ไห่ฮ่าวะโให้จับองครักษ์ของท่านข่านน้อยฉงมัดมือมัดเท้าเอาไว้ ทว่าอาจารย์ไต้ผู้นั้นกลับคว้ากระบี่ฟันไปบนใกล้ข้อมือและข้อเท้าของพวกเขาคนละข้าง เสียงร้องโหยหวนของผู้ถูกทำร้ายโหยหวน
“โหดมาก...” หว่านอิ๋งอิ๋งรำพึงเบาๆ
รูปร่างหน้าตาของไต้เส้าจวินผู้นี้มองเผินๆ หล่อเหลาดูบอบบางอย่างบัณฑิต ทว่าในยามจับกระบี่เช่นนี้กลับดูน่ากลัวยิ่ง
หว่านอิ๋งอิ๋งหันไปมองหลิวเฉิง คนผู้นั้นต่อสู้อยู่ห่างออกไป หญิงสาวเห็นเขากำลังเพลี้ยงพล้ำก็รีบคืบคลานไปใกล้
ฟิ้ว! ฉึก! ฟิ้ว! ฉึก!
ครั้งนี้นางขว้างมีดไปปักใกล้ต้นคอบุรุษสองคนที่กำลังจะเงื้อดาบเข้าใส่หัวหน้าหลิว เมื่อเห็นว่าเป้าหมาย ร้องอั่กแล้วล้มลงนางก็รีบพุ่งหนี
“มีคนซุ่มอยู่ข้างบนขอรับ หัวหน้าหลิว” องครักษ์ผู้หนึ่งร้องเตือน
หลิวเฉิงรีบกระโจนขึ้นไปบนหลังคาทว่ากลับไม่เห็นผู้ใด เขากำลังจะกระโจนลงไปต่อสู้อีกครา ทว่ากลับมองเห็นเชือกสีแดงเหลือบทองสั้นๆ เส้นหนึ่งถูกกระเบื้องหนีบอยู่
‘คุ้นตานัก...ข้าเคยเห็นสิ่งนี้ที่ใดกันนะ?’
“หัวหน้าหลิว! คุณหนูชิงพบข่านน้อยฉงแล้วขอรับ”
หลิวเฉิงเก็บเชือกเส้นนั้นเข้าไว้ในซอกกระเป๋าด้านในสาบเสื้อก่อนจะจะลงจากหลังคาวิ่งไปตามทิศทางที่องครักษ์ของเขาชี้
คนของสำนักมือปราบหลายสิบคนบุกข้ามาในเรือนพอดี พวกเขาจึงทำหน้าที่เข้าจับกุมคนร้ายและลำเลียงคนทั้งหมดออกจากเรือนหลังนั้นท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเป็พิเศษ
...โดยเฉพาะท่านข่านน้อยฉง..บุรุษที่เป็ชนวนา...
เจียงลี่จังฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนนอกเมืองที่หว่านอิ๋งอิ๋งเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้น
“ท่านข่านน้อยฉงถูกจับได้แล้วหรือ? ดีจริง! าจะได้สงบลงเสียที หากมิใช่เพราะคนผู้นี้ ชายแดนคงวุ่นวาย เ้าดูสิ ชาวบ้านที่อพยพเข้ามาในเมืองมากเหลือเกิน พวกเขาล้วนลำบากและอดอยาก”
“ใช่! เสียดายที่ข้าไม่อาจจะไปช่วยโดยเปิดเผย ได้แต่ลอบขว้างมีดช่วยคนของคุณหนูชิงอยู่ด้านหลัง”
“อย่าบอกนะว่ามีดที่เ้าใส่กระเป๋าสะพายอกไปด้วยนั่น เ้าขว้างไปจนหมด” เจียงลี่จังมองดูถุงผ้าเปล่าๆ ที่หว่านอิ๋งอิ๋งสะพายอยู่แล้วก็เงยหน้ายิ้ม “ดูเหมือนเ้าจะขว้างเพลินไปหน่อย”
“หากว่าเ้าอยู่ในที่แห่งนั้นกับข้า รับรองว่าเ้าจะต้องอยากขว้างรัวๆ เหมือนข้าแน่นอน ดีที่ข้าหลบซ่อนดี เกือบถูกหัวหน้าหลิวจับได้เสียแล้ว”
เจียงลี่จังยิ้มน้อยๆ “ปากเ้าบอกไม่ชอบเขา แต่กลับไปช่วยเขา นี่ข้าเริ่มได้กลิ่นแปลกๆ จากเื่นี้แล้วนะ”
“เหลวไหล! เห็นแก่เขาที่ทำภารกิจสำคัญช่วยคุณหนูชิง ข้าจึงได้ปามีดแค่สี่ห้าเล่มช่วยชีวิตเขาเอาไว้”
“คนร้ายพวกนั้น ถูกจับกุมมาขังที่คุกหลวงหมดแล้วหรือ?”
