ตอนที่ 9 ช่วยเหลือคชสารพงไพรน้อย (1)
ณ จุดพักที่ใช้ในการตั้งแค้มป์ในคืนนี้ของกลุ่มล่าสัตว์บ้านท่าเสด็จ…….
หลังจากที่ทุกคนเริ่มออกเดินทางต่อมาได้สักระยะหนึ่งพวกเขาก็ได้พบกับสถานที่ในการตั้งแค้มป์พักซึ่งจุดพักตรงนี้มันเป็ลานขนาดเล็กที่ไม่ใหญ่มาก………
“ไอ้แดงและไอ้บุญเอ็งจงนำทุกคนไปหาตัดฟืนตัดไม้มาก่อกองไฟและหุงหาอาหารกัน ส่วนไอ้ผาไอ้ทิตไปกับข้า เราไปจับปลาอยู่ที่น้ำไหลทางด้านนู้น!” ผู้ใหญ่บ้านได้สั่งงานให้แต่ละคนออกไปหาสิ่งของต่างๆที่จะนำมาใช้ในการพักค้างแรมในคืนนี้.........
“ขอรับพ่อผู้ใหญ่!” ลูกบ้านได้พูดตอบผู้ใหญ่บ้านอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะออกไปหาฟืนเพื่อมาก่อกองไฟ และจัดทำที่พักของใครของมัน…….
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป…….
หลังจากที่ทุกคนช่วยกันหาฟืนมาก่อกองไฟและทำที่นอนของตนเองเสร็จแล้วทุกคนก็มานั่งรวมกันรอบกองไฟเพื่อกินข้าวและพูดคุย………
“พันผาเอ็งจงตั้งใจฟังข้าพูดให้ดีๆในดงพญาหมูป่าแห่งนี้มี มันมีความอุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมมากไม่ว่าจะเป็แอ่งน้ำขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สัตว์เล็กสัตว์น้อย ผลหมากรากไม้นานาชนิดล้วนรวมอยู่ในดงป่าแห่งนี้ และผู้ที่เป็เ้าถิ่น ณดงแห่งนี้มันก็คือพญาหมูป่า”
“ซึ่งหากเป็หมู่ป่าทั่วๆ ไปร่างของพวกมันจะมีขนาดตัวที่ใหญ่และสูงพอๆ กับเด็กอย่างไอ้กล้วยเลยแถมพวกมันยังมีพละกำลังประดุจดั่งโคถึกถึงสามตัวด้วยกันและมันยังมีความว่องไวเป็ที่สุด แต่เมื่อเทียบกับผู้ที่เป็าาของพวกมันแล้วความสามารถทุกๆ อย่างที่ข้าได้กล่าวไปนั้น มันจักเพิ่มขึ้นนับเท่าตัวเลย”
“ซึ่งจุดที่แตกต่างอย่างหนึ่งของมันที่ไม่เหมือนหมู่ป่าทั่วๆไปก็คือ มันมีดวงตาสีแดงก่ำ และมีขนที่หน้าผากยิงยาวไปถึงหางเลยแถมสีขนของมันยังเป็สีเหมือนเปลวไฟ ซึ่งมันสามารถสะท้อนแสงในยามค่ำคืนได้ทำให้พวกเราสามารถแยกแยะความแตกต่างเมื่อพบเจอว่าตัวไหนที่เป็จ่าฝูงหรือตัวไหนที่เป็าาซึ่งหากให้เทียบกับนักรบผู้หนึ่งแล้วละก็มันคงเทียบได้กับนักรบระดับนายพันชั้นสูงผู้หนึ่งเลย ดังนั้นพวกเอ็งทุกๆคนที่มาในวันนี้จงจำเอาไว้ให้มั่น! ว่าอย่าได้ประมาทเป็อันขาดเมื่อต้องพบเจอกับพญาหมูป่า”
ผู้ใหญ่บ้านได้พูดถึงเื่ราวความเป็มาของดงพญาหมูป่านี้ให้พันผาและทุกๆได้ฟังซึ่งมีเพียงพันผาคนเดียวเท่านั้นที่พึ่งได้ฟังความเป็มาของดงพญาหมูป่าเป็ครั้งแรก…….
“ขอรับพ่อผู้ใหญ่!” พันผาพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านได้เล่าเขาจึงขานรับผู้ใหญ่บ้านออกไป พร้อมๆ กับแสดงสีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นเพราะความแข็งแกร่งของพญาหมูป่านั้นมันเหนือกว่าตัวเขาที่เป็นักรบชั้นพันระดับกลางเสียอีก…….
