เมื่อคุ้นเคยกับการกินอาหารแบบใดแบบหนึ่งไปแล้ว มันก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แม้ว่าภายหลังพ่อแม่บุญธรรมจะจากไปแล้ว และทิงเสวี่ยต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เธอก็ยังคงกินมังสวิรัติเป็นหลัก
กลับมาเกิดใหม่ได้พักหนึ่งแล้ว เธอก็ยังคงคุ้นเคยกับการกินมังสวิรัติ ไม่ใช่ว่าไม่แตะต้องเนื้อสัตว์เลย แค่กินน้อยลง เธอไม่ได้ชอบการกินเนื้อสัตว์ขนาดนั้นแล้ว และอีกอย่างก็คือต้องเก็บเนื้อไว้ให้พ่อกับอาสามกิน
เช้าตรู่หลินกั๋วผิงก็ไปช่วยงานที่บ้านหลินกั๋วจวินแล้ว ทิงเสวี่ยไม่ได้ตามไปด้วย หลังจากกินข้าวเช้ากับอาสามแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง
ทิงเสวี่ยเช็ดโต๊ะ กวาดพื้น แล้วก็ล้างถ้วยชามขัดหม้อจนสะอาด ตั้งใจจะไปซักเสื้อผ้าสกปรกของตัวเองกับของพ่อที่เปลี่ยนออกมา แต่พบว่าที่บ้านไม่มีผงซักฟอกและสบู่เหลือน้อยแล้ว เธอจึงหยิบเงินค่าขนมสองสามเหรียญจากลิ้นชัก ตั้งใจจะไปซื้อที่ร้านค้าสหกรณ์
ทิงเสวี่ยกำลังจะออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเห่าอยู่ข้างนอก นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ล่ามโซ่เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนไว้ ถ้าเกิดไปกัดคนเข้าจะแย่เอา เธอรีบวิ่งออกไปที่ลานบ้าน “เตี๋ยนเตี่ยน ไปนอนอยู่ข้างๆ โน้นไป”
เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนแลบลิ้นสีแดงเล็กๆ น่ารักให้เจ้านายตัวน้อยของมัน แล้วก็ไปนอนอาบแดดอยู่ข้างๆ รังของตัวเอง
“เสียวเสวี่ย ทำไมไม่ล่ามหมาของเธอไว้ล่ะ? ตกใจหมดเลย” คนที่มาคือหลินหงเหมย เพราะกลัวโดนหมากัด เธอจึงยืนอยู่แค่หน้าลานไม่กล้าเข้ามา พอเห็นทิงเสวี่ยออกมาและไล่หมาไปอยู่ข้างๆ แล้ว เธอจึงกล้าเดินเข้ามาในลาน
ทิงเสวี่ยแค่ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้แล้วว่าหลินหงเหมยมาตอนนี้เพื่ออะไร “ฉันกำลังจะล่ามโซ่หมาอยู่พอดี ไม่คิดว่าเธอจะมาซะก่อน ว่าแต่... เธอมาบ้านฉันมีธุระอะไรเหรอ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีเย็นชาของทิงเสวี่ย หลินหงเหมยก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย เธอยังคงเดินเข้ามาใกล้ “เสียวเสวี่ย พวกเราไปบ้านลุงใหญ่ด้วยกันเถอะ”
บ้านลุงใหญ่ที่หลินหงเหมยพูดถึงก็คือบ้านของหลินกั๋วจวินคนฆ่าหมูนั่นเอง
หลินกั๋วผิงไปช่วยงานที่นั่น ดังนั้นทิงเสวี่ยก็จะตามไปเล่นด้วย แล้วที่นั่นก็จะได้กินซุปต้มเครื่องในหมูและแทะกระดูกหมูชิ้นใหญ่ หลินหงเหมยกับหลินหงจวินก็จะคอยตามก้นเธออยู่ตลอด จึงได้อาศัยใบบุญไปด้วย บ้านหลินกั๋วจวินเห็นแก่หน้าหลินกั๋วผิง จึงไม่ว่าอะไรกับเด็กๆ ที่ตามก้นทิงเสวี่ยมา หลินหงเหมยและหลินหงจวินตามทิงเสวี่ยไปกินซุปแทะกระดูกที่บ้านหลินกั๋วจวิน มีความสุขอย่าบอกใครเชียว
หลังจากหลินหงเหมยบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกมาตรงๆ ทิงเสวี่ยก็เหลือบมองเธออย่างไม่พอใจแล้วจึงเอ่ยปาก “จะไปก็ไปเองสิ ฉันยังมีธุระอื่นต้องทำอีก”
หลินหงเหมย “…”