“ไม่นี่ ข้าเห็นพวกเขาขนเอาร่างท่านข่านน้อยไปที่ค่ายพยัคฆ์ไฟ ขบวนคนที่ตามหลังพวกมือปราบมานั่น เป็ทหารขบวนใหญ่ทีเดียว”
“เ้าได้อยู่ดูจนถึงตอนสุดท้ายหรือไม่?”
“ไม่ ข้ากลัวมีคนเห็นเขาก็เลยแอบกลับมาก่อนนี่ล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเรารีบไปดูกันที่หน้าจวนเถอะ ข้าอยากรู้แล้วว่าพวกเขาาเ็กันมากหรือไม่?”
“ไม่ได้ๆ พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่ล่ะ ภายนอกกำลังปั่นป่วน ไม่แน่ว่าคนพวกนั้นอาจจะส่งคนออกตามหาใต้เท้าฉีอยู่ หน้าที่ของเราคือดูแลความปลอดภัยของใต้เท้าฉีให้ดี เอาไว้คุณหนูชิงกลับมาถึงก่อนเถิด”
เจียงลี่จังหันไปมองใบหน้าซูบซีดที่นอนสงบอยู่บนเตียง
“ข้าว่าใต้เท้าฉีผู้นี้ คงต้องนอนเหมือนศพไปอีกนับเดือนนั่นล่ะ ข้าว่าถ้าเปิดหน้าอกเขาดูคงเห็นกระดูกเป็ท่อนๆ”
“เ้าพูดเสียน่ากลัว เราเฝ้าเขาให้ดีเถอะ อย่าให้ศึกนอกชนะแต่ศึกในแพ้พ่ายก็แล้วกัน” หว่านอิ๋งอิ๋งขมวดคิ้ว “หากเผ่าฉงกล้าก่อกวนแคว้นเราจนเกิดความวุ่นวายได้เช่นนี้ ต่อให้จับท่านข่านน้อยฉงได้แต่พวกลิ่วล้อยังอยู่ อาจจะเกิดอันตราย”
“เ้าพูดราวกับระแวงว่าในจวนของเราอาจจะมีคนร้ายหลงเหลืออยู่”
“รอบคอบไว้ก่อนไม่ดีหรือ? ในเมื่อคนผู้นี้ถูกนำมาเป็หมากตัวหนึ่งในการวางแผนก่อา ชีวิตของเขาย่อมมีค่าพอที่จะตามฆ่า”
“จริงของเ้า อิ๋งอิ๋ง ความรอบคอบเป็สิ่งที่ท่านอาจารย์กำชับไว้นักหนา”
“ข้าไปล้มลุกคลุกคลานอยู่ตรงป่าละเมาะ ทั้งล้มกลิ้งอยู่แถวเรือนนั้นนานสองนานคันไปหมดแล้ว ขอข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน เดี๋ยวมาคุยกับเ้า”
ครั้นหว่านอิ๋งอิ๋งกลับมาที่เรือนพักรับรองอีกคราหนึ่งก็ได้ยินเสียงเอะอะของเจียงลี่จัง องครักษ์หญิงสกุลโม่รีบพุ่งเข้าไปในเรือนทันที สหายของนางชักกระบี่ต่อสู้กับคนร้ายที่เหลืออยู่หนึ่งคนอยู่ห้องโถงกลาง
“ข้าช่วยเอง!”
เจียงลี่จังกระโจนถอยออกจากคนร้าย ปล่อยให้สหายนักขว้างมีดมือหนึ่งของสกุลโม่ ควักเอามีดสั้นที่เหน็บเอวมาปักเป้าหมายอย่างแม่นยำ
ฟิ้ว! ฉึก!
ร่างในชุดดำก็โงนเงนล้มลง เสียงฝีเท้าขององครักษ์ข้างนอกถี่กระชั้น
“แม่นางเจียง ท่านเป็อย่างไรบ้าง?”