“อันที่จริงกูเคยเห็นมันอยู่คราหนึ่งตอนที่กูยังเป็หนุ่มๆซึ่งในวันนั้นกูกับไอ้เดี่ยวเพื่อนสนิทที่ป่วยตายไปหลายปีแล้ว ได้พบมันเข้าตอนที่พวกกูกำลังออกล่าที่ป่าด้านนอกดงพญาหมูป่าแห่งนี้และด้วยความคึกคะนองของพวกกู ที่คิดว่าจักสามารถจัดการกับมันได้จึงได้เร่งหันคมดาบไปทางพญาหมูป่าตัวนั้นเพื่อหวังสังหารมันให้สิ้นแต่ใครจะไปรู้กันละว่า หนังของมันจักเหนียวขนาดที่ดาบลงอาคมของพวกกูจะหักเมื่อกระทบกับหนังของมันดังนั้น พวกกูทั้งสองจึงไม่รอช้ารีบพากันวิ่งหนีออกจากพื้นที่ตรงนั้นเสียทันที!”
ผู้ใหญ่บ้านได้เล่าประสบการณ์ของตนเองที่ได้เจอกับพญาหมู่ป่าให้ทุกๆคนฟัง ซึ่งเขากับเพื่อนทั้งสองคนก็ไม่อาจหาญสามารถที่จะเอาชนะมันได้เพราะหนังของมันที่เหนียวมากขนาดที่ดาบลงอาคมที่นำไปด้วยยังหักไม่เหลือชิ้นดี.........
“สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็พญาหมูป่าแม้แต่ดาบลงอาคมของพ่อผู้ใหญ่ยังหักเยี่ยงนั้นพวกเราจักทำเช่นใดเมื่อต้องพบเจอกับมันละขอรับ!” ชายวัยกลางชื่อทิตพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่กังวลใจแต่ในใจก็ใช่ว่าเขาจะกลัว เขาแค่เป็ห่วงความปลอดภัยของสมาชิกในกลุ่มต่างหากเพราะส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นักรบชั้นหัวหมู่กันทั้งนั้น.........
“พวกเอ็งอย่ากังวลใจไปเสียให้มากพญาหมู่ป่ามันเป็สัตว์ที่ไม่ใช่จะเจอกันง่ายๆ บางคนเล่าให้ข้าฟังว่า เดินในดงพญาหมูป่าอยู่สองถึงสามคืนก็ไม่เคยได้เห็นพวกเอ็งคงจักไม่โชคดีขนาดนั้นดอก! เว้นเสียแต่ไอ้แดงมันจักทำเื่ไม่เป็เื่ละนะ”ผู้ใหญ่บ้านพูดให้ทุกคนสบายใจ และไม่ให้กังวลกันมากเกินไปเพราะพญาหมูป่าไม่ใช่ว่าใครมาแล้วจะเห็นกันได้ง่ายๆ ก่อนจะหันไปพูดเหน็บแนมใส่ไอ้แดง.........
“โธ่พ่อผู้ใหญ่ ไยท่านถึงได้มองข้าเป็คนแบบนั้นกันตัวข้าออกจะเป็คนดีเสียป่านนี้”ไอ้แดงถึงกับขนหน้าลุกเลยเมื่อได้ยินคำเหน็บแนมของผู้ใหญ่บ้าน…….
“พวกเ้าอย่าได้เข้าใจว่าพญาหมูป่าเป็สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดมันยังมีสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากกว่านี้ที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในป่าและก็ยังไม่มีมนุษย์คนใดที่เดินลึกข้ามดงพญาหมูป่าเข้าไปแล้วจะได้กลับออกมาอีกแม้แต่ผู้เดียวพูดแล้วข้าก็ยังไม่กล้าคิดที่จะเข้าไป!” ผู้ใหญ่บ้านได้เล่าต่อไปอีกถึงความน่ากลัวของป่าแห่งนี้ว่าดงพญาหมู่ไม่ใช่สถานที่เดียวที่อันตรายแต่ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้ที่อาศัยลึกเข้าไปในป่าที่กว้างใหญ่นี้.......
“น่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือพ่อผู้ใหญ่ถ้ามันน่ากลัวขนาดนั้น ข้าคงไม่คิดที่จะเดินข้ามดงพญาหมูป่าเข้าไปลึกกว่านี้ดอกเพราะั้แ่เจอกับคชสารพงไพรโขลงที่แล้ว หัวใจของข้ายังอยู่ที่ตาตุ่มและยังไม่ทันได้กลับเข้ามาที่เดิมเลยละพ่อผู้ใหญ่!?”ไอ้กล่ำชายหนุ่มที่มีรูปร่างสันทัดผิวสีดำพูดถามผู้ใหญ่บ้านขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูหวาดกลัวและเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัดอาจเป็เพราะเขาอายุน้อยและยังมีประสบการณ์น้อยที่สุดในกลุ่มด้วย......