“เสียวเสวี่ย เธอจะมีธุระอะไรกัน? พวกเรารีบไปกันเถอะ ฉันได้ยินมาว่าพี่หงรุ่ยเอากล้องถ่ายรูปมาจากในเมืองด้วยนะ พวกเรารีบไปดูกันเถอะว่ากล้องถ่ายรูปหน้าตาเป็นยังไง”
พี่หงรุ่ยที่หลินหงเหมยพูดถึงคือลูกชายคนเล็กของหลินกั๋วจวิน เป็นครูสอนมัธยมปลายในตัวเมือง ถือว่าเป็นคนที่มีหน้ามีตาคนหนึ่งในบรรดาคนรุ่นใหม่ของตระกูลหลิน
หลินหงเหมยทั้งสนเรื่องกินซุปกินเนื้อและสนเรื่องดูกล้องถ่ายรูปด้วย แต่ถ้าทิงเสวี่ยไม่ไป เธอก็ไม่กล้าไปเอง
จางเสี่ยวเสีย แม่ของหลินหงเหมยมีเรื่องบาดหมางกับลูกสะใภ้คนโตของหลินกั๋วจวิน หลินหงเหมยอยากจะไปกินเนื้อแทะกระดูกที่บ้านหลินกั๋วจวินก็ทำได้เพียงเดินตามต้อยๆ ไปกับทิงเสวี่ยเท่านั้น
หลินหงเหมยคิดว่าทิงเสวี่ยจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องกล้องถ่ายรูปเหมือนตัวเอง ไม่คิดว่าทิงเสวี่ยจะไม่สนใจของแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย “กล้องถ่ายรูปมีอะไรน่าตื่นเต้นนักหนา ดูไปก็ไม่ใช่ของเธอสักหน่อย จะไปก็ไปเองสิ ฉันไม่ไป ฉันยังต้องไปซื้อผงซักฟอกกับสบู่มาซักผ้าอีก”
ทิงเสวี่ยหันหลังกลับไปใส่กลอนประตู ห้องของตัวเองทันที แล้วก็กวักมือเรียกเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนที่นอนอาบแดดอยู่
หลินหงเหมยเห็นเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเดินมาทางทิงเสวี่ยก็ตกใจรีบถอยหลัง “เสียวเสวี่ย เธอไปซื้อของก่อนสิ ฉันรอเธออยู่ที่บ้าน พอกลับมาแล้วเราค่อยไปบ้านลุงใหญ่ด้วยกัน”
เดิมทีทิงเสวี่ยตั้งใจจะปฏิเสธ แต่พอฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ เธอก็รีบกลืนคำพูดเหล่านั้นกลับลงคอ แล้วเปลี่ยนมาเออออด้วยน้ำเสียงว่าง่าย “ก็ได้ค่ะพี่หงเหมย พี่รอฉันอยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวฉันซื้อของกลับมาซักผ้าเสร็จแล้วจะไปหา แล้วเราค่อยไปบ้านลุงใหญ่พร้อมกัน’
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของทิงเสวี่ยทำให้หลินหงเหมยดีใจจนเนื้อเต้น “ได้ ฉันจะรอเธออยู่ที่บ้านนะ”
มองดูแผ่นหลังที่กระโดดโลดเต้นของหลินหงเหมย ทิงเสวี่ยก็เบ้ปากอย่างดูถูก แล้วก็พาเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนออกจากบ้านไป
หมู่บ้านต้าเหอเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีกว่าพันครัวเรือน นอกจากประชากรจะหนาแน่นแล้ว พื้นที่ยังกว้างขวาง บ้านเรือนปลูกสร้างกระจัดกระจายกันไป ทำให้มีร้านค้าสหกรณ์เปิดถึงสองแห่ง ทิงเสวี่ยเลือกไปร้านที่อยู่ใกล้บ้านมากกว่า แต่ถึงจะเรียกว่าใกล้ หากเดินเท้าไปก็ยังต้องใช้เวลาเกือบสิบนาที
คนที่เปิดร้านค้าสหกรณ์เป็นสามีภรรยาอายุราวสี่สิบปี คนที่คอยต้อนรับลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นภรรยาเจ้าของร้าน
บ้านของทิงเสวี่ยกับสองสามีภรรยาเจ้าของร้านค้าสหกรณ์นี้ก็ยังเป็นญาติกันแบบอ้อมๆ ดังนั้นทุกครั้งที่มาซื้อของทิงเสวี่ยก็จะพูดเสียงหวานว่า “สวัสดีค่ะคุณป้า”
เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก แต่งตัวสะอาดสะอ้าน แถมยังปากหวานอีก ผู้ใหญ่จะไม่ชอบได้อย่างไรกัน?
