เช้าวันต่อมา ฝนหยุดตกแล้ว แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านเมฆบาง ๆ เข้ามาในโรงพยาบาล ภณตื่นขึ้นจากโซฟาในห้องพักแพทย์ด้วยอาการปวดหัวจาง ๆ เขานอนไม่หลับทั้งคืน คิดถึงคำพูดของธนัชและสายตาของฟางที่ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง
ที่โถงทางเดิน ธนัชเดินผ่านด้วยท่าทางรีบร้อน เขาสวมเสื้อกาวน์ที่สะอาดสะอ้าน ถือแฟ้มเคสในมือ เขากำลังจะไปประชุมทีมศัลยกรรม แต่สายตาของเขาเผลอมองไปที่ห้องพักแพทย์ที่ภณเพิ่งเดินออกมา ทั้งคู่สบตากันโดยบังเอิญ
ภณหยุดเดิน หัวใจเต้นแรง “หมอธัน” เขาเรียกเบา ๆ
ธนัชชะงัก เขามองภณครู่หนึ่ง ใบหน้าซีด ๆ ดวงตาที่แดงก่ำ และท่าทางที่ดูอ่อนล้า เขารู้สึกถึงความรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นมาในใจ “นายดูไม่ดี” เขาพูด “ไปพักเถอะ”
“ผมไม่เป็ไร” ภณตอบ เขาก้าวเข้าไปใกล้ “ผมแค่อยากรู้ว่าหมอจะหนีผมไปอีกนานแค่ไหน”
ธนัชกำแฟ้มในมือแน่น “ฉันไม่ได้หนี” เขาตอบ “ฉันแค่…ทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน”
“ชัดเจนยังไงครับ” ภณถาม “ชัดเจนว่าหมอไม่รู้สึกอะไร หรือชัดเจนว่าหมอกลัวที่จะยอมรับ”
ธนัชเงียบ เขามองตาภณ ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความหวัง เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก่อนที่เขาจะตอบ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง
“หมอธัน” เสียงของฟางดังชัดเจน เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางสงบ มือหนึ่งถือแฟ้ม อีกมือล้วงกระเป๋ากาวน์ “ประชุมเริ่มแล้วค่ะ ทุกคนรออยู่”
ธนัชหันไปมองฟาง “ขอบคุณ” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนหันกลับมาที่ภณ “ไว้เราค่อยคุยกัน” เขาพูดแล้วเดินตามฟางไป
ภณยืนนิ่ง มองตามหลังธนัชที่เดินเคียงข้างฟาง ฟางเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง สายตาที่เย็นเยือกแต่แฝงด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ เธอรู้ว่าภณกำลังเจ็บ และเธอรู้ว่าเธอเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น
ในใจของฟาง เธอคิดถึงวันรับปริญญา วันที่เธอยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ตอนนี้ เธอไม่ยอมแพ้อีกต่อไป เธอจะรอวันที่ภณและธนัชพังลงด้วยกัน และเมื่อถึงวันนั้น เธอจะเป็คนยื่นมือให้ภณ ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่ในฐานะคนที่พร้อมเหยียบย่ำความรู้สึกที่เคยถูกเขาปฏิเสธ
ห้องประชุมทีมศัลยกรรมตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของโรงพยาบาล ผนังกระจกใสขนาดใหญ่เปิดรับแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านเมฆบาง ๆ เข้ามาในห้อง แสงสะท้อนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มยาวสิบที่นั่ง ซึ่งเต็มไปด้วยแฟ้มประวัติคนไข้ ปากกา และแก้วกาแฟที่ควันยังลอยกรุ่น กลิ่นกาแฟผสมกับกลิ่นกระดาษใหม่ลอยคละคลุ้งในอากาศ เก้าอี้หนังสีดำถูกจัดเรียงเป็ระเบียบ แพทย์หลายคนนั่งรออยู่แล้ว บางคนจดบันทึก บางคนคุยกันเบา ๆ เกี่ยวกับเคสล่าสุด
ธนัชเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสงบแต่เต็มไปด้วยอำนาจ เขาสวมเสื้อกาวน์ที่สะอาดสะอ้าน ผมสีดำเข้มที่ตัดสั้นเรียบร้อยถูกปัดไปด้านข้างเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองรอบห้องก่อนหยุดที่จอโปรเจคเตอร์ที่ฉายภาพเอ็กซเรย์ของกระดูกสะโพกร้าว เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะด้วยเสียงดังเบา ๆ แล้วหันไปมอง ฟาง ที่เดินตามเข้ามา
ฟางสวมชุดกาวน์ที่เข้ารูปกับร่างสูงเพรียวของเธอ ผมยาวสีดำที่มัดสูงเผยให้เห็นใบหน้าคมที่ดูสงบแต่แฝงด้วยเล่ห์ เธอถือแฟ้มในมือขวา อีกมือล้วงกระเป๋ากาวน์ เธอเดินไปยืนข้างธนัชด้วยท่าทางผ่อนคลาย ก่อนหันไปยิ้มให้ทีมแพทย์ในห้อง “เริ่มเลยไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่ชัดเจน