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
“มึงเห็นไอ้กล่ำพูดหรือไม่ไอ้บุญ! มึงชอบหาว่ากูขี้กลัวนัก มึงดูไอ้กล่ำมันก็กลัวเป็เหมือนกันกับกูละโว้ย!”ไอ้แดงพลันส่งเสี่ยงหัวเราะขึ้นก่อนจะหันไปพูดกับไอ้บุญว่าไม่ใช่แต่ตนเองที่กลัวไอ้กล่ำที่ดูหน้านิ่งและเงียบขรึมมาตลอดยังกลัวเหมือนมัน.......
“โถ่ไอ้แดง! เป็ใครมันก็ต้องกลัวกันทั้งนั้นละว่ะหรือว่ามึงมิกลัวตัวที่แข็งแกร่งดั่งเช่นคชสารพงไพรเ่าั้”ไอ้กล่ำตอบกลับไอ้แดงอย่างไม่พอใจ ที่ตนถูกกล่าวหาว่าขลาดกลัว…….
“เอาละทุกคน ตอนนี้ก็น่าจะได้เวลานอนกันได้แล้วพรุ่งนี้เรากินข้าวเช้ากันก่อนแล้วจึงค่อยออกเดินทางต่อไป! ข้าคิดว่าคงเกินตะวันส่องหัวพวกเราคงจักถึงที่หมายกัน” ผู้ใหญ่บ้านได้สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันเข้านอนเพราะมันก็ดึกมากแล้ว.......
ขอรับพ่อผู้ใหญ่!
หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปนอนทั้งหมดก็แยกกลับไปยังที่พักของตนที่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้………
ณ ที่พักของไอ้แดงกับไอ้บุญ…….
“ไอ้บุญมึงคิดว่าในป่านี้จะมีผีไหมว่ะข้าขี่กลัวผีเสียด้วย!?” ไอ้แดงได้ถามไอ้บุญเื่ผีขึ้นมาเพราะมันเป็คนที่กลัวผีเอามากๆมันจึงหาเื่ที่จะคุยก่อนนอน........
“ผีเผลออะไรของมึงว่ะ! ไม่มีดอกมึงก็คิดไปไอ้แดง! ไอ้ปากเสีย! ไอ้ปากไม่มีหูรูด!เข้าป่าใครเขาให้พูดถึงเื่ผีสางกันละว่ะ!”ไอ้บุญรีบหันกลับหลังไปพูดด่าใส่ไอ้แดงทันที ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจและหวาดกลัวเพราะเขาถือกันมาแต่โบราณที่ว่า เข้าป่าห้ามพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่ควรและห้ามทักเมื่อเห็นสิ่งใดแปลกๆ ในป่า.......
“กูขอโทษ ก็กูกลัวผีนี่หว่าถ้าอย่างนั้นคืนนี้กูขอนอนข้างมึงก็แล้วกันนะไอ้บุญ!” ไอ้แดงกล่าวขอโทษไอ้บุญก่อนจะขยับที่นอนของมันเข้าไปใกล้กับไอ้บุญ และล้มหัวลงนอน........
“ตามใจมึงก็แล้วกันไอ้แดง!” ไอ้บุญไม่คิดอะไรมากที่ไอ้แดงจะมานอนข้างๆเพราะตัวมันเองก็เริ่มกลัวผีขึ้นมาเล็กๆ เหมือนกัน………
ย้อนกลับไปที่หมู่บ้านท่าเสด็จก่อนหน้านี้…….
หลังจากที่กลุ่มล่าสัตว์ของหมู่บ้านได้เดินทางออกไปราวๆ สามชั่วโมงเศษกล้วยก็ได้แอบเดินทางออกจากหมู่บ้านท่าเสด็จเพื่อที่จะตามพันผาบิดาของเขาไปล่าสัตว์ด้วย ซึ่งเขาก็ทราบดีอยู่แล้วว่าพ่อของเขาต้องลงโทษตัวเขาแน่ถ้าเกิดรู้ว่าเขาแอบตามไป ดังนั้น กล้วยจึงได้รอเวลาให้พ่อของเขาและคนอื่นๆออกเดินทางไปก่อนจึงค่อยตามไป……
ซึ่งกล้วยรู้ว่าสถานที่หลักในการออกไปล่าสัตว์ครั้งนี้คือที่ดงพญาหมูป่ากล้วยจึงได้สะกดรอยติดตามโดยสังเกตจากรอยเท้าและรอยกิ่งไม้ที่ถูกถางไว้เพื่อเปิดทางเดินต่อดังนั้น กล้วยจึงสามารถติดตามไปได้อย่างถูกทางโดยไม่หลงเพราะมีร่องรอยที่ปรากฏทิ้งไว้การตามทางซึ่งกล้วยใช่เวลาเดินทางอยู่นานหลายชั่วโมงจนเขาเริ่มเหนื่อย…….