“เสียวเสวี่ย ที่นี่มีหมากฝรั่งเป่าลูกโป่งแบบใหม่มาด้วยนะ ไม่ซื้อกลับไปเป่าเล่นสักสองสามอันเหรอ?” ภรรยาเจ้าของร้านรู้ว่าทิงเสวี่ยและเด็กๆ วัยไล่เลี่ยกันชอบหมากฝรั่งเป่าลูกโป่ง และเมื่อก่อนทุกครั้งที่ทิงเสวี่ยมาซื้อของก็จะต้องซื้อหมากฝรั่งชนิดนี้กลับไปสองสามอัน เพราะเธอปากหวานน่ารัก ภรรยาเจ้าของร้านก็จะแถมให้อันหนึ่งเสมอ
ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้ภรรยาเจ้าของร้านแล้วพูดว่า “คุณป้าคะ ที่บ้านหนูยังมีหมากฝรั่งเป่าลูกโป่งอยู่เลยค่ะ รอให้ที่บ้านหมดก่อนแล้วค่อยมาซื้อใหม่นะคะ”
หมากฝรั่งเป่าลูกโป่งเป็นความทรงจำที่ดีในวัยเด็กของเด็กๆ ยุค 80-90 หลายคน
หมากฝรั่งเป่าลูกโป่งไม่ใช่ของกินให้อิ่มท้อง แต่เป็นหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วใช้เป่าลูกโป่งเล่น สำหรับยุคสมัยที่ขาดแคลนวัตถุสิ่งของและของเล่นต่างๆ หมากฝรั่งมหัศจรรย์นี้ที่ทั้งได้ลิ้มรสหวานและยังเป่าเล่นได้จึงกลายเป็นของโปรดของเด็กๆ
เมื่อก่อนทิงเสวี่ยก็ชอบหมากฝรั่งเป่าลูกโป่งมากเช่นกัน เธอใช้เงินค่าขนมส่วนหนึ่งไปกับการซื้อหมากฝรั่งชนิดนี้ เธอยังเคยแข่งกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนด้วยว่าใครเป่าลูกโป่งได้ใหญ่กว่ากัน
แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ชอบมันแล้ว ถึงแม้ว่าตัวเธอยังเป็นเด็ก แต่จิตใจข้างในเป็นผู้ใหญ่แล้ว แถมยังเป็นคุณป้ารุ่นใหญ่เสียด้วย การเล่นเป่าลูกโป่งจากหมากฝรั่งมันดูเด็กเกินไป และของแบบนี้มันก็เปลืองเงินด้วย สู้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ภรรยาเจ้าของร้านไม่เพียงแต่ไม่โกรธที่ทิงเสวี่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล กลับกันยังรู้สึกว่าเธอเป็นเด็กที่รู้ความมาก
ทิงเสวี่ยซื้อของที่ต้องการเสร็จแล้วก็จ่ายเงิน ถึงแม้ทิงเสวี่ยจะบอกว่าไม่เอาหมากฝรั่งเป่าลูกโป่งแล้ว แต่ภรรยาเจ้าของร้านก็ยังคงยัดใส่มือเธอมาอันหนึ่ง
หลังจากทิงเสวี่ยออกจากร้านค้าสหกรณ์แล้วก็พาเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเดินกลับบ้าน แต่เธอไม่ได้กลับบ้านทันที เธอตั้งใจจะอ้อยอิ่งอยู่ข้างนอกให้นานหน่อย ให้หลินหงเหมยรออยู่ที่บ้านให้รากงอกไปเลย