เจียงลี่จังชี้ไปข้างในห้องนอนที่มีฉีหรงนอนอยู่
“มีอีกข้างในอีกสามศพ พวกเ้าไปเก็บเอาเถิด”
สาวใช้สี่คนที่เดินตามเข้ามาส่ายหน้าอย่างเอือมๆ พวกนางต้องรอให้นักชันสูตรและมือปราบมาวาดรูปสถานที่เกิดเหตุก่อนจึงจะเข้ามาทำความสะอาดได้ คราบเืพวกนี้ทำความสะอาดได้ยากนัก ที่มีผู้คิดผงฟอกคราบสกปรกแบบใหม่ออกมาขาย ทำให้การทำความสะอาดทำได้ง่ายขึ้น
นัยว่า...คนที่ทำการค้าผงฟอกคราบนี้เคยเป็ขันทีในวังมาก่อน ทำหน้าที่เก็บกวาดการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เพราะความเบื่อหน่ายที่ต้องทำความสะอาดคราบเืซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงได้คิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมา
“ขยันมาบุกจริงๆ จวนแห่งนี้ เ้าดู เอะอะฟัน เอะอะฆ่า ตอนข้ามาทำงานอยู่ที่ใหม่ๆ ก็เคยกลัวนะผี แต่ตอนนี้คิดว่าแม้แต่ผีก็คงจะสับสน”
“ทำไมเล่า?” สาวใช้อีกคนที่หิ้วถังน้ำรีบถาม
“ตายซ้ำตายซ้อนจนไม่รู้พวกใครเป็ใครอย่างนี้ สุดท้ายแม้แต่ผีก็ยังแยกพวกไม่หรอกแล้วข้าว่า”
หว่านอิ๋งอิ๋งยืนฟังเสียงสนทนาของสาวใช้ทั้งสี่แล้วก็หัวเราะหึๆ
“เ้าฟังสิ สาวใช้พวกนี้แต่ก่อนแค่ได้ยินเสียงกระบี่ก็หวีดร้องจะเป็จะตาย ทุกวันนี้พวกนางแม้แต่ศพก็ไม่กลัวแล้ว”
“ก็เห็นอยู่บ่อยเยี่ยงนี้ ก็เลิกตื่นเต้นเป็ธรรมดา ว่าแต่เ้าเถอะ เหตุใดจึงได้ลงมือรวดเร็วนัก”
เจียงลี่จังถอนหายใจเฮือกใหญ่ วางกระบี่ลงบนโต๊ะ ทรุดตัวลงนั่งแล้วรินน้ำชาขึ้นมากระดกสองสามจอก
“ดีนะ ที่ข้าระวังตัวเหมือนที่เ้าเตือน ไม่อย่างนั้น ข้าคงจะได้เป็ิญญาสหายของใต้เท้าฉีไปแล้ว เมื่อครู่พวกมันย่องเข้ามาทางหน้าต่าง ข้ากำลังคิดจะเอนหลังที่เก้าอี้ตัวนั้นพอดีก็เลยเหลือบเห็นเข้า”
หว่านอิ๋งอิ๋งทำหน้าเคร่งเครียด
“เวรยามในจวนเทียนโต่วแ่าเพียงนี้ พวกมันยังเข้ามาได้ คงจะแฝงกายอยู่ที่นี่มานานแล้ว”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
สายตาของหว่านอิ๋งอิ๋งมองเลยไปด้านหลังสหายมองใบหน้าสงบนิ่งของฉีหรง
“เ้าปกป้องชีวิตของเขาไว้อย่างนี้ หากวันใดเขาฟื้นขึ้นมา ข้าจะบอกเขาตอบแทนเ้าด้วยร่างกายดีหรือไม่?”
“จะบ้าหรือ? ข้าก็แค่เฝ้าเขาแทนเ้า เอาเป็ว่าให้เขาตอบแทนเ้าไม่ดีกว่าหรือ?”
“ไม่ได้ๆ ข้าไม่เหมาะกับบัณฑิตหรอกเพราะข้าทำสิ่งใดก็ไร้ระเบียบ ส่วนเ้าชอบหาความรู้และยังเป็คนทำทุกอย่างเรียบร้อย”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว คนเป็ขุนนางมีภรรยาหลายคน ข้าไม่ปรารถนาจะข้องเกี่ยวด้วยหรอก” เจียงลี่จังเม้มปาก
“เออๆ ไม่เอาก็ไม่เอา ดูเ้า เสื้อผ้าเลอะเืไปหมดแล้ว รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวข้าจะเฝ้าเขาเอาไว้เอง”
พวกองครักษ์พามือปราบเข้ามาตรวจตราสถานที่และเก็บศพออกไปข้างนอกจวน หว่านอิ๋งอิ๋งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของฉีหรงไม่ยอมขยับไปที่อื่นเพราะเกรงจะมีคนสวมรอยมาฆ่าฉีหรงซ้ำ
*********************