ธนัชพยักหน้า “เริ่ม” เขาตอบสั้น ๆ แล้วหันไปที่จอ “เคสนี้เป็คนไข้ชาย อายุ 42 ปี อุบัติเหตุรถยนต์ กระดูกสะโพกร้าวและมีเืออกในช่องท้อง ทีมผ่าตัดจะลงบ่ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนดูจุดนี้” เขาชี้ไปที่รอยร้าวบนภาพเอ็กซเรย์ด้วยปากกาเลเซอร์ “มันใกล้เส้นประสาทมาก ต้องระวัง”
แพทย์คนหนึ่งยกมือขึ้น “หมอธันคิดว่าเราควรใช้เทคนิคไหนดีครับ”
ธนัชครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ผมแนะนำการตรึงกระดูกด้วยแผ่นโลหะ แต่ต้องเช็กเส้นประสาทก่อน ถ้ามีปัญหาเราจะเปลี่ยนแผน” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงเ็าแต่หนักแน่น
ฟางมองธนัชจากมุมตา เธอสังเกตเห็นรอยย่นเล็ก ๆ ที่หน้าผากของเขาซึ่งเป็สัญญาณของความเครียดที่เขาไม่เคยแสดงออกมาเต็มที่ เธอรู้ว่าเขาไม่ได้นอนเต็มที่เมื่อคืน รอยคล้ำใต้ตาของเขาบอกทุกอย่าง และเธอเดาว่าเกี่ยวข้องกับภณแน่นอน เธอยิ้มมุมปากให้ตัวเองก่อนหันไปพูดกับทีม “ฉันจะช่วยดูเื่การเตรียมเครื่องมือค่ะ หมอธันคงวางใจได้”
ธนัชเหลือบมองฟางครู่หนึ่ง “ขอบคุณ” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนดำเนินการประชุมต่อ
แต่ในใจของธนัช เขารู้สึกถึงเงาของภณที่ตามหลอกหลอนเขา คำถามของภณเมื่อครู่ “ถ้ามันเป็แค่ความผิดพลาด หมอจะกล้าทำมันอีกไหม” ยังคงดังก้องในหัว เขากำปากกาแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบความรู้สึกที่ผุดขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน ภณยังคงยืนอยู่ที่โถงทางเดินชั้นล่าง เขามองตามหลังธนัชและฟางที่หายไปที่ลิฟต์ แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างตกกระทบใบหน้าซีดของเขา ผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยุ่งเล็กน้อยจากคืนที่ไม่ได้นอนเต็มที่ตกลงมาปรกหน้าผาก เขาสวมเสื้อกาวน์ที่ยับยู่ยี่ หลักฐานของการนอนขดตัวบนโซฟาในห้องพักแพทย์ และมือของเขายังกำแฟ้มประวัติคนไข้ที่เขาเพิ่งหยิบมาจากเคาน์เตอร์
เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าในอก ความว่างที่เกิดจากคำพูดของธนัชที่ไม่เคยให้คำตอบชัดเจน เขายกมือขึ้นััที่ริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว จุดที่ธนัชเคยจูบเขาเมื่อสองคืนก่อน ความร้อนจากัันั้นยังคงฝังอยู่ในความทรงจำ แต่ความเ็าที่ตามมาทำให้เขาสับสน
“นายแพทย์ภณ” เสียงของพยาบาลสาวดังขึ้นจากด้านหลัง “มีเคสเด็กที่กระดูกแขนหักเข้ามาค่ะ หมอกรณ์ฝากบอกให้คุณไปดูด้วย”
ภณหันกลับไป “ครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงแหบ ๆ “เดี๋ยวไป” เขาเก็บแฟ้มลงในกระเป๋าแล้วเดินไปที่ห้องฉุกเฉิน ทุกย่างก้าวของเขาหนักอึ้งราวกับแบกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยความโกลาหล เสียงร้องไห้ของเด็ก เสียงเครื่องมือแพทย์ที่ดังเป็ระยะ และกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนขึ้นจมูก เด็กหญิงวัย 10 ปีนอนอยู่บนเตียง เธอสวมเสื้อยืดสีฟ้าที่เปื้อนโคลน แขนขวาของเธอบิดงอผิดรูปจากอุบัติเหตุจักรยาน แม่ของเด็กยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง มือกุมปากแน่น
“คุณหมอ ช่วยลูกฉันด้วยค่ะ” เสียงของแม่สั่นเครือ
ภณพยักหน้า “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูให้ดีที่สุด” เขาเดินไปที่เตียง ตรวจแขนของเด็กด้วยความระมัดระวัง นิ้วของเขาััที่ผิวแขนของเธอเบา ๆ เพื่อหาจุดที่หัก “เจ็บตรงไหนบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เจ็บ…ตรงนี้ค่ะ” เด็กตอบ เสียงของเธอสั่นจากความเ็ป
ภณสั่งให้พยาบาลเตรียมเอ็กซเรย์ เขาทำงานด้วยความตั้งใจ จัดท่าแขนของเด็ก วางแผ่นตะกั่วป้องกันรังสี และรอผลจากเครื่อง เขาพยายามโฟกัสกับงานเพื่อลืมความรู้สึกในใจ แต่ทุกครั้งที่เงียบลง เขากลับนึกถึงธนัช ใบหน้าที่เ็าแต่เต็มไปด้วยปมที่เขาไม่เคยเข้าใจ