เธอไม่อยากพาหลินหงเหมยไปกินเนื้อแทะกระดูกที่บ้านหลินกั๋วจวินด้วยหรอก สำหรับคนประเภทที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นไม่รู้จักพอนั้นสมควรจะโดนสั่งสอนบ้าง
ทิงเสวี่ยเอาถุงผ้าที่ใส่ของแขวนไว้ที่คอของเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนเลย แบบนี้ตัวเองจะได้มือว่าง
เธอพาเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนไปที่ริมแม่น้ำ
ที่หมู่บ้านต้าเหอได้ชื่อนี้ก็เพราะมีแม่น้ำไหลผ่านนั่นเอง
แม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านหมู่บ้านต้าเหอ แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบเรียบ ส่วนฝั่งตะวันตกภูมิประเทศค่อนข้างขรุขระ บ้านของทิงเสวี่ยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออก เช่นเดียวกับโรงเรียนและตลาดของหมู่บ้าน
ขณะที่ทิงเสวี่ยเดินเลียบแม่น้ำ พลันได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ แว่วมาแต่ไกล เมื่อหันไปมองตามเสียงก็เห็นเด็กชายกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมกรอบเด็กอีกคนไว้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะและคำด่าทอ มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นว่า ฉินหยวนเฟิง เรียกพ่อสิ! เรียกพ่อแล้วฉันจะปล่อยแกไป
เมื่อได้ยินชื่อ “ฉินหยวนเฟิง” สามคำนี้ หัวใจของทิงเสวี่ยก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที เธอเร่งฝีเท้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว อยากจะเข้าไปดูให้รู้แน่ชัด
พอเข้าไปใกล้ ทิงเสวี่ยก็มองเห็นชัดเจน เด็กผู้ชายที่ถูกเด็กเกเรสี่คนล้อมอยู่ตรงกลางด้วยท่าทางอิดโรยคนนั้นก็คือฉินหยวนเฟิง
หัวโจกที่รังแกฉินหยวนเฟิงในกลุ่มเด็กเกเรนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหวังเหว่ยไฉ ลูกพี่ลูกน้องสายเลือดเดียวกันของฉินหยวนเฟิงเอง
ฉินหยวนเฟิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนตอไม้ ไม่ว่าพวกเด็กเกเรจะตะโกนโหวกเหวกอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ ไม่ตอบโต้และไม่ปริปาก ยิ่งเขาทำแบบนี้พวกเด็กเกเรก็ยิ่งได้ใจ โดยเฉพาะหวังเหว่ยไฉที่กระโดดโลดเต้นไปมา “ฉินหยวนเฟิง ถ้าแกกล้าลอดหว่างขาฉันกลับไป ฉันจะให้แกกินซาลาเปาไส้หมู กล้าไหมล่ะ?”