ตุบ!
“เฮ้อ! ทำไม่ดงพญาหมู่ป่าถึงได้ไกลขนาดนี้นะตามรอยเท้ากลุ่มของพ่อมาก็นานแล้ว แต่ยังไม่พบกลุ่มของพ่อเลยนี่จะข้ามเขาลูกหนึ่งอยู่แล้ว!” ในขณะที่เ้ากล้วยเดินตามรอยเท้าพ่อของเขาเขาก็ได้หยุดพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจะสบถคำด่าออกมาเพราะระยะทางที่เขาเดินมานั้นมันไกลมาก แต่ก็ยังไม่เจอกลุ่มพ่อของเขาเสียที……
เจี้ยก เจี้ยก เจี้ยก!
ผัว ผัว ผัว ผัว!
ซ่า! แกร๊ก! ซ่า!
ทันใดนั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงลิงและชะนีจำนวนมากได้พากันส่งเสียงร้องแบบแปลกๆซึ่งต่างไปจากเสียงร้องปกติของพวกมัน ราวกับว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นจึงทำให้พวกมันส่งเสียงร้องแบบนั้นและด้วยเหตุนั้นมันจึงทำให้กล้วยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา……
“ทำไมเสียงของลิงกับชะนีกลุ่มนั้นพวกมันถึงได้ส่งเสียงร้องดังแบบแปลกๆอยู่แถวนั้นนะ? ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นตรงนั้นไปดูหน่อยดีกว่า!” หลังจากที่กล้วยได้ยินเสียงร้องของชะนีกับลิงที่ดังมาจากข้างหน้าแบบแปลกๆกล้วยจึงได้คิดที่จะเดินไปดูว่าลิงและชะนีเ่าั้ส่งร้องทำไม…….
ครืด ครืด ครืด ครืด
แปร้น แปร้น แปร้น!
ฟู่ ฟู่ ฟู่!
หือ!?
“นั่นลูกช้างตกบ่อโคลนนิ!”
หลังจากที่กล้วยมาถึงจุดที่ลิงกับชะนีส่งเสียงแล้ว เข้าก็พบว่าสาเหตุที่ลิงกับชะนีส่งเสียงร้องเป็เพราะว่าตรงนี้มีลูกช้างกำลังดิ้นรนเพื่อขึ้นจากบ่อโคลนแต่ทว่าด้วยโคลนที่มีความลื่นสูงบวกกับร่างของลูกช้างที่มีขนาดใหญ่จึงทำให้มันไม่สามารถขึ้นมาได้…….
แปร้น แปร้น แปร้น!
เมื่อลูกช้างคชสารพงไพรน้อยมองเห็นกล้วย มันก็ส่งเสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับแววตาที่อ้อนวอนขอความช่วยเหลือจ้องมองไปที่กล้วยอย่างรู้ความ……..
“เหตุใดเอ็งถึงได้มาตกอยู่ในบ่อโคลนนี้กันเล่าแล้วพ่อแม่ของเอ็งอยู่ที่ใด ทำไมไม่มาช่วยเอ็งออกจากบ่อโคลนทำไมถึงปล่อยให้เอ็งแช่อยู่ในน้ำจนตัวซีดได้ขนาดนี้กันว่ะแต่เอ็งมิต้องเป็ห่วงไปดอก เพราะข้าจักเป็คนที่ช่วยเอ็งขึ้นมาเอง!” กล้วยเปิดมากถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่ามีเพียงคชสารพงไพรน้อยอยู่ที่นี่เพียงตัวเดียวและเมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของมันไม่อยู่จริงๆกล้วยจึงคิดที่จะช่วยเหลือมันอย่างไม่ลังเล…….
แปร้น แปร้น แปร้น!
ราวกับว่าคชสารพงไพรน้อยสามารถเข้าใจคำที่กล้วยพูดออกมามันจึงส่งเสียงร้องตอบรับกลับกล้วยอย่างดีอกดีใจพร้อมกับยกงวงของมันขึ้นมาก่อนจะส่ายไปมาราวกับคนโบกมือ…….
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เอ็งอดทนรอประเดี๋ยวนะข้าจักไปหาเถาวัลย์มาช่วยดึงเอ็งขึ้นมา!” เมื่อกล้วยเห็นท่าทางตอบรับของคชสารพงไพรน้อยแล้วเขาก็ได้บอกให้มันรอเขาก่อน ก่อนที่กล้วยจะวิ่งออกไปหาเถาวัลย์มาช่วยมัน…….