การเดินทางไปหุบเขาเยี่ยนเฟิงเหลยต้องพาหนิงเฟยหลงหลีกหนีพวกคนเถื่อนตลอดทางโชคยังดีที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพผ่านเข้ามาเลยทำให้การหลีกหนีเป็นไปได้โดยง่าย
แต่ยิ่งเดินทางขึ้นเหนือมากขึ้นเท่าไหร่ระยะเวลาที่ใช้ก็ยิ่งยาวนานมากขึ้นเท่านั้นทางเหนือตั้งแต่ทางใต้ของเยว่ขึ้นไปเริ่มมีอากาศหนาวเย็น เดินทางต่อเรื่อย ๆก็จะพบกับสภาพอากาศที่หนาวจัด หุบเขาเยี่ยนตั้งอยู่ที่กลางอาณาจักรแต่กลุ่มของหนิงเฟยหลงพึ่งเดินทางผ่านทางใต้มาได้เองรวมระยะเวลาตั้งแต่ถูกพิษก็เข้าวันที่ยี่สิบห้าแล้ว
อาการของหนิงเฟยหลงก็แย่ลงทุกวันโดยเฉพาะกับสภาพอากาศเช่นนี้เขาแทบจะทนมันไม่ไหว โชคยังดีที่เขาสามารถสร้างเปลวเพลิงเพิ่มอุณหภูมิร่างกายตนเองได้ด้วยเพลิงสีชาด
ระยะทางจากที่ที่เขาอยู่จนถึงหุบเขาเยี่ยนเลยครึ่งทางมาแล้วเข้าใกล้หุบเขาเรื่อยๆ แต่ยิ่งเข้าใกล้สภาพอากาศก็ยิ่งรุนแรง แน่นอนว่าเรื่องนี้จิ้งจอกน้อยรู้ดีเสี่ยวลี่จึงแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยให้
สี่วันต่อมากลุ่มของเขาได้มาถึงทางเข้าหุบเขา อันที่จริงพวกเขาควรจะดีใจทว่านั่นก็มีสิ่งเหนือความคาดหมายทหารคนเถื่อนประมาณสามกองร้อยได้เฝ้าระวังทางเข้านี้ไว้พววกเขาจึงไม่สามารถเข้าไปได้
“ดูเหมือนว่าเผ่าของเจ้าจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับคนเถื่อนพวกนี้นะ”เฟิงเหลยกลอกตามองจิ้งจอกน้อย เสี่ยวลี่กระโจนขึ้นบ่าของเฟิงเหลยดวงตากลมโตก็จ้องมองเข้าไปอย่างใจจดใจจ่อ
“เป็นไปไม่ได้เผ่าของเสี่ยวลี่ชอบความสันโดษมากไม่มีทางร่วมมือกับคนพวกนี้”เสี่ยวลี่แย้งทั้งยังแยกเขี้ยวใส่พวกคนเถื่อนจากระยะไกล “พวกเขาต้องมารังแกเผ่าของเสี่ยวลี่แน่ๆ”
เฟิงเหลยย่นคิ้วตอนแรกเขาก็คิดอย่างที่เสี่ยวลี่ว่าแต่อย่างที่เห็นในตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่พวกคนเถื่อนดูเหมือนเวรยามรักษาความปลอดภัยให้เผ่าจิ้งจอกขาวเสียมากกว่า
ถึงจะบอกอย่างนั้น ตั้งแต่มาก็ยังไม่เห็นจิ้งจอกเลยสักตัวไม่แน่ว่าคนเถื่อนพวกนี้อาจไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเผ่าจิ้งจอกก็ได้หรือไม่ก็เผ่าจิ้งจอกได้อพยพกันไปหมดแล้ว “เสี่ยวลี่เจ้าจากเผ่ามากี่ปีแล้ว”
จิ้งจอกน้อยสั่นศีรษะไปมาดูเหมือนว่าจะจำไม่ได้แล้ว
“คงนานแล้วสิท่า” เฟิงเหลยกุมขมับ “เอาอย่างนี้แล้วกัน ไหน ๆ ก็มาถึงที่นี่แล้วจะให้กลับไปโดยไม่ได้อะไรเลยก็คงไม่ได้อย่างน้อยก็ต้องลองเข้าไปดูสักครั้ง”
...