เด็กอ้วนเตี้ยอีกคนพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทางยียวนว่า “มันจะไปกล้าได้ยังไงล่ะเหว่ยไฉ ถ้าฉันจำไม่ผิด เจ้าหมอนี่แก่กว่านายตั้งเกือบปีเลยไม่ใช่เหรอ เป็นพี่แท้ๆ แต่ทำไมดูไปดูมาถึงตัวกะเปี๊ยกเหมือนเป็นน้องชายนายเลยวะ”
หวังเหว่ยไฉถ่มน้ำลายใส่ฉินหยวนเฟิง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไอ้กระจอกนี่น่ะเหรอจะให้ฉันเรียกว่าพี่? ถุย! ต่อให้มันมาคอยหิ้วรองเท้าให้ ฉันยังรังเกียจว่ามันเกะกะลูกตาเลย”
คำพูดของหวังเหว่ยไฉเรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากเด็กคนอื่นๆ ตลอดเวลานั้นฉินหยวนเฟิงยังคงยืนนิ่งเงียบ แม้แต่น้ำลายที่กระเด็นมาโดนลำคอ เขาก็ไม่คิดจะเบี่ยงตัวหลบ ทิงเสวี่ยทนดูภาพตรงหน้าต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
“หวังเหว่ยไฉ! นายรังแกคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง? นั่นมันลูกพี่ลูกน้องของนายนะ! ถ้าคนอื่นแกล้งเขาก็พอว่า แต่นี่นายกลับเป็นคนพาพวกมารุมเอง? '
น้ำเสียงเล็กแหลมของทิงเสวี่ยดังกังวานไปทั่วบริเวณ ถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและพลังอำนาจนั้น เล่นเอาพวกเด็กเกเรถึงกับชะงักงันด้วยความตกตะลึง
ผ่านไปครู่หนึ่งพวกเขาก็เริ่มได้สติ หวังเหว่ยไฉปรายตามองทิงเสวี่ยอย่างเหยียดหยาม ตีหน้ายักษ์แล้วตะคอกใส่ “หลินทิงเสวี่ย! ยัยเด็กบ้าอย่างเธอจะมายุ่งอะไรด้วย รีบไสหัวไปไกลๆ เลยไป!”
ทิงเสวี่ยคร้านจะต่อปากต่อคำกับอันธพาลอย่างหวังเหว่ยไฉ เธอหันไปสั่งเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนที่ยืนรออยู่ด้านหลังว่า “เตี๋ยนเตี่ยน สั่งสอนพวกนิสัยไม่ดีพวกนี้ฉันหน่อย!”
สิ้นเสียง เจ้าเตี๋ยนเตี่ยนก็กระโจนพรวดออกมา พอเห็นสุนัขพุ่งเข้าใส่ กลุ่มเด็กเกเรก็วงแตก วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง เหลือเพียงฉินหยวนเฟิงที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เมื่อเห็นพวกนั้นหนีไปหมดแล้ว ทิงเสวี่ยจึงเรียกเจ้าเตี๋ยนเตี่ยนกลับมา ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉินหยวนเฟิง “ฉินหยวนเฟิง พวกนั้นรังแกนาย ทำไมนายถึงไม่สู้กลับบ้างล่ะ?”
สภาพของ “ไอ้ขี้แพ้” ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้ทิงเสวี่ยยากจะเชื่อมโยงได้จริงๆ ว่าในชาติก่อน เขาคนนี้จะกลายเป็นเจ้าพ่อวงการธุรกิจที่อายุน้อยที่สุดในประเทศได้อย่างไร เฟิงฉือกรุ๊ปของเขานั้นเป็นบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสี่สิบปี เขากลับติดอันดับมหาเศรษฐีในประเทศ และยังมีชื่อปรากฏบนทำเนียบมหาเศรษฐีหนุ่มสาวระดับโลกของ Forbes อีกด้วย
คนที่มีความสามารถขนาดนี้ สุดท้ายกลับต้องจบชีวิตลงด้วยการตกตึกตายอย่างน่าเสียดาย ถึงแม้ในอนาคตเขาจะได้เป็นถึงเจ้าพ่อธุรกิจผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินมหาศาล แต่ปมด้อยในวัยเด็กก็ยังคงฝังใจฉินหยวนเฟิงตลอดมา
ทิงเสวี่ยเคยรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ผ่านบทสัมภาษณ์และหนังสืออัตชีวประวัติของเขาที่ถ่ายทอดโดยนักเขียนชื่อดัง... ชีวิตวัยเด็กของฉินหยวนเฟิงนั้นเต็มไปด้วยความอาภัพ ความแร้นแค้น และขวากหนาม เป็นอดีตอันขมขื่นที่เขาไม่ปรารถนาจะหวนรำลึกถึงมันอีก