะเล็กไปหน่อย แต่ก็เพียงพอสำหรับใส่ิญญาอาวุธแล้วล่ะ ให้ท่านนะ วันหน้าตอนที่ถูกสิงซูอี๋กดขี่ จะได้แอบมาหลบในนี้ได้ ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ]
นางดึงแขนเสื้อของเฉิงเหยี่ยนซี แล้วส่งโลงศพจิ๋วให้ถึงมือเขา