ราตรีมาเยือน ดวงจันทร์วันนี้ช่างเป็นใจเป็นคืนเดือนดับท้องฟ้ามืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากกองเพลิง และคบเพลิงเท่านั้นทหารยามคนเถื่อนก็เริ่มพักเว้นเข้าวงดื่มสุรา ที่นี่ไร้ซึ่งสงครามการแอบพักผ่อนก็หาใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เฟิงเหลยใช้เวลานั้นนำพาหนิงเฟยหลงลอบเข้าไปด้านใน เขาใจพลังสะกดจิตยามเฝ้าทางเข้าสี่คนก่อนจะเดินผ่านไปอย่างง่ายดายโชคดีที่พวกคนเถื่อนอ่อนไหวต่อพลังจิตไม่เช่นนั้นเรื่องราวคงไม่งายอย่างนี้
ผ่านด่านแรกเข้ามาได้ พวกเขาก็ต้องพบเจอกับต้นไม้ขนาดใหญ่ และสูงมันสูงหลายสิบจั้ง ปกคลุมไปทั่วหุบเขา เฟิงเหลยปล่อยให้เสี่ยวลี่นำทางเสี่ยวลี่พาไปตามความทรงจำที่มีอยู่ แต่ดูเหมือนว่าจะหลงทางนิดหน่อย
“ดูเหมือนว่าหลาย ๆ อย่างจะเปลี่ยนไปเสี่ยวลี่ไม่ค่อยจะแน่ใจนักนะ”เสี่ยวลี่มุ่ยปาก ดวงตากลมโตก็สอดส่องไปทั่วทุกแห่ง “ตรงนั้น !” เสี่ยวลี่รีบกระโจนเข้าไปดูเหมือนว่าตรงนั้นจะมีสัญลักษณ์บางอย่างที่รู้ได้เฉพาะเผ่าจิ้งจอก
เฟิงเหลยหรี่ตาแคบ เขาเองก็สัมผัสได้ถึงเครื่องหมายนั้น “เสี่ยวลี่หรือว่ามันจะมีผลเฉพาะกับผู้มีพลังจิต ?”
“อืม ท่านแม่บอกเสี่ยวลี่ว่าสัญลักษณ์นี้แฝงไปด้วยพลังจิตมีเพียงผู้ที่มีพลังจิตเท่านั้นที่จะสามารถรับรู้ได้แต่ถึงรับรู้ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปได้ด้วย”จิ้งจอกน้อยวิ่งไปยังทิศตรงข้ามของสัญลักษณ์จากนั้นก็เดินซ้ายก้าวหนึ่งคว้าเอาเศษกิ่งไม้ปักลงบนพื้นจากนั้นก็ส่งคลื่นพลังจิตผสมผสานกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์
กระแสลมรอบบริเวณนั้นก็หมุนตลบภาพที่เห็นค่อยเปลี่ยนแปลงทางซ้ายมือของจิ้งจอกน้อยก็คือที่ตั้งของเผ่าจิ้งจอกที่ถูกหลบซ่อนไว้จากบุคคลภายนอก
เสี่ยวลี่นำทางเข้าไปด้วยความตื่นเต้นเสี่ยวลี่ไม่รู้ว่าตนเองไม่ได้กลับมาที่นี่นานเท่าไหร่แล้วตั้งแต่ที่ถูกถูกจับตัวไป
“หยุดอยู่ตรงนั้น ! ใครกันกล้าบุกรุกเผ่าจิ้งจอกขาว ?” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นพร้อมหญิงชราผู้หนึ่งที่มีคนตามติดมาด้วยอีกหลายสิบคน แต่ละคนแม้ดูภายนอกจะธรรมดาแต่หากใช้พลังสัมผัสจะรู้ว่ากลุ่มคนพวกนี้น่ากลัวอย่างมากสิบคนนั้นเข้าล้อมรอบกลุ่มของหนิงเฟยหลงในทันที
“ท่านย่า”ทันทีที่เสี่ยวลี่เห็นหญิงชรานางก็แทบจะหยุดตัวเองไม่ได้กลายร่างเป็นเด็กสาววิ่งเข้าหาหญิงชรา
หญิงชราหยุดก้าวเดินดวงตาเพ่งพินิจ ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ สั่นไหว ไม่เพียงแค่นางบุรุษหนุ่ม และสตรีสาวที่อยู่ด้านข้างของหญิงชราร่างกายอยู่ ๆ ก็พลันสั่นไหว
“หลันเอ๋อร์” ทั้งสามกล่าวขึ้นมาพร้อมกัน
เด็กสาววิ่งเข้าไปกอดหญิงชราก่อนจะเข้าไปกอบสตรีสาว แล้วตามด้วยบุรุษหนุ่มบุคคลทั้งสามก็คือคนในครอบครัวของนาง
“ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว ต่อไปก็อย่าได้ดื้อซนอีกเลยเจ้าทำให้ท่านย่า บิดา และมารดาอย่างข้าเป็นห่วงนัก”สตรีสาวเป็นผู้เอ่ยขอบตาของนางแดงขึ้นมาพร้อมกับหยดน้ำตาแห่งความปีติ
“ท่านแม่ข้าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ต่อไปเสี่ยวลี่จะเชื่อฟังพวกท่าน”เด็กสาวหดคอก้มหน้าร้องสะอื้น
หญิงชราย่นคิว “เสี่ยวลี่ ? หลันเอ๋อร์ เจ้าเรียกชื่อตนเองผิดใช่หรือไม่ ?นี่คือชื่อยามที่เจ้าโตขึ้นแล้วจะได้รับ เมื่อใดที่เจ้าเข้าพิธีหลันนี้จะเป็นนามของเจ้า”
เด็กสาวส่ายศีรษะ ในหัวก็พลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ “ไม่ได้หรอกนายท่านตั้งชื่อนี้ให้กับเสี่ยวลี่และเสี่ยวลี่ก็ชอบชื่อนี้มาก”
“นายท่าน ?” ทั้งสามขมวดคิ้วพร้อมกันใครกันที่กล้านำตัวธิดาเผ่าจิ้งจอกไปเป็นข้ารับใช้
“มันคนนั้นเป็นใคร บังอาจให้เราเผ่าจิ้งจอกขาวเป็นทาส !” หญิงชรากระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ
“เอ่อ...ท่านย่าคือว่า..เรื่องนี้.....”เสี่ยวลี่หวาดวิตกนึกขึ้นได้ว่าท่านย่าของนางต้องไม่ชอบใจเพราะเรื่องนี้อาจถึงกับไม่ยอมช่วยนายท่านของนางก็ได้
อย่างไรเสียความรู้สึกของนางที่มีต่อหนิงเฟยหลงก็ค่อนข้างซับซ้อนนักแต่เดิมที่เป็นศัตรูก็กลายเป็นมิตรความรู้สึกทั้งสองก็พัฒนาไปในทางที่ดียิ่งขึ้นตลอดมาเรียกได้ว่าไม่เหมือนคนรับใช้กับเจ้านาย แต่เป็นสหายสนิทกันเสียมากกว่าหากจะให้อธิบายก็คงยากเล็กน้อย
“ท่านผู้อาวุโสข้าเอง ข้าคือเจ้านายของเสี่ยวลี่ตามพันธะสัญญา”หนิงเฟยหลงฟังมาอยู่สักพักแล้ว เขารวบรวมแรงทั้งหมดกับการพยุงตัว และเอ่ยออกไป
สิ้นคำของชายหนุ่มหญิงชราก็กระทุ้งไม้เท้าพลังจิตสายหนึ่งก็ควบแน่นเป็นอสรพิษยักษ์มันอ้าปากกว้างขู่คำรามก่อนจะทำท่าเขมือบชายหนุ่มในทันที
เสี่ยวลี่แผดเสียงด้วยความตกใจนางรีบใช้พลังจิตอันน้อยนิดของนางรับการโจมตีนั่นไว้ เฟิงเหลยเองก็เช่นกันหญิงชรารีบถอนพลังออกแต่นั่นก็ช้าไปหน่อยยังเหลือเพียงเศษเสี้ยวพลังที่ทั้งสองต้องเผชิญ
พรวด !ทั้งคู่กระอักโลหิตออกมา
“หลันเอ๋อร์เจ้าปกป้องมันทำไม ?” หญิงชรามองหลานสาวอย่างไม่เข้าใจบิดาและมารดาของนางเองก็เช่นกัน
“ไม่ได้ท่านย่า หรือใครก็ตามไม่อาจสังหารนายท่านของเสี่ยวลี่ได้”เด็กสาวแผดเสียงตะโกนราวกับว่ากลัวผู้อื่นจะลงมืออีก
“นายท่านเป็นผู้มีพระคุณของเสี่ยวลี่ และยังเป็นสหายอีกด้วยนายท่านเอ็นดูเสี่ยวลี่มาก ดูแลเสี่ยวลี่อย่างดีทั้งยังพาเสี่ยวลี่ออกท่องโลกกว้าง พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ถึงแม้จะต้องเป็นสัตว์พิทักษ์ของนายท่านแต่นายท่านไม่เคยรังแกเสี่ยวลี่เลยที่จริงแล้วครั้งแรกที่เจอกันเสี่ยวลี่ทำร้ายนายท่านด้วยซ้ำ แต่นายท่านก็ยังให้อภัยทั้งยังไม่ติดใจเอาความนายท่านไม่ใช่คนไม่ดีนะ...”
เสี่ยวลี่เล่าเรื่องราวที่ตนเองถูกจับไปอยู่ในเขตลับของสำนักยุทธ์หลวงหลายปีจนกระทั่งมาพบหนิงเฟยหลง และการเดินทางต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้งการช่วยเหลือด้วยเม็ดยาจิตกำเนิดช่วยเพิ่มระดับพลังจิตให้กับนาง
“เดิมทีเสี่ยวลี่คิดว่าอีกนานกว่าจะหาทางกลับบ้านได้เพราะนายท่านเองก็ไม่รู้ว่าเผ่าจิ้งจอกขาวอยู่ที่ไหนโชคดีที่เสี่ยวลี่สามารถนึกถึงความทรงจำเก่าได้ระหว่างที่อยู่ในทวีปแห่งนี้ความทรงจำเก่า ๆ เริ่มกลับคืนมา ประจวบเหมาะกับที่นายท่านถูกพิษเราจึงตัดสินใจมุ่งหน้าขึ้นเหนือมาที่นี่และที่มาในวันนี้สาเหตุสำคัญก็เพราะนายท่านถูกพิษ ต้องการสมุนไพรที่นี่ในการรักษา”เสี่ยวลี่กล่าวจบก็ทำสีหน้าปลอดโปร่ง นางได้กล่าวเรื่องราวทั้งหมดแล้วหวังว่าทุกคนจะเข้าใจ
“เช่นนั้นพวกเจ้าก็คงมาเพราะดอกกลืนหิมะ หรืออีกชื่อคือ ดอกสลายหิมะสินะ”หญิงชรามองไปยังชายหนุ่มเผ่ามนุษย์ทั้งสอง
“ใช่แล้วผู้อาวุโส พวกข้ามาเพราะมัน” เฟิงเหลยเป็นผู้เอ่ยตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ขอเพียงเจ้าหนุ่มนั่นปลดปล่อยหลัน...”
“ไม่ใช่หลันเอ๋อร์ ต้องเป็นลี่เอ๋อร์” เด็กสาวกล่าวแย้งดูเหมือนว่านางจะสนใจชื่อมากกว่าสถานะต่อจากนี้เสียอีก
หญิงชรากลอกตาแล้วเอ่ยต่อว่า “ขอเพียงปลดปล่อยลี่เอ๋อร์ให้เป็นอิสระข้าก็จะมอบดอกสลายหิมะนั่นให้”
หนิงเฟยหลงรวบรวมกำลังที่มีทั้งหมดยกเปลือกตาขึ้นมองไปที่หญิงชราราวกับว่าหญิงชราเข้าใจบางอย่างแล้วจึงพยักหน้าคนอื่นไม่รู้ว่าเขาสนทนาอะไรกันบ้างหนิงเฟยหลงไร้ซึ่งกำลังจึงต้องส่งกระแสจิตสื่อสารกันแทนซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับหญิงชราเลย
“ไป๋อวิ๋นเจ้านำทางพวกเขาไปพักด้านใน แล้วนำดอกสลายหิมะมาทำการรักษาเขาคนที่เหลือแยกย้ายกันกลับไป”
เดิมทีพวกเขาคิดว่าจะมีผู้บุกรุกที่เก่งกาจเข้ามาแต่ดูเหมือนจะเข้าใจผิดกันหมด เมื่อไม่มีปัญหาแล้วจึงแยกย้ายกันไป ที่เกิดแรงกระเพื่อมนั่นก็เพราะเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวแสบร่ายคาถาผิดบทนั่นเอง...
